ผบช.ก.ยันหวย 30 ล้าน หลักฐานครบ รอชัดฟัน ม.157 ผบก.กาญจน์ฯ

ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยัน หวย 30 ล้าน หลักฐานครบ รอชัดฟัน ม.157 ผบก.กาญจน์ฯ ปัด มีการต่อรองคดี

พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผย ความคืบหน้าการดำเนินคดีสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ว่า ในวันนี้เรียก พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม มาให้การในฐานะพยาน และให้ร้องทุกข์ กล่าวโทษ กับ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีตผู้บังคับการจังหวัดกาญจนบุรี

ส่วนพยานหลักฐานขณะนี้ค่อนข้างครบถ้วนในระดับหนึ่ง แต่ไม่ขอลงรายละเอียดมากนัก พร้อมยืนยันว่า จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานในคดีแรกก่อน จึงจะดำเนินการกับพล.ต.ต. สุทธิ ได้ ส่วนจะแจ้งข้อหาตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่นั้น ขอรวบรวมพยานหลักฐานก่อน

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุทธิ เดินทางมาขอเข้าพบตนเองนั้น ยืนยันว่าไม่มีการเจรจา ต่อรองในเรื่องคดีความ ซึ่งพล.ต.ต.สุทธิ ย่อมรู้ดีว่านิสัยของตนเองนั้น ไม่สามารถเจรจาต่อรองในเรื่องคดีได้ แต่ตนได้เรียกมาสอบถามในประเด็นที่พนักงานสอบสวนสงสัย ซึ่งพล.ต.ต.สุทธิ ให้การที่เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่ง

ส่วนการออกหมายจับผู้ต้องหาคดีนี้เพิ่มเติม ตำรวจแบ่งผู้ต้องหาคดีนี้ 3 กลุ่ม คือ ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ผู้ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ และกลุ่มที่เป็นกองเชียร์ ที่แสดงความคิดเห็น

โดยกลุ่มแรกออกหมายจับไปแล้ว 2 ราย ส่วนกลุ่มที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ อยู่ระหว่างการพิจารณาออกหมายเรียกหรือหมายจับ ส่วนกลุ่มที่เหลือ จะพิจารณาการใช้กฎหมาย ที่จะไม่ไปคุกคามกับการดำเนินชีวิตของประชาชน

ส่วนคดีนี้ จะมีคนบงการที่ใหญ่กว่าครูปรีชา ใคร่ครวญ หรือนางรัตนภรณ์ สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น หรือไม่ อาจมีความเป็นไปได้ว่ามียี่ปั๊วหรือซาปั๊ว ที่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ ทราบว่ามีผู้ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการนี้ จึงให้ชัดสืบสวนไปหาข้อมูลเพิ่มเติม

ศิษย์เก่า ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมอดีต ผอ.สามเสนฯ รับเงินแป๊ะเจี๊ยะ

ศิษย์เก่า ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมอดีต ผอ.สามเสนฯ รับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ผ่านมา 2 ปีคดียังไม่สรุป

ศิษย์เก่า ร.ร.สามเสนฯ ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมอดีตผอ.สามเสนฯ รับเงินแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมตั้งข้อสงสัยหลังทราบมาว่าอดีตผอ.ไปเป็นรักษาการผอ.ร.ร.สตรีแห่งหนึ่ง ทั้งที่ยังกรณีรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ยังไม่ได้ข้อสรุปได้อย่างไร ทั้งนี้ ความคืบหน้ากรณีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย หลังผู้ปกครองเผยแพร่คลิปการรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ 4 แสนบาทนั้น

ล่าสุดวันนี้ (7 มี.ค. 61) เวลา 11.00 น. ที่ สำนักงาน ป.ป.ช. นายชนะ วงศ์มุสิก อดีตอุปนายกสมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เปิดเผยว่า ตนมาสอบปากคำเพิ่มเติมในฐานะพยาน กรณีนายวิโรฒ สำรวล อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ผิดวินัยร้ายแรงรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งกรณีดังกล่าวลากยาวมา 2 ปีแล้วแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยตนได้ทราบมาว่า มีการแต่งตั้งนายวิโรฒ เป็นรักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่ง ทั้งที่ยังติดคดีเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะอยู่ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยที่คนยังติดคดีผิดวินัยร้ายแรง จะได้มารับตำแหน่งดังกล่าวถือว่าไม่มีความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ตนมองว่ากระทรวงศึกษาธิการสอบสวนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวปีนี้ลากยาวเป็นปีที่ 2 ซึ่งมีความล่าช้าขณะนี้น่าจะสรุปผลได้แล้ว นอกจากนี้ในวันที่ 14 มี.ค.นี้จะมีการประชุมใหญ่ที่กระทรวงศึกษาธิการ มี ป.ป.ช.ไปร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ตนคิดว่ากรณีดังกล่าวจะสรุปผลได้ภายในเดือนนี้ว่าอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยจะได้บทลงโทษไปในทิศทางใด

บังคับใช้แล้ว กฎหมายใหม่ ห้ามวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 เป็นกฎหมายแล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 เป็นกฎหมายแล้ว โดบมีหลักการสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

ศาลรัฐธรรมนูญ

1) ห้ามละเมิดอำนาจศาล

การห้ามละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ใน มาตรา 38 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการห้ามละเมิดอำนาจศาลของศาลทั่วไป

นอกจากนั้น ยังกำหนดไม่ให้ “วิจารณ์คำสั่งหรือวินิจฉัยคดีศาลรัฐธรรมนูญ” ที่กระทำด้วยความไม่สุจริต และใช้ถ้อยคำหรือความหมายที่หยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ให้เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย

บทลงโทษมีตั้งเเต่ การตักเตือนและการไล่ออกจากบริเวณศาล ไปจนถึงการลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยการสั่งลงโทษนั้นต้องมีมติสองในสามจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับตุลาการฯ 6 คน จากทั้งหมด 9 คน

2) อำนาจให้คำปรึกษาข้อพิพาทองค์กรการเมือง

อำนาจให้คำปรึกษาข้อพิพาทองค์กรการเมือง บัญญัติไว้ในมาตรา 44 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอิสระ ที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้องค์กรที่มีปัญหาโต้แย้งระหว่างกันอยู่มีสิทธิยื่นร้องต่อศาลได้

3) สิทธิประชาชนในการฟ้องตรงต่อศาล

สิทธิประชาชนในการฟ้องตรงต่อศาล แบ่งเป็น 2 กรณี

กรณีแรก หากรัฐไม่ปฏิบัติตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐ ประชาชนหรือชุมชนสามารถยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตามมาตรา 45

โดยมีขั้นตอน คือ เมื่อได้ร้องขอต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแล้วถูกปฏิเสธ หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ดำเนินการภายใน 90 วัน ให้ผู้ฟ้องยื่นหนังสือโต้แย้งต่อหน่วยงานนั้นภายใน 30 วัน

จากนั้นให้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 30 วัน หากผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นชอบให้ยื่นต่อคณะรัฐมนตรี หากผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งของคณะรัฐมนตรีไม่ถูกต้อง จึงยื่นต่อศาลได้ภายใน 30 วัน ฉะนั้น อาจใช้เวลามากสุดกว่า 150 วันหรือ 5 เดือนกว่าจะยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

กรณีที่สอง ประชาชนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยมาตรา 47 กำหนดว่า การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นต้องเป็นการละเมิดสิทธิอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจของรัฐ

แต่มีข้อยกเว้นว่า ต้องไม่ใช่การกระทำของรัฐบาล และต้องไม่อยู่ภายใต้อำนาจการวินิจฉัยของศาลอื่น และหากรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นได้กำหนดกระบวนการ ขั้นตอนหรือวิธีการร้องไว้แล้ว ต้องดำเนินการตามนั้นให้ครบถ้วนเสียก่อน

โดยมาตรา 46 และ 48 กำหนดขั้นตอนให้ประชาชนผู้ถูกละเมิดฯ ยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้ว่าถูกละเมิดสิทธิและให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน โดยให้แจ้งผลให้ผู้ร้องทราบภายใน 10 วันหลังครบกำหนดเวลาดังกล่าว

ดังนั้น ผู้ร้องจะต้องทราบผลภายใน 70 วัน แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นคำร้องหรือไม่ทำตามเวลาที่กำหนด ผู้ละเมิดมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง