สหภาพแรงงานฯ บุก! กพร. คัดค้านโครงข่ายบรอดแบรนด์แห่งชาติ

สหภาพแรงงานฯ บุก! กพร. คัดค้านมติ ครม.เห็นชอบ โครงข่ายบรอดแบรนด์แห่งชาติ

วันนี้ ( 30 มี.ค. 61) ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทําเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ สรท. และกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจากหลายองค์กร เดินเท้าจากกระทรวงการคลังมายัง ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กพร. ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องความชอบธรรม และ คัดค้านมติ ครม.เห็นชอบในหลักการให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัท โครงข่ายบรอดแบรนด์แห่งชาติ จำกัด (NBN Co.) และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ต จำกัด (NGDC Co.) ซึ่งเป็นบริษัทลูก ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ และให้โอนย้ายอุปกรณ์โครงข่ายบรอดแบรนด์ของทีโอทีไปไว้ในบริษัทลูก หรือ NBN

กลุ่ม ‘พีมูฟ’ ร้องนายกฯ เรื่องที่ดินทำกิน

กลุ่ม ” พีมูฟ ” ร้องนายกฯ เรื่องที่ดินทำกิน ยันหากเพิกเฉย อีก 30 วัน จะรวมตัวครั้งใหญ่

วันนี้ (30 มี.ค.61) ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทําเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายดิเรก กองเงิน ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) พร้อมกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) เดินทางมารวมตัวบริเวณศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กพร. ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตาม ทวงถามการแก้ไขปัญหา หลังประสบความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมทั้งนโยบายที่ภาคประชาชนได้เสนอไว้เป็นกลไกในการแก้ปัญหา เช่น นโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน, นโยบายธนาคารที่ดิน, นโยบายการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

พร้อมกับยื่นหนังสือต่อตัวแทนรัฐมนตรีจากกระทรวงต่างๆ เพื่อส่งถึงนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณามีคำสั่งเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเจรจากับตัวแทนพีมูฟ เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ไม่เป็นธรรมจากรัฐในห่วงเวลา 4 ปี กับการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. ประเด็นการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินไม่คืบหน้า ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักหน่วง ทั้งถูกไล่รื้อ จับกุม ถูกดำเนินคดี และถูกกำจัดสิทธิเสรีภาพในการเรียกร้อง หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย พีมูฟจะรวมตัวครั้งใหญ่มายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าพบกับหัวหน้าคณะ คสช.ภายในต้นเดือน พฤษภาคม นี้

โดยยื่นหนังสือถึงนายก เรื่อง​การแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม มีดังนี้ เรียน​นายกรัฐมนตรี
​ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เป็นกลุ่มประชาชนที่ประสบปัญหาจากความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และนโยบายต่างๆที่ส่งผลต่อประชาชน เช่น แผนแม่บททวงคืนผืนป่า รวมทั้งนโยบายที่ภาคประชาชนได้เสนอไว้เป็นกลไกในการแก้ปัญหา คือ นโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน , นโยบายธนาคารที่ดิน , นโยบายกองทุนยุติธรรม และ นโยบายการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

จากที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารและแก้ไขปัญหาของประเทศ และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาขบวนการปราชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามคำสั่งที่ ๒๑๖ / ๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และแก้ไขนโยบายต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อชาวชุมชน เป็นระยะเวลาเกือบ ๔ ปี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆได้ กลับเกิดปัญหาเพิ่มขึ้นมากว่าเดิม ​ดังนั้นขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อให้เกิดการดำเนินงานการแก้ปัญหาต่างๆของ ขปส. ดังต่อไปนี้

1. ให้รัฐบาลสั่งการไปยังสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) (องค์กรมหาชน) เพื่อให้ปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2. ให้รัฐบาลเร่งผลักดัน ร่าง พรบ.ธนาคารที่ดิน เพื่อให้เกิดการจัดตั้งธนาคารที่ดิน ในรูปบบที่เป็นองค์กร เพื่อเป็นช่องทางในการเข้าถึงที่ดินของคนจนและเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ขปส. คัดค้านแนวคิดของกระทรวงการคลัง ที่ผลักดันให้มีการจัดตั้งธนาคารที่ดินขึ้นภายใต้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.)

