ผบ.ตร.ส่งสำนวนคดีล้มบอล ชี้เป็นคดีแรกของไทย มั่นพยานหลักฐานเพียงพอ

ผบ.ตร. ส่งสำนวนคดีล้มบอล ชี้เป็นคดีแรกของประเทศไทย มั่นใจพยานหลักฐานเพียงพอ

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการกำลังปิดล้อมจับกุมผู้ต้องหา 16 บุคคลที่มีรายชื่อพัวพันกับการล็อคผลการแข่งขันล่วงหน้า หรือล็อคผลการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้าไทยลีก หลังจากพบว่ามีขบวนการล้มบอลจริงโดยมีการล็อกผลสกอร์จริง

ล่าสุด วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วยคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมายังสำนักงานอัยการ ถนนรัชดาภิเษก เพื่อส่งสำนวนคดีปราบขบวนการล้มบอลไทย ตามความผิด พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ.2556 และ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ต้องหาคือ นักพนัน 6 คน กลุ่มผู้ตัดสิน 1 คน กลุ่มนักกีฬาอาชีพที่เป็นนักฟุตบอล 8 คน ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้สอบพยานทั้งสิ้น ผู้ต้องหา 16 ปาก และสอบพยานอีกทั้งสิ้น 68 ปาก โดยผู้ต้องหารยังให้การปฏิเสธทั้งหมด

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เชื่อว่าคดีล้มบอลดังกล่าวเป็นคดีแรกของประเทศไทย ซึ่งทางเราสามารถรวบรวมพยานหลักฐานให้อัยการได้ ส่วนในรายละเอียดนั้นให้เป็นเรื่องของสำนวนต่อไป ซึ่งสำหรับหลักฐานมีพอที่จะดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน โดยขณะนี้สามารถดำเนินคดีได้ในบอลไทยลีก 1 เชื่อว่าหลังจากที่ดำเนินคดีลีกใหญ่ได้แล้วเชื่อว่าลีกเล็กจะต้องระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและกล้าดำเนินคดีส่วนตัวถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทั้งนี้กีฬาบอลเป็นที่ยอดนิยมของประเทศอีกทั้งยังได้รับคำชมเชยจากนานาชาติ หากคดีใดเป็นที่สนใจของประชาชนตำรวจต้องดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าต่อไปนี้การล้มบอลอาจจะน้อยลงจนถึงขั้นไม่มีเลยซึ่งถ้ามีอีกและตรวจสอบพบก็ยืนยันจะดำเนินคดีต่อไป

ด้านอัยการ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวถือเป็นคดีแรกและยังไม่เคยทำมาก่อน แต่จากที่มีการบูรณาการร่วมกัน จนมีความเชื่อมั่นว่าคดีนี้มีมูลเหตุจูงใจ เรื่องสินพนันโดยมีการเตรียมการไปติดต่อนักฟุตบอล ไปติดต่อผู้ตัดสินสุดท้ายจึงทำให้เกิดการล้มบอล มีเส้นทางการเดินเงิน มีเส้นทางการกระทำผิด ซึ่งต่อจากนี้ทางพนักงานอัยการจะขอดูสำนวนอย่างละเอียดหากมีความสมบูรณ์จะไม่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม แต่ถ้าพยานหลักฐานยังขาดตกบกพร่องทางอัยการจะต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม

ชื่นชม! โชเฟอร์แท็กซี่ ช่วยนำส่งผู้ป่วยโรคหัวใจ จนถึงมือหมออย่างปลอดภัย

ชื่นชม! โชเฟอร์แท็กซี่ ช่วยนำส่งผู้ป่วย แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก วัย 81 ปี จนถึงมือหมออย่างปลอดภัย

โลกออนไลน์ต่างพูดถึงกรณีเรื่องเล่าจากสาวคนหนึ่ง ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ความเป็นความตายของผู้เป็นแม่ โดยเกิดแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ทำให้ต้องรีบพาไปโรงพยาบาล แต่ ณ เวลานั้นเป็นช่วงที่การจราจรติดขัดทำให้เดินทางได้ช้า ซึ่งโชคดีได้เจอโชเฟอร์แท็กซี่น้ำใจงาม ช่วยประสานทาง จส.100 ขอทางให้

