‘ศรีสุวรรณ’ ยื่นฟ้อง อิตาเลียนไทย-รฟม. หยุดตัดต้นไม้ตลอดแนวรถไฟฟ้า 11 สาย

‘ศรีสุวรรณ’ ยื่นฟ้อง อิตาเลียนไทย-รฟม. หยุดตัดต้นไม้ตลอดแนวรถไฟฟ้า 11 สาย ลั่น!! คนกรุงต้องได้ทั้งรถไฟฟ้าและต้นไม้ในเมือง

วันที่ 12 มี.ค. 2561 ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ 5 เครือข่ายภาคประชาชนที่รักต้นไม้ ประกอบด้วย เครือข่ายต้นไม้ในเมืองกลุ่มบิ๊กทรี กลุ่มจตุจักรโมเดล ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ม.เกษตรศาสตร์ ได้มอบหมายให้ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้นำเครือข่ายยืนฟ้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กับ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กรณีตัดต้นไม้ริมทางเท้าหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. โดยบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ดำเนินการตัดต้นไม้รวม 14 ต้น ริมทางเดินเท้าหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยยังไม่ได้ขออนุญาตจาก กทม. จนทำให้เสียทัศนียภาพและอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ที่เดินผ่านไปมาได้ เพราะมีสายไฟฟ้าห้อยระโยงรยางค์ เป็นอันตรายต่อผู้สัญจรไปมาเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ตลอดแนวการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 11 เส้นทาง จะมีต้นไม้ในเมืองที่ต้องได้รับผลกระทบคือถูกตัดหรือย้ายเป็นจำนวนนับพันหรืออาจจะถึงหมื่นต้น นอกจากนั้นต้นไม้ที่ถูกย้ายออกไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รับการดูแลที่ดี เริ่มทยอยยืนแห้งตาย ประกอบกับยังไม่มีความชัดเจนว่าเมื่อการก่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จสิ้นลงแล้ว จะมีการนำต้นไม้กลับมาปลูกหรือการหาต้นไม้มาปลูกทดแทนให้ได้ปริมาตรของต้นไม้เท่าเดิมก่อนการก่อสร้างหรือไม่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า รฟม. และ บริษัท อิตาเลียนไทย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอารอนุรักษ์ดูแลรักษาต้นไม้สาธารณะที่เป็นเสมือน “ปอด” ของคนกรุงเทพมหานครเลย

การกระทำหรือใช้อำนาจของ รฟม. และ บริษัท อิตาเลียนไทย จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำการโดยนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 9(1) แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ.2542 ประกอบ พรบ.สิ่งแวดล้อมฯ พ.ศ.2535 และ พรบ.รักษาความสะอาดฯ พ.ศ.2535 โดยชัดแจ้ง

นอกจากนี้ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และเครือข่ายต้นไม้ในเมือง กลุ่ม Big Tree กลุ่มจตุจักรโมเดล ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มก. เพจกรุงเทพเดินสบาย และเพจเฮ้ยนี่มันฟุตบาทไทยแลนด์ จึงได้รวมตัวกันเพื่อเดินทางไปยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อระงับการกระทำดังกล่าวในทุกสาย (11 สาย) ของรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพมหานครโดยทันที

แจ้งจับ หนุ่ม กะลา ละเมิดลิขสิทธิ์นำเพลง ‘ยาม’ ไปร้องในคอนเสิร์ต

ศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับ หนุ่ม กะลง นักร้องดัง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพลงยาม

รายงานข่าวแจ้งว่า ประธานกรรมการบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลง เพ็ชรเมโทร จำกัด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ได้นำหมายศาลจังหวัดพัทยา เข้าจับกุมตัว หนุ่ม กะลา นักร้องชื่อดัง ฐานความผิดละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เพื่อการค้าด้วยการเผยแพร่ภาพและเสียงต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาต

หนุ่ม กะลา, เพลงยาม, ข่าวสดวันนี้, ลิขสิทธิ์เพลง

โดยสาเหตุของการแจ้งจับนักร้องชื่อดังในครั้งนี้เป็นเพราะเขาได้นำเพลงยาม ไปร้องในงานแสดงคอนเสิร์ตที่ร้านแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา และตามคอนเสิร์ตที่อื่น ๆ อีกหลายครั้ง โดยไม่ได้ขออนุญาตกับทางเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งทางตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ได้แจ้งให้หนุ่ม กะลา มาตกลงพูดคุยกันแล้วแต่ยังปฏิเสธบ่ายเบี่ยง ทางเจ้าของลิขสิทธิ์จึงได้ขออำนาจศาลให้ดำเนินคดีกับนักร้องดังคนดังกล่าว

อย่างไรก็ดีจากเหตุที่เกิดขึ้น ด้านนักร้องคนดังก็ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยระบุว่า รอยยิ้มนักสู้ ขอบคุณทุกความเป็นห่วง จนทำให้กลุ่มแฟนคลับจำนวนมากเข้ามาให้กำลังใจกันคับคั่ง สำหรับความผิดทางอาญาในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ มีโทษจำคุก 4-6 ปี และปรับ 100,000 – 800,000 บาท

รัฐบาลปลื้ม “U.S.News” จัดไทยน่าลงทุนอันดับ 8

รัฐบาลปลื้ม U.S.News จัดไทยอยู่ในอันดับที่ 8 ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน หลังเศรษฐกิจขาขึ้น และต่างชาติยอมรับ

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน ประจำปี 2561 ของ U.S.News ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 8 จาก 20 อันดับของโลก โดยวิเคราะห์จากหลายปัจจัย เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม ทักษะแรงงาน ความชำนาญทางเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ประชากร และคอร์รัปชั่น

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา U.S.News เพิ่งเผยแพร่ผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกในด้านต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์อันดับ 1 เป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มธุรกิจ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แสดงให้เห็นว่าศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยนั้นจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในสายตาของชาวโลก

ขณะที่รัฐบาลได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งภาพลักษณ์ในเรื่องนี้เป็นสิ่งจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาทำธุรกิจในไทย และผลการจัดอันดับดังกล่าวยังสอดคล้องกับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกครั้งล่าสุด ที่ไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 26 ในปี 2561 ด้วย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังรู้สึกยินดีที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็ถูกจัดให้อยู่ใน 20 อันดับ เช่นเดียวกัน สะท้อนในเห็นว่าภูมิภาคนี้กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