3. ให้รัฐบาลดำเนินการส่งมอบพื้นที่โฉนดชุมชนที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.๒๕๕๓ ในทันที ทั้งนี้ ได้รับสิทธิในการบริหารจัดการที่ดินร่วมกันโดยทันที

4. ให้รัฐบาลผลักดัน ร่าง พรบ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า (ฉบับประชาชน) ให้เป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้เป็นมาตรการในการแก้ปัญหาการกระจุกตัวที่ดิน เพื่อผลักดันให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

5. ให้รัฐบาลยุติแผนแม่บททวงคืนผืนป่าในทันที เนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนจนและเกษตรกรรายย่อย ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คสช. ที่ต้องการดำเนินการกับนายทุน อีกทั้ง ยังเป็นการขัดคำสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งให้การคุ้มครองประชาชนผู้ยากไร้ โดยเสนอให้รัฐบาลผลักดันการแก้ไขกฎหมายนโยบายเพื่อรองรับสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของชุมชนโดยเร็ว

6. ให้รัฐบาลสั่งการเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดหาที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรบ้านวังตะเคียน อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้ง ๖ ราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจแม่สอด ทดแทนการจ่ายเงินเยียวยา โดยทันที

7. สั่งการให้หน่วยงานและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาของ ขปส. เร่งรัดการดำเนินการให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้เกิดรูปธรรม ภายใน ๓๐ วัน

เปิดปม! โครงกระดูกคล้ายมนุษย์จิ๋วพบในอาตาคาไม่ใช่เอเลี่ยนแต่แท้จริงคืออะไร ?

หลังจากมีการค้นพบโครงกระดูกขนาดเล็ก ซึ่งก่อนหน้านี้มีการ ที่แท้เป็นของเด็กหญิงแรกเกิดซึ่งมียีนกลายพันธุ์จนรูปร่างผิดปกติ

วันที่ 22 มีนาคม 2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าการสืบหาความจริง เกี่ยวกับโครงกระดูกขนาดเล็กราว 6 นิ้ว ลักษณะคล้ายมัมมี่ ซึ่งพบในทะเลทรายอาตากามาของประเทศชิลี เมื่อปี 2003 โดยก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าโครงกระดูกคือซากมนุษย์ต่างดาว

โครงกระดูกนี้ถูกเรียกว่า ‘อาตา’ มีซี่โครง 10 ซี่ ต่างจากคนทั่วไปที่มี 12 ซี่ ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยพบในมนุษย์มาก่อน นอกจากนี้ยังมีรูปร่างผิดปกติมาก ไม่สามารถดื่มนมได้  ส่วนการที่โครงกระดูกของ อาตา ยังไม่บุบสลาย ทำให้มองได้ว่าไม่น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี

นักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลใหม่จากการวิเคราะห์ยีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงกระดูก “อาตา” (Ata) ซึ่งผลพิสูจน์ชี้ว่าโครงกระดูกนี้ไม่ใช่โครงกระดูกมนุษย์ต่างดาว แต่เป็นกระดูกของทารกหญิง ที่มียีนกลายพันธุ์ผิดปกติจนมีลักษณะแปลกประหลาด  และมีรูปร่างแคระ, มีกระดูกผิดรูปผิดร่าง รวมถึงแก่ก่อนวัยอันควร พัฒนาการของกระดูกผิดปกติ ทำให้มีโครงสร้างเหมือนคนอายุ 6-8 ขวบ

ทั้งนี้ทั้งนั้น แกร์รี โนแลน ผู้เขียนวิจัยระดับอาวุโสและศาสตราจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า คณะวิจัยทราบดีว่านี่คือ ‘โครงกระดูกเด็ก’ ที่น่าจะคลอดก่อนหรือหลังกำหนด และเสียชีวิต ซึ่งการค้นพบครั้งนี้อาจนำไปสู่การรักษาคนที่มีปัญหากระดูก อาจจะมีทางเร่งการเติบโตของกระดูกสำหรับกรณีที่จำเป็น หรือคนที่กระดูกหักรุนแรง และแน่นอนว่ายังไม่มีใครเคยศึกษาลักษณะพันธุกรรมเช่นนี้ พร้อมทั้งแนะนำว่าส่งกระดูก ซึ่งตอนนี้เป็นของนักสะสมวัตถุโบราณชาวสเปน กลับไปยังประเทศชิลีเพื่อทำพิธีฝังตามธรรมเนียมของคนท้องถิ่นต่อไป