ตำนานป่าเขาอ่างฤาไน แหล่งเลี้ยงช้างตามธรรมชาติตั้งแต่สมัยอยุธยา
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Thipdhida Satdhathip ได้มีการแชร์ข้อความส่งต่อจากเพจ น้าหมู บดินทร์ จันทสีคำ ที่ได้โพสต์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับป่าเขาอ่างฤาไน ที่มีประวัติยาวนานน่าทึ่ง ก่อนจะเกิดมีถนนสาย 3259 ตัดผ่าน จนนำมาซึ่งความสูญเสียระหว่างคนและสัตว์ โดยระบุว่า
ในอดีตผืนป่าแห่งนี้เป็นแหล่งเลี้ยงช้างตามธรรมชาติมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เมื่อเสร็จศึกจะต้องปล่อยให้ช้างหากินเองตามธรรมชาติ ถึงเวลาใช้งานจึงค่อยกวาดต้อนกลับเข้าเพนียด ซึ่งผืนป่าตะวันออกเหมาะสมที่สุดและถูกเลือกเป็นแหล่งปล่อยช้างให้เข้าไปอยู่อาศัยและหากินเองตามธรรมชาติ เนื่องจากมีป่าที่ราบ ทั้งยังมีเทือกเขาสันกำแพงและเทือกเขาจันทบุรี (เทือกเขาจันทบูรณ์) และนาน ๆ จะถูกรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน
โดยนักวิชาการที่ทำการศึกษาเรื่องช้างในประเทศไทย เชื่อว่า ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 ช้างต้นที่เป็นทั้งช้างศึกและช้างเผือกในพระราชวัง น่าจะอพยพหนีมาอยู่ยังเขาอ่างฤาไน ซึ่งยังคงมีหลักฐานยืนยัน และในอดีตที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จ.ฉะเชิงเทรา
เจ้าหน้าที่ของอุทยานสามารถบันทึกภาพช้างป่าตัวผู้ตัวหนึ่ง ที่มีลักษณะตรงตามลักษณะของช้างศึก ให้ชื่อช้างตัวนี้ว่า “รถถัง” และยังพบช้างป่าอีกตัวหนึ่งที่มีลักษณะตรงตามลักษณะช้างศึกอีกเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่พบช้างเผือกในรัชกาลที่ 9 อีกด้วย
ทั้งนี้ ช้างเผือกเป็นลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรม จึงมีการถ่ายทอดกันทางพันธุกรรมจากพ่อ-แม่สู่ลูกได้ ในบรรดาช้างสำคัญทั้ง 107 ช้างของราชอาณาจักรไทยนั้น มีอยู่คู่หนึ่ง พบว่า เป็นแม่ลูกกัน คือ ช้างสำคัญในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ (พ.ศ. 2091-2111) ทรงได้ช้างสำคัญแม่ลูกจากตำบลป่ามหาโพธิ
ดังนั้น ป่าตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จึงยังคงมีหน่วยพันธุกรรมของช้างสำคัญ ที่เป็นเครือญาติกับ “พังแต๋น” หรือ พระศรีเศวตรศุภลักษณ์ฯ ซึ่งเป็นช้างที่ประสบอุบัติเหตุถูกกระสุนปืนแล้วได้รับการรักษาพยาบาล ต่อมาพบว่าเป็นช้างสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ทรงให้มีพระราชพิธีสมโภชพระราชทานนาม และขึ้นระวางในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2519
อย่างไรก็ตาม ช้างเป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง ที่ยังเหลืออยู่จำนวนมากในผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัดในภาคตะวันออก และเป็นมรดกที่ตกทอดอยู่ในผืนป่าแห่งนี้ มาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาจนเหลือมาถึงปัจจุบัน ซึ่งป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เคยเป็นป่าพื้นเดียวกับดงพญาเย็น แต่ป่าดงพญาเย็นก็หมดไปแล้ว
ปัจจุบันป่ารอยต่อเองก็เริ่มมีจุดที่ทำให้ผืนป่าแยกออกจากกัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อช้างป่าอย่างมาก โดยในอดีตพื้นป่าภาคตะวันออกมีพื้นที่มากกว่า 5 ล้านไร่ ตอนนี้พื้นที่เหลือเพียง 1.3 ล้านไร่เท่านั้น เมื่อประชากรช้างเพิ่มขึ้นปัญหาระหว่างช้างกับคนก็เริ่มขึ้นเช่นกัน หากจะแก้ไขก็ควรมีวิธีการจัดการที่ละมุนละม่อม เพราะช้างเหล่านี้ คือ ลูกหลานช้างมรดกผืนป่าตะวันออก
ที่มาจาก Thipdhida Satdhathip