แต่ด้วยการจราจรติดขัดทำให้ไม่มีทางไปที่เร็วตามที่ต้องการ ทำให้โชเฟอร์แท็กซี่ตัดสินใจผ่าไฟแดงทุกไฟแดง โดยสาวเจ้าของเรื่องได้เปิดกระจกรถและตะโกนขอทาง ซึ่งระหว่างทางก็ได้เจอคนขับรถจักรยานยนต์และรถสามล้อช่วยขอทางให้เช่นกัน จนสามารถส่งคุณแม่ได้ถึงมือหมอ

ทั้งนี้ หลังจากเรื่องราวดังกล่าวได่ถูกเผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยต่างชื่นชมโชเฟอร์ท่านนี้ที่ยอมเสี่ยงเพื่อชีวิตของผู้ป่วย ที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว นับถือน้ำใจของเขา แต่ก็แอบกลัวอันตรายจากการผ่าไฟแดงเช่นกัน ซึ่งก็โชคดีที่ผ่านมาได้ และยังไม่ลืมชื่นชมคนขุบรถจักรยานยนต์และรถสามล้อที่ช่วยขอทางอีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

เปรมชัย ยังไม่มาเข้ารับทราบข้อหา ด้าน ศรีวราห์ เร่งสรุปสำนวนส่งฟ้องบ่ายนี้!

เปรมชัยยังไม่มาเข้ารับทราบข้อหา ด้าน ปทส. ยันมาตามกำหนดเดิม ขณะที่ ศรีวราห์ เร่งสรุปสำนวนส่งฟ้องบ่ายนี้!

หลังมีรายงานข่าวว่า นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย จะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน ฐานครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย, ร่วมกันครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ ที่มีการแจ้งความร้องทุกข์ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการเข้าพบก่อนกำหนด จากเดิมที่พนักงานสอบสวนนัดรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 14 มีนาคม

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล, เปรมชัย กรรณสูต

พันตำรวจเอกมงคล พรานสูงเนิน ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการ กองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดีนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากทนายความหรือนายเปรมชัยว่าจะเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้

ขณะที่พันตำรวจเอกวัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ยืนยันว่า นายเปรมชัยได้ติดต่อมาขอเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้จริง แต่เนื่องจากพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางไปตรวจสำนวนคดีที่สภ. ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี จึงนัดหมายในวันพรุ่งนี้ตามกำหนดการเดิม

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. และคณะทำงานเดินทางออกจากกองบินตำรวจ สภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจสำนวนและเตรียมส่งให้อัยการจังหวัดทองผาภูมิพิจารณาในคดีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวอล็อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกรวม 4 ราย ร่วมกันล่าสุตว์ป่าฯ ในช่วงบ่ายวันนี้

โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ เผยว่าสำนวน มีความสมบูรณ์เรียบร้อย 99 เปอร์เซ็นต์ ครบถ้วนทั้งพยานหลักฐาน สามารถสั่งฟ้องนายเปรมชัย พร้อมพวก ต่อพนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิได้ทั้ง 9 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ส่วนการตรวจซากสัตว์ ชิ้นเนื้อ และวัตถุพยานอื่นๆ ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ส่งรายงานเบื้องต้นมาแล้ว ทั้งเรื่องของดีเอ็นเอที่พบบนเขียง มีด ได้นำไปรวมกับสำนวนเรียบร้อยแล้วแล้ว

ที่ถูกดำเนินคดีประกอบด้วย
1. นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ63 ปีบ้านเลขที่12/3 ซอยศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิเขตห้วยขวาง กทม.
2. นายยงค์โดดเครือ อายุ65 ปี บ้านเลขที่84 หมู่ที่8 ต.คุ้งพะยอม อ.บ้านโป่ง จ.กาญจนบุรี
3. นางนทีเรียมแสน อายุ43 ปี บ้านเลขที่102 หมู่ที่1 ต.ทุ่งสว่าง อ.ประทาย จ.นครราชสีมา
4. นายธานีทุมมาศ อายุ56 ปี บ้านเลขที่47 หมู่ที่3 ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี รวม 4 คน

ในความผิดฐาน
1. ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
2. ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
3. ร่วมกันล่าและพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงาน
4. ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
5. ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิด
6. ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
7. ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
8. ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
9. ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน