แจ้งเอาผิด มาตรา 157 อดีต ผบก.กาญจนบุรี เอี่ยวหวย30 ล.

แจ้งเอาผิด มาตรา 157 อดีต ผบก.กาญจนบุรี เอี่ยวหวย30 ล. ชี้ยุ่งเหยิงสำนวน-เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ชงเรื่องให้ ป.ป.ช.ฟันภายใน30 วัน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อวันที่ 7 มี.ค. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า วันนี้เรียก พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) มาร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีตผู้บังคับการจังหวัดกาญจนบุรี

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุทธิ เดินทางมาขอเข้าพบตนเองนั้น ยืนยันว่าไม่มีการเจรจาต่อรองในเรื่องคดีความ ซึ่ง พล.ต.ต.สุทธิ ย่อมรู้ดีว่านิสัยของตนนั้น ไม่สามารถเจรจาต่อรองในเรื่องคดีได้ แต่ตนเรียกมาสอบถามในบางประเด็นที่พนักงานสอบสวนสงสัย พล.ต.ต.สุทธิ ก็ให้การที่เป็นประโยชน์ ส่วนการออกหมายจับผู้ต้องหาคดีนี้เพิ่มเติม ตำรวจแบ่งผู้ต้องหาคดีนี้ 3 กลุ่ม คือผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ผู้ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ และกลุ่มที่เป็นกองเชียร์ ที่แสดงความคิดเห็น

“กลุ่มแรกออกหมายจับไปแล้ว 2 ราย ส่วนกลุ่มที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ อยู่ระหว่างการพิจารณาออกหมายเรียก 2 คน ไม่ขอเปิดเผยรายว่าเป็นใคร เนื่องจากอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนกลุ่มที่เหลือ จะพิจารณาการใช้กฎหมาย ที่จะไม่ไปคุกคามกับการดำเนินชีวิตของประชาชน ส่วนคดีนี้จะมีคนบงการที่ใหญ่กว่าครูปรีชา ใคร่ครวญ หรือนางรัตนภรณ์ สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น หรือไม่ อาจมีความเป็นไปได้ว่ามียี่ปั๊วหรือซาปั๊ว ที่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ ทราบว่ามีผู้ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการนี้ จึงให้ชุดสืบสวนไปหาข้อมูลเพิ่มเติม”ผบช.ก. กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. กล่าวว่า ขณะนี้ ปปป.ได้รับคำร้องทุกข์จาก พล.ต.ต.ไมตรี เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้เป็นขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน สอบพยานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าไม่เกินสัปดาห์นี้จะเรียก พล.ต.ต.สุทธิ มารับทราบข้อกล่าวหา แต่จริงๆแล้ว พล.ต.ต.สุทธิ ก็ช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อาจจะไม่จำเป็นต้องออกหมาย นัดแจ้งข้อกล่าวหาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้ ซึ่ง พล.ต.ต.สุทธิ มีสิทธิแต่งตั้งทนาย ปฏิเสธหรือรับสารภาพ ก็ได้ เป็นสิทธิของผู้ถูกล่าวหาอยู่แล้ว โดยอัตราโทษ มาตรา 157 จำคุก 1-10 ปี โดยพนักงานสอบสวนต้องสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน โดยไม่จำเป็นต้องรอผลสอบทางวินัย

“ส่วนตำรวจอีก 2 นาย ที่มีคำสั่งให้มาช่วยราชการ ที่กองบังคับการปราบปรามก่อนหน้านี้ จะทำหนังสือถึงผู้บังคับบัญชา ในการกันไว้เป็นพยาน โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าภายในเอกสารสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ มีลายเซ็นหรือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ตกค้างอยู่บนสำนวนหรือไม่ หากพบว่ามี ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกันพยานไว้ประกอบในสำนวนคดี แต่หากไม่พบ ก็มีความจำเป็นต้องกันพยานไว้ ส่วนจะกันไว้กี่คน ยังต้องรอตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีก่อน”ผบก.ปปป. กล่าวและว่าส่วนพฤติการณ์ของ พล.ต.ต.สุทธิ จะตรงกับข้อมูลภายในเอกสารลับ 4 หน้า ที่ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้บางส่วน ในคดีนี้เจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนสอบสวนได้มากกว่าเอกสารที่ถูกเปิดเผยออกมา แต่ยังไม่สามารถเปิดรายละเอียดได้ โดยในวันพรุ่งนี้จะเรียกร้อยตำรวจเอก 1 นาย และพันตำรวจโท 1 นาย มาทำการสอบสวนเพิ่มเติม ในประเด็นที่เจ้าหน้าที่ยังสงสัย

พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. กล่าวว่า วันนี้เดินทางให้ถ้อยคำและร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.ต.สุทธิ ฐานเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยหลังจากนี้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่วนกระแสข่าวว่ามีการข่มขู่พยาน ยืนยันว่าไม่มี ส่วนการย้ายตำรวจที่เกี่ยวข้อง2นายมาที่ บก.ป.นั้นก็มอบหมายงานตามปกติ ถือว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่ง มอบหมายงานให้ทำ ไม่มีพฤติการณ์ยุ่งเหยิงคดี ตำรวจทั้ง2นายก็ทำงานตามปกติ ไม่ได้เครียด ไม่ถึงขึ้นต้องดูพฤติการณ์เป็นพิเศษ

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.ต.สุทธิ เข้าไปเกี่ยวข้องขั้นตอนไหน จนทำให้สำนวนบิด พล.ต.ต.กมล กล่าวว่า เป็นรายละเอียดในสำนวน บอกได้เพียงว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคดี เช่น สถานที่เกิดเหตุ วันเกิดเหตุ เป็นต้น ส่วนความผิดในลักษณะนี้ถึงขึ้นจะให้ออกจากราชการได้หรือไม่นั้น เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา พนักงานสอบสวนไม่มีสิทธิ์เสนอให้ออกจากราชการ ย้ำว่าเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น

หลานทรพี!! คว้าไม้ติดตะปูตีหัวย่า ยัดศพใส่กระสอบปุ๋ย

หลานชายวัย 15 ปี คว้าไม้หน้าสามติดตะปูทุบหัวย่า ก่อนนำศพยัดกระสอบปุ๋ยซุกใต้เตียง แค้นถูกดุด่า ประสานผ่านที่มารดาขอเข้ามอบตัวแล้ว

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.ตระการพืชผล ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกทำร้ายเสียชีวิตภายในบ้านพัก ม.10 ต.นาพิน อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี จึงรุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิการกุศลอุบลราชธานี จุดตระการพืชผล

ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ ภายในห้องนอนชั้นล่างพบศพ นางผล อายุ 80 ปี นอนเสียชีวิตบนผ้าห่มนวม สภาพศพสวมเสื้อแขนสั้นสีน้ำตาล สวมผ้าถุงสีน้ำตาล มีบาดแผลถูกของแข็งฟาดบริเวณศีรษะเป็นแผลฉกรรจ์ เลือดออกมาก ตรวจสอบโดยรอบพบไม้หน้าสามติดตะปูยาวประมาณ 14 นิ้ว และมีรอยเลือดเปื้อนตกอยู่บริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามนายฉลอง อายุ 43 ปี ลูกชายนางผล เล่าว่าเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. (6 มี.ค. 61) ขณะที่ตนกลับเข้าบ้านได้เดินสวนกับลูกชายคือ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี เดินออกมาจากบ้านอย่างรีบร้อน เมื่อเดินเข้าไปในบ้านตนได้กลิ่นเหม็นคาวเลือดเดินสำรวจจึงพบศพของนางผลอยู่ใต้แคร่ไม้ห้องนอนของนายเอ ถูกห่อด้วยผ้าห่มนวมยัดในกระสอบปุ๋ย ตนจึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่านายเอ น่าจะเป็นผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกติดตามตัวนายเอตามเส้นทางที่คาดว่าจะหลบหนี ล่าสุดชุดสืบสวนได้รับการประสานจากมารดาของนายเอที่อยู่ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ว่าจะนำตัวนายเอเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนสาเหตุของการลงมือในครั้งนี้เจ้าหน้าที่คาดว่าอาจเป็นเพราะนายเอขอเงินไม่ได้หรือโกรธแค้นที่ถูกย่า บ่น ด่า ทุกวันจนเกิดบันดาลโทสะก่อเหตุดังกล่าว

“เจ้าต๋อง” หนูน้อยยอดกตัญญู ยังคงใช้ชีวิตพอเพียง แม้คนแห่ช่วยจนชีวิตดีขึ้น

เด็กผมจุกยอดกตัญญูสู้ชีวิต ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนจนชีวิตดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวได้ไปติดตามชีวิตของ ด.ช.จาฏุพัจน์ ชีช้าง อายุ 8 ปีหรือชื่อเล่นที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า ต๋อง หนูน้อยผมจุกยอดกตัญญูสู้ชีวิตชาว อ.ระโนด จ.สงขลา หลังจากที่เรื่องราวชีวิตของหนูน้อยคนนี้กลายเป็นข่าวดังเมื่อหลายเดือนก่อน เพราะนอกจากจะเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนบ้านระโนด(ธัญเจริญ) แล้ว

ต๋องยังเป็นกลายเป็นเสาหลักของครอบครัวที่ต้องปั่นจักรยานสามล้อออกไปเร่ขายผักในตลาดระโนดในช่วงเช้าก่อนไปโรงเรียนและหลังจากเลิกเรียน เพื่อเลี้ยงดู 4 ชีวิต ทั้งตัวของ ต๋อง นางวรรณีย์ ชีช้าง อายุ 54 ปี ย่า คุณทวดชาย อายุ 94 ปี ซึ่งป่วยติดเตียง และคุณทวดหญิงอายุ 87 ปีที่ต้องนั่งๆ นอนๆ เพราะความชรา ภายในบ้านเลขที่ 28 หมู่ 6 ต.ระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา

ชีวิตในวันนี้ของ ต๋อง แม้จะได้รับการช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและเอกชน ทั้งเรื่องของการเรียน ความเป็นอยู่ในครอบครัว รวมทั้งได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือกว่า 4 แสนบาท และนำไปเปลี่ยนเป็นพันธบัตรของธนาคารออมสินเก็บไว้ แต่เด็กชายผมจุกตัวเล็กๆ คนนี้ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกอย่าง ย้ำว่าทุกอย่าง

ทั้งเรียนหนังสือดูแลย่าและคุณทวดทั้งสองคน และยังคงปั่นจักรยานสามล้อพ่วงข้างนำผักที่ย่าปลูกไปขายที่ตลาดเกือบทุกวัน ซึ่งเป็นรถจักรยานสามล้อคันใหม่ที่ผู้ใจบุญบริจาคให้ บางวันก็ช่วงเช้าก่อนไปโรงเรียน บางวันก็ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน กลายเป็นภาพที่ทั้งชาวระโนดและผู้คนทั่วไปทั้งรักและเอ็นดูช่วยกันอุดหนุนผักของ เจ้าต๋อง จนหมดทุกวัน

เจ้าต๋อง บอกว่า ชินกับชีวิตที่เป็นอยู่แม้จะไม่มีโอกาสได้เล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆแม้จะเหนื่อยก็ต้องทน เพราะต้องการช่วยย่าและทวด และขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือทำให้ครอบครัวไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อน