เปิดคลิป!! สาวใหญ่ขับเก๋งชน จยย.แล้วหนี อ้างมองไม่เห็น

สาวใหญ่เมืองคอนขับเก๋งพุ่งชน จยย.กำลังรอเลี้ยว ก่อนลดกระจกพูดสั้นๆ ‘ขอโทษ มองไม่เห็น’ แล้วขับหลบหนีไปเลย

วันที่ 14 มี.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลเฟซบุ๊ก “Suwanan Choojanthong” มีการเผยแพร่คลิปวินาทีรถยนต์เก๋ง ชนรถจักรยานยนต์เข้าอย่างจัง จนรถจักรยานยนต์ล้มคนขับและคนซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บ เป็นคลิปความยาว 2.31 นาที พร้อมโพสต์ข้อความ “ชนแล้วหนี วันที่ 14 มีนาคม 2561 เวลา 07.32 น. หน้าซอยศรีนคร เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 50 กว่า ๆ ลักษณะท่าทางดูดี อวบ ๆ ผมสั้นซอยดัด รถเก๋ง ยี่ห้อ Toyota Altis สีขาว ป้ายทะเบียน กจ 1696 ชุมพร #ถ้าเรื่องเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวคุณ จะรู้สึกยังไง ?”

ตรวจสอบคลิปพบว่าเกิดขึ้นช่วงเช้าวันนี้ (14 มี.ค.) บนถนนพัฒนาการคูขวาง บริเวณหน้าปากซอยศรีนคร (ซอยพัฒนาการคูขวาง 26) ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพวินาทีรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า ออติส สีขาว ที่ขับมาตามถนน ก่อนจะหยุดรถบริเวณสี่แยกแล้วเปิดไฟเลี้ยวขวาเพื่อขับข้ามถนนไปอีกเลนหนึ่ง ในระหว่างนั้นมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งพร้อมคนขับและซ้อนท้ายรวม 2 คน จอดรถจักรยานยนต์บริเวณตรงกลางถนนพร้อมกับเปิดไฟเลี้ยวขวาเพื่อรอเลี้ยวรถเข้าเลนถนนฝั่งขวามือ

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาเร่งด่วนมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์วิ่งผ่านเป็นจำนวนมาก จึงต้องรอรถที่วิ่งมาทางตรงขับผ่านไปหมดก่อนที่จะเลี้ยว เพื่อความปลอดภัย แต่ปรากฏว่ารถยนต์เก๋งคันดังกล่าว ที่กำลังเลี้ยวขวาอีกฝั่งถนนได้ขับพุ่งชนรถจักรยานยนต์เข้าอย่างจัง จนรถจักรยานยนต์เสียหลักล้ม ร่างคนขับและซ้อนท้ายกระเด็นออกจากรถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะมีชายคนหนึ่งวิ่งจากริมถนนเข้าไปช่วยผู้ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ส่วนรถยนต์เก๋งที่ก่อเหตุ มีการถอยหลังรถออก ก่อนจะมีการพูดคุยกันแล้วขับรถยนต์เก๋ง ก็ขับรถออกจากที่เกิดเหตุทันที ส่วนคนขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ได้ยืนดูรถยนต์เก๋งขับออกไป

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามเจ้าของเฟซบุ๊ก “Suwanan Choojanthong” ทราบชื่อ น.ส.สุวนันท์ ชูจันทร์ทอง อายุ 22 ปี อเล่าว่า ในช่วงเกิดเหตุนั้นคนขับรถยนต์เก๋ง ซึ่งเป็นผู้หญิงรูปร่างค่อนข้างอวบ แต่งตัวดี อายุประมาณ 50 ปีเศษ ได้ลดกระจกรถและพูดออกมาเพียงประโยคเดียวว่า ‘ขอโทษ มองไม่เห็น’ ก่อนจะถอยรถและขับออกจากที่เกิดเหตุทันที หลังจากตนตั้งสติได้ จึงช่วยพ่อและยกรถจักรบานยนต์ขึ้น เข็นเข้าข้างทาง ก่อนจะตรวจสอพบว่ารถได้รับความเสียหายเล็กน้อยที่บังโคลนหน้ามีรอยถลอก ส่วนตนได้รับบาดเจ็บมีรอยถลอกตามแขน ขา ขณะที่พ่อของตนที่ฝ่ามือมีบาดแผล ซึ่งเกิดขณะรถจักรยานยนต์ล้ม พ่อของตนก็ล้มและใช้มือค้ำไถลไปกับถนน และปวดเมื่อยตามแขนขา

น.ส.สุวนันท์ กล่าวอีกว่า ที่จริงตนละพ่อได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนรถจักรยานยนต์เช่นกันได้รับความเสียหายเล็กน้อย แต่ตนและพ่อเสียความรู้สึกที่คนขับรถยนต์เก๋ง ซึ่งแต่งตัวดี ดูเป็นคนทำงานดี มีหน้าตา แต่ไม่น่าจะไร้น้ำใจอย่างนี้ ขับรถชนรถจักรยานยนต์ของตนจนเสียหาย ตนและพ่อล้มคะมำกลางถนน ต่อหน้าต่อตา ยังไม่มีน้ำใจจอดรถและลงมาสอบถามอาการบ้างเลยว่าตนและพ่อของตนเจ็บมากบ้างไหม ตนจึงเดินทางไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช แล้ว

นักท่องเที่ยวแห่สวมชุดไทย! ตามรอยละคร ‘บุพเพสันนิวาส’

นักท่องเที่ยวชาวไทยแห่แต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค เที่ยวชมภายในวัดไชยวัฒนาราม ตามรอยละคร ‘บุพเพสันนิวาส’

วันนี้ ( 14 มี.ค. 61 ) ที่ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากกระแสละครดัง บุพเพสันนิวาส ที่มีการพูดถึงในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องพากัน ” ออเจ้า ” กันไปทั้งเมือง ทำให้เกิดกระเเสเหล่านักท่องเที่ยวชาวไทยแห่แต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค เที่ยวชมภายในวัดไชยวัฒนาราม ที่โบราณสถานอันเก่าแก่ มีอายุกว่า 400 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งโบราณสถานที่ถูกใช้เป็นฉากสำคัญในละครดัง

ทั้งนี้บรรยากาศที่วัดไชยวัฒนารามตลอดทั้งวัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาตามรอยละคร อยากถ่ายรูปกับสถานที่ในละคร ต้องการมาสัมผัสสถานที่จริง ส่วนใหญ่พากันมาเป็นครอบครัว เป็นหมู่คณะ ถ่ายรูปเก็บภาพเป็นที่สนุกสนาน หลายคนยอมรับว่าเพราะละครบุพเพสันวาสจึงได้มาเที่ยวชม หากไม่มีละครเรื่องนี้คงไม่ทราบว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า และสวยงาม ดูละครแล้วทำให้มองภาพเห็นความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งหลายกลุ่ม หลายคณะ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดไทยเลียนแบบการะเกด พี่หมื่น ให้มากที่สุด เดินถ่ายภาพอย่างมีความสุข ก่อนโพสต์แชร์ผ่านช่องทางโซเชียล จนทำให้อัตราการเข้าชมสูงจนทำให้การจราจรติดขัดเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวชาวไทยอยากเสนอให้หน่วยงานของทางภาครัฐส่งเสริมการแต่งกายด้วยชุดไทย อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่ออนุรักษ์ผ้า และการแต่งกายแบบโบราณ อีกทั้งยัง ส่งเสริมภาพลักษณ์ กระตุ้นด้านการท่องเที่ยว และอนุรักษ์ความเป็นไทย ทั้งในกลุ่มคนไทยด้วยกัน และในสายตาชาวต่างชาติด้วย

‘เปรี้ยว หั่นศพ’ ขึ้นให้การ รับพลั้งมือจนทำให้แอ๋มตาย

“เปรี้ยว หั่นศพ” ขึ้นให้การคนแรกของการสอบพยานฝ่ายจำเลย รับพลั้งมือจนทำให้แอ๋มตาย

หลังสิ้นสุดการนัดสอบคำให้ปากฝ่ายจำเลยวันแรกของศาล จ.ขอนแก่น องค์คณะผู้พิพากษาได้มีคำสั่งส่งตัว น.ส.ปรียานุช หรือ เปรี้ยว จำเลยที่ 1, น.ส.กวิตา หรือ เอิน จำเลยที่ 2 และ น.ส.อภิวันท์ หรือ แจ้ จำเลยที่ 5 กลับไปควบคุมตัวที่เรือนจำกลางขอนแก่น ขณะที่จำเลยที่ 45 นายวศิน ถูกส่งตัวกลับไปทำการคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ทันที ส่วน น.ส.จิดารัตน์ หรือ เบนท์ จำเลยที่ 3 ศาลอนุญาตให้กลับบ้านได้ ตามสิทธิ์ของการประกันตัวของกองทุนยุติธรรม พร้อมทั้งมีคำสั่งให้นัดสอบพยานฝ่ายจำเลยนัดที่ 2 ในวันพรุ่งนี้ แบบต่อเนื่อง

ด้านนายบุญยงค์ แก้วฝ่ายนอก ทนายความฝ่ายจำเลย กล่าวว่า ในการสอบพยานจำเลยนัดแรกวันแรกวันนี้ ทนายความฝ่ายจำเลยได้ขอเบิกตัว น.ส.ปรียานุช จำเลยที่ 1 ขึ้นให้การ อีกทั้ง น.ส.เปรี้ยวก็ได้ให้การเช่นเดียวกันที่ได้ให้ปากคำไปกับ ผบ.ตร. ซึ่งศาลได้รับฟังคำให้กรของจำเลย ซึ่งทนายโจทก์ได้มีการซักค้าน แต่เอกสารหลักฐานและคำให้การนั้นไม่ได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างคือการตระเตรียมการโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

โดยในคำให้การนั้นผู้ต้องหาที่ 1 ระบุว่า พบผู้เสียชีวิต อยู่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้เจอตัวกันนาน จึงชวนกันมาพูดคุยและทวงหนี้สินที่คงค้าง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นและได้ตบตีลงไม้ลงมือกัน ซึ่งถือเป็นการกระทบกระทั่งกันในยกแรก จนกระทั่งผู้เสียชีวิตได้พูดออกมาอีกว่าถ้าอยากได้เงินให้ไปฟ้องศาลเอา ทำให้ น.ส.เปรี้ยว โมโห จึงเกิดการตบตีกันอีกครั้งจนกระทั่งผู้ตายแน่นิ่งไป จึงถือว่าจำเลยพลั้งมือจนทำให้ผู้ตายเสียชีวิต โดยการทำให้ผู้ตายนั้นเสียชีวิต น.ส.เปรี้ยว รับสารภาพว่าลงมือทำคนเดียวแต่การชำแหละศพนั้นทำด้วยกัน

นายบุญยงค์ กล่าวต่ออีกว่า ผู้ต้องหาไม่ได้มีทีท่าว่าจะหนี หรือขัดขืนการจับกุม ดังนั้นการให้การวันนี้ยืนยันในการพูดในความเป็นจริง ซึ่งศาลนั้นรับฟังและตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ตามที่ทนายฝ่ายจำเลยนำเสนอ ขณะที่การสู้คดีแพ่งตามที่ฝ่ายโจทก์เรียกร้องมานั้นรวม 10,300,000 นั้น ในเรื่องนี้ฝ่ายจำเลยก็ขอสู้คดีเช่นกันโดยเป็นการเรียกค่าเสียหายที่มากเกินไปและไม่เป็นไปตามความเป็นจริง อีกทั้งจำเลยทุกคนก็ได้ชดใช้เงินไปบางส่วนแล้ว ดังนั้นการทำหน้าที่ในช่วงของการสอบคำให้การฝ่ายจำเลยนั้นจะทำอ่างเต็มที่ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งผลการพิจารณาตัดสินจากองค์คณะผู้พิพากษานั้นจะออกเป็นเช่นไร ไม่มีใครสามารถก้าวล่วงอำนาจศาลได้ ซึ่งผู้ต้องหาทุกคนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย และขอให้การที่เป็นไปตามความจริงและเป็นเรื่องจริงที่ได้นำมาให้การต่อศาลทั้งหมด

ขณะที่ นายธนัญชัย วงษ์ซ้าย ทนายความของ น.ส.เบนท์ กล่าวว่า ได้เบิกตัว น.ส.เบนท์ ขึ้นสอบคำให้การต่อศาลต่อจาก น.ส.เปรี้ยว โดยเป็นการให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ซึ่งโจทก์ตั้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ซึ่งโดยพฤติกรรมนั้นคือ นายวศิน และ น.ส.เปรี้ยว ซึ่งหลังก่อเหตุได้เดินทางหลบหนีและไปพบกับ น.ส.เบนท์ ที่ กรุงเทพฯ จึงขอยืมบัตรประจำตัวประชาชนของ น.ส.เบนท์ ในการนำโทรศัพท์มือถือของ น.ส.แอ๋ม ไปขาย และเมื่อได้เงินมา ทั้งหมดก็พากันแยกย้ายหลบหนี โดย น.ส.เบนท์ได้ไปทำงานที่ จ.อุบลราชธานี ก่อนเข้ามอบตีวกับทางเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้การสอบคำให้การดังกล่าวในวันนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว 2 ปาก และในวันพรุ่งนี้จะเบิกตัวผู้ต้องหาอีก 3 รายเข้าสอบคำให้การต่อองค์คณะผู้พิพากษา