ชื่นชม เด็กชายวัย 12 ปี ช่วยหลวงตาพิการออกรับบิณฑบาต มานานกว่า 2 ปี

ชื่นชม เด็กชายวัย 12 ปี ช่วยเข็นรถโยกให้หลวงตาพิการออกรับบิณฑบาต ซึ่งป่วยด้วยโรคเก๊าท์อย่างรุนแรงไม่สามารถเดินได้

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ที่วัดสีหราษฎร์ศรัทธา ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง พระประทีป คงคาชนะ อายุ 64 ปี ที่ต้องนั่งรถโยกออกจากวัดเพื่อไปรับบิณฑบาตจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ทั้งขึ้นเนินและลงเนินเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากป่วยเป็นโรคเก๊าท์อย่างรุนแรงทำให้ปวดขาทั้งสองข้างไม่สามารถเดินบิณฑบาตได้ นอกจากนี้ ยังเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบและความดันโลหิตสูง จึงมีพระลูกวัดอีกรูปหนึ่งทำรถเข็นหรือรถโยกให้

โดยทุกเช้าจะออกรับบิณฑบาตห่างจากวัดไม่เกิน 1 กิโลเมตร เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินสูง โดยเฉพาะขากลับปากทางเข้าวัด พระประทีป ไม่สามารถโยกรถเข็นขึ้นไปได้ จึงมีเด็กชายธนพัฒน์ หวาหาบ อายุ 12 ขวบนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดสีหราษฎร์ศรัทธา ปั่นจักรยานจากบ้านมาช่วยเข็นรถให้ทุกเช้า ซึ่ง ด.ช ธนพัฒน์ (น้องไกด์) ได้ติดตามพระประทีปมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.4 หรือตั้งแต่พระประทีปยังเดินบิณฑบาตได้ จนเมื่อต้นปี 2560 พระประทีป เดินไม่ได้ น้องไกด์ ก็ยังคอยดูแลทุกวันไม่มีวันหยุด

ทั้งนี้ เมื่อพระประทีปไปจอดรถเข็นที่หน้าบ้านของน้องไกด์ น้องไกด์ก็จะปั่นจักรยานตามมาเข็นรถขึ้นเนินให้โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนใดๆ และห่วงว่าปีหน้าจะย้ายไปเรียน ม.1 ที่โรงเรียนในตัวเมืองกันตังแล้ว แต่ได้สั่งรุ่นน้องไว้ว่าให้คอยดูแลพระประทีปให้ด้วย ซึ่งภาพดังกล่าวได้สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้เป็นอย่างมาก

เนื่องจากน้องไกด์ทำแบบนี้ทุกวันไม่ได้ขาด ซึ่ง ด.ช ธนพัฒน์ หวาหาบหรือน้องไกด์ กล่าวว่า ตนมาช่วยพระประทีปตั้งแต่อายุ 10 ขวบโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นอกจากทำแล้วได้ความสบายใจและปีหน้าตนต้องไปเรียนชั้น ม.1 ที่อื่นแล้วแต่ได้สั่งน้องๆ ว่าให้มาช่วยเหลือพระประทีปแทนตนแล้ว

ด้านพระประทีป คงคาชนะ อายุ 64 ปี กล่าวว่า น้องไกด์มาช่วยตนเข็นรถขึ้นเนินทุกเช้าและทำมา 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนตนเดินรับบิณฑบาตได้ น้องไกด์ก็จะมาเดินตามหลังด้วย แต่ตอนนี้ได้มาช่วยเข็นรถให้ทุกเช้าโดยไม่มีวันหยุด

จีนเล็งแก้รธน. เปิดช่อง “สี จิ้นผิง” นั่ง ปธน. ตลอดไป

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเตรียมเสนอยกเลิกข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ ที่จำกัดสมัยการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไว้ที่ 2 สมัย หรือไม่เกิน 10 ปี

พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เสนอยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้แค่ 2 สมัย ซึ่งเปิดช่องให้นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน สามารถบริหารประเทศต่อได้หลังปี 2566

ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อปีที่แล้ว ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้บรรจุ “ความคิดของสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมแบบจีนสำหรับยุคใหม่” ลงเป็นหลักการสำคัญในธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรค ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เขาได้ขึ้นครองอำนาจเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงสุดของจีน นับตั้งแต่ประธานเหมา เจ๋อตุง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

แถลงการณ์ผ่านสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า คณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เสนอให้ถอดถอนข้อความที่ระบุว่า “ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนจะมีวาระการดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัยติดต่อกัน”

คณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีกำหนดเข้าร่วมประชุมที่กรุงปักกิ่งในระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 กุมภาพันธ์ โดยมีนายสี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นประธานในที่ประชุม ขณะที่การเสนอแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 5 มีนาคมนี้

การกำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 10 ปี เริ่มต้นในช่วงยุค 1990 ตามแนวคิดของนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีน เพื่อพยายามไม่ให้เกิดความวุ่นวายแบบในสมัยของประธานเหมา เจ๋อตุง โดยประธานาธิบดีจีนคนก่อนหน้านายสีทั้ง 2 คน ได้แก่ นายเจียง เจ๋อหมิน และนายหู จิ่นเทา ล้วนดำรงตำแหน่งกันคนละ 2 สมัย รวม 10 ปี

ทนายตั้มมอบหลักฐานเพิ่ม ยัน! ไม่ได้พูดข่มขู่ครูปรีชา

ทนายตั้ม มอบหลักฐานเพิ่มให้กองบังคับการปราบปราม ยันไม่ได้พูดข่มขู่ครูปรีชาแค่หวังดีเท่านั้น

เมื่อเวลา 13.10 น. วันนี้ (26 ก.พ.61) ที่กองบังคับการปราบปราม ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ทนายของหมวดจรูญ ได้เดินทางมาพร้อมกับทีมงานเพื่อนำหลักฐานเพิ่มเติมส่งมอบให้กับทางพนักงานสอบสวนกองปราบ

โดยทนายษิทรา เปิดเผยว่า วันนี้นำแค่โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับคดีของลุงจรูญ และภรรยา มามอบให้กับทางกองปราบฯ ได้ตรวจสอบเพิ่มเติม เป็นเพียงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ขอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และมีการนำเข้ามามอบให้เป็นบางส่วน ส่วนกรณีที่ทางครูปรีชาได้ออกมาพูดถึงทนายตั้มว่า ไม่ต้องมาเตือนในเรื่องคดีหวยนั้น ตนไม่ได้ถือสาอะไรเป็นการพูดด้วยความหวังดี และไม่ได้ข่มขู่แต่อย่างใด