ถกด่วน! หลังสื่อญี่ปุ่นตีข่าว แรงงานไทยติดสารเสพติดเพียบ

ตำรวจภาค 5 ถกกงสุลญี่ปุ่น – ผู้ประกอบการโรงงานญี่ปุ่นในพื้นที่ หลังสำนักข่าว NHK WORLD ตีข่าวตรวจพบแรงงานชาวไทยติดสารเสพติดถึงร้อยละ 10 หวั่นลุกลามจนกระทบการลงทุนในอนาคต

วันนี้ ( 8 ก.พ. 2561) ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า  ที่ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ต.ภานุเดช บุญเรือง รองผู้บัญชการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานการประชุมมาตรการการแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการที่เจ้าของเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น

โดยมีนายพรพัฒน์ สุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 (ปปส.) และ นายนาโอยะ มิเดโอะ กงสุลประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเชียงใหม่ พร้อมตัวแทนผู้ประกอบการโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน 48 โรงงานเข้าร่วม เพื่อรับทราบปัญหายาเสพติดในกลุ่มแรงงานชาวไทย รวมทั้งเพื่อหาแนวทางป้องกัน

การเชิญกงสุล ประจำสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น และสถานประกอบการที่เจ้าของเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ สืบเนื่องจาก สำนักข่าวชื่อดังของญี่ปุ่น NHK WORLD รายงานเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 ว่าบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย กำลังเผชิญปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดในกลุ่มคนงานชาวไทย โดยพบการซื้อขายยาเสพติดในบริเวณโรงงาน และตรวจสารเสพติดในคนงานไทยพบร้อยละ 10 ของคนไทยทั้งหมด

กระแสข่าวดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย ยังส่งผลต่อการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติ ล่าสุดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มแรงงาน

ขณะที่ พล.ต.ต.ภาณุเดช กล่าวว่า วันนี้ได้เชิญกงสุลจากสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ พร้อมผู้ประกอบการและตัวแทนโรงงานของนักลงทุนญี่ปุ่นจำนวน 48 แห่ง เกือบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน 46 แห่ง เชียงราย 1 แห่ง และลำปาง 1 แห่ง รวมจำนวนแรงงานคนไทยกว่า 30,000 คน มาประชุมเพื่อรับทราบสถานการณ์ปัญหาตามที่สื่อญี่ปุ่นรายงาน

เบื้องต้น จากการรับฟังข้อมูลของผู้ประกอบการทั้ง 48 แห่ง ไม่พบว่าสถานการณ์รุนแรงเหมือนที่สำนักข่าว NHK WORLD รายงานแต่อย่างใด แรงงานคนไทยที่ถูกตรวจพบมีสารเสพติดตามวงรอบของโครงการโรงงานสีขาวโดยการสุ่มตรวจที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีผู้ติดสารเสพติดถึงร้อยละ 10

แต่อาจมีบางรายที่มีการเสพยาจริง ขณะไปดื่มสุราสังสรรค์กับเพื่อน หรือไปทำงานในสวนลำไยและมีการใช้สารเสพติดประเภทยาบ้า แต่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0 – 0.58 หรือ ใน 1 โรงงงานจะตรวจพบเพียง 1 – 3 ราย ดังนั้นสถานการณ์ตามที่สื่อญี่ปุ่นระบุอาจเป็นพื้นที่อื่น ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 5

สุดเศร้า! สิ้น ‘หลวงตานาค’ เกจิดัง เมืองชัยนาท

สุดเศร้า! สิ้น ‘หลวงตานาค’ เกจิดัง เมืองชัยนาท มรณภาพแล้ว หลังป่วย ด้วยโรคชรา สิริอายุ 93 ปี

วานนี้(7 ก.พ.) เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรสรรพยา พร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูและแพทย์เวร โรงพยาบาลสรรพยา เข้าตรวจสอบร่างหลวงปู่นาค พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่วัดกรุณา หมู่ที่ 5 ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท หลังรับแจ้งจากลูกศิษย์ว่าหลวงปู่จากไปอย่างสงบภายในกุฏิเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา

โดยเบื้องต้นทราบว่า หลวงปู่นาค ป่วยด้วยโรคชรา และเคยอาการทรุดเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในตัวเมืองชัยนาท เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2561 หลังอาการเริ่มดีขึ้น วันที่ 16 มกราคม จึงกลับมาพักรักษาตัวที่วัด จนกระทั่งในวันนี้หลวงปู่เริ่มไม่มีอาการตอบสนอง และมรณะภาพลงอย่างสงบในเวลาประมาณ 22.00 น. สร้างความโศกเศร้าเสียให้แก่บรรดาศานุศิษย์ที่ทราบข่าว และเดินทางมารอฟังอาการของหลวงปู่ที่วัดจำนวนมาก

ทั้งนี้ หลวงปู่นาค มรณะภาพลงด้วย อายุ 93 ปี หลวงปู่นาคบ้านเดิมเป็นชาวสรรพยาโดยกำเนิด หลวงปู่นาคนับเป็นพระเกจิชื่อดังของชัยนาท ขึ้นชื่อเรื่องวิชาอาคม มีพระเครื่องรุ่นต่างๆ ที่หลวงปู่จัดสร้าง มีชื่อเสียงระดับประเทศ เป็นที่ต้องการของเซียนพระอยู่หลายรุ่น การจากไปของหลวงปู่นาคจึงนับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของวงการพระเครื่องไทย โดยญาติๆ และสานุศิษย์จะตั้งศพหลวงปู่นาคสวดพระอภิธรรมในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ศาลาวัดกรุณา เวลาประมาณ 19.00 น. เป็นวันแรก

วาเลนไทน์ ปีนี้คึกคัก เงินสะพัด 3,800 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 11 ปี

หอการค้าไทย ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วง วาเลนไทน์ พบปีนี้คึกคัก เงินสะพัดกว่า 3,800 ล้านบาท โต 3.1% สูงสุดในรอบ 11 ปี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์ พบว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่มองบรรยากาศวันวาเลนไทน์ปีนี้คึกคักมากกว่าปีก่อน เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น มีสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น มีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

11

โดยมีการวางแผนที่จะซื้อสินค้าในช่วงวันวาเลนไทน์ทั้งดอกไม้ ของขวัญ อาหารและท่องเที่ยว ส่งผลทำให้เงินสะพัดในช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้ขยายตัวร้อยละ 3.1 คิดเป็นมูลค่า 3,822 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่หอการค้าไทยได้มีการสำรวจ หรือ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 2,394 บาท

นอกจากนี้ หอการค้าไทย ยังได้สำรวจทัศนะการรับรู้ถึงสถานการณ์ท้องก่อนวัยอันควรของกลุ่มเยาวชนไทย พบว่าร้อยละ 71.6 รับรู้ถึงปัญหาดังกล่าว โดยมองว่าระดับปัญหามีความรุนแรงมากร้อยละ 25.4 รุนแรงปานกลางร้อยละ 27.2 และรุนแรงน้อยร้อยละ 16.8 โดยสาเหตุที่มีการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร พบว่าขาดความอบอุ่นจากครอบครัว,มีสิ่งเร้าผ่านสื่อประเภทต่างๆ,ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้,ไม่รู้วิธีการป้องกันและไม่มีที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำในเรื่องเพศ