ยันบิ๊กป้อมไม่น้อยใจลาออก บินสิงคโปร์ประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ยืนยัน ยังเข้มแข็งและมีกำลังใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป 

พลโทคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังมีกำลังใจและสุขภาพแข็งแรงดี พร้อมที่จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ เป็นแกนหลักในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความปลอดภัยให้กับประเทศต่อไป แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกรณีการตรวจสอบการมีแหวนและนาฬิกาหรูไว้ในครอบครอง

บิ๊กป้อม,พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ,รองนายกรัฐมนตรี,นาฬิกาหรู

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ

ซึ่งแม้การแสดงความเห็นในสังคมประชาธิปไตย จะเป็นมุมมองที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ เปิดกว้างรับฟังด้วยใจเป็นกลาง แต่ทุกฝ่ายต่างมีประสบการณ์และบทเรียนร่วมกันมา จึงอยากให้ยับยั้งชั่งใจกันด้วยเหตุผล เพราะจะทำให้เราสามารถผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน และขอให้เชื่อมั่นว่า กองทัพยังมีความเป็นเอกภาพ และมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่จะทำหน้าที่หลักประกันความมั่นคงของประเทศเคียงข้างประชาชน

ทั้งนี้ ระหว่าง 5 ถึง 7 กุมภาพันธ์ 2561 พลเอกประวิตร พร้อมคณะ มีกำหนดการเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ และความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน ก่อนที่ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 14.00 น. พลเอกประวิตร

จะให้การต้อนรับพลเอกโจเซฟ เอฟ ดันฟอร์ด จูเนียร์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม กองทัพสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่กระทรวงกลาโหม

ยงยุทธ ส่งทนายยื่นฟ้อง ชูวิทย์-พิธีกรดังช่อง 3-ไทยรัฐทีวี ข้อหาหมิ่นประมาท

ยงยุทธ ส่งทนายยื่นฟ้อง ชูวิทย์-พิธีกรดังช่อง 3-ไทยรัฐทีวี ข้อหาหมิ่นประมาท เผย ไม่อยากให้พูดจาใส่ร้ายกันโดยไม่มีหลักฐาน

วันนี้ (5 ก.พ.) ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้มอบหมายให้ ทนายอุดม โปร่งฟ้า พร้อมด้วยทีมทนายความเดินทางมายื่นฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ นายภาษิต อภิญญาวาท และ นางสาวพิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ พิธีกรรายการชูวิทย์มีเรื่องเล่า ที่ออกอากาศทางช่อง 33 HD และยื่นฟ้อง นาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ กับ นางสาวอรชพร ชลาดล พิธีกรผู้ดำเนินรายการชูวิทย์ตีแสกหน้า ที่ออกอากาศทางช่องไทยรัฐทีวี

โดย นายอุดม เปิดเผยว่า ที่นายยงยุทธ นำคดีนี้มายื่นฟ้องต่อศาล ก็เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง ที่ถูกกล่าวหาจาก นายชูวิทย์ กับพวก พูดในรายการทั้งสองออกอากาศทางช่อง 3 HD และ ไทยรัฐทีวี ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า นายยงยุทธ เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด หรือ สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด และมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน หรือการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นความเท็จ ทำให้นายยงยุทธได้รับความเสียหายอย่างมาก

“ส่วนความจริงนั้น สโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด เป็นของ นายมิตติ ติยะไพรัช บุตรชายของนายยงยุทธ ร่วมกับที่มีความรักในฟุตบอลเช่นเดียวกัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 เพื่อส่งเสริมการเล่นกีฬา ห่างไกลจากยาเสพติด นายยงยุทธไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในสโมสรฯ แต่อย่างใด และไม่เคยร่วมกับบุคคลใดทำการฟอกเงินหรือปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

สำหรับการยื่นฟ้องต่อศาลในวันนี้ ก็เพื่อจะพิสูจน์ความจริง หากนายชูวิทย์ มีหลักฐานว่านายยงยุทธเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงิน ก็เอาหลักฐานมาพิสูจน์กันในศาล ไม่อยากให้พูดจาใส่ร้ายกันโดยไม่มีหลักฐาน เพราะทำให้คนที่เสียหายไปแล้วไม่สามารถแก้ไขอะไรกลับคืนมาได้” นายอุดม กล่าว

ทั้งนี้ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ฟ้องรายการชูวิทย์ตีแสกหน้า วันที่ 11 มิ.ย. 2561 และคดีที่ฟ้องรายการชูวิทย์มีเรื่องเล่า วันที่ 4 มิ.ย. 2561

แท็กซี่ชูป้ายเชียร์ ‘บิ๊กป้อม’ เข้ารับทราบข้อหา เผย รู้เท่าไม่ถึงการณ์

โชเฟอร์แท็กซี่ชูป้ายเชียร์ ‘บิ๊กป้อม’ เข้ารับทราบข้อหา เผย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตำรวจเตรียมส่งฟ้องศาลแขวงดุสิต ผิด พ.ร.บ.ชุมนุม

วันนี้ ( 5 ก.พ. 61) ที่ สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง นายอดุลย์ ธรรมจิตต์ อายุ 54 ปี เลขที่ 34/252 ม.9 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ อาชีพขับแท็กซี่ หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมหน้ากระทรวงกลาโหม เพื่อแสดงการสนับสนุนและเป็นกำลังใจต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา

ได้เดินทางเข้ามอบตัวต่อ ร.ต.อ.เทวินทร์ พิกุลทอง รองสารวัตรพนัก (สอบสวน) โดยมี พ.ต.อ.ธนกฤต ไชยจารุวุฒิ ผกก.สน.พระราชวัง ร่วมสอบสวน และมี พ.ต.อ.ชยุต มาร์ยาต รอง ผบก.น.2 เข้าร่วมสังเกตการณ์ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลตามที่มีภาพปรากฏยืนชูป้ายในวันชุมหน้ากระทรวงกลาโหมหรือไม่

นายอดุลย์ ได้ให้การสารภาพว่า ในวันดังกล่าวตนได้ได้เดินทางไปใหว้ศาลหลักเมือง หลังจากนั้นออกมาพบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร ตนจึงเข้าร่วมชุมนุมดังกล่าวจริง เพราะตนได้ชอบ พล.อ.ประวิตร เป็นการส่วนตัว ส่วนภาพที่ยืนชูป้ายนั้นได้เอามาจากกลุ่มผู้ชุมนุมคนหนึ่ง

ซึ่งตนอ่านดูแล้วข้อความไม่มีความรุนแรงอะไร ตนเห็นภาพตนเองและทราบข่าวจากสื่อต่างๆ ว่าการเข้าร่วมชุมผิดกฎหมาย ซึ่งตนยอมรับว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงได้เดินมามอบตัวเพื่อแสดงความเจตนาความบริสุทธิ์ใจต่อพนักงานสอบสวนในวันนี้

ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมเกิน 5 คน โดยไม่รับอนุญาต ตามคำสั่งคสช.ที่ 3/2558 ชุมนุมในเขตพื้นที่ห่างไม่เกิน 150 เมตร จากเขตพระราชฐาน ตามมาตรา 7 ซึ่งมีอัตราปรับไม่เกิน 10,000 บาท โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน โดยพนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาไปส่งฟ้องศาลแขวงดุสิตเพื่อดำเนินคดีและรับโทษต่อไป