กรมป่าไม้ ชี้แจ้ง บริษัทอิตาเลี่ยนไทย ตัดต้นนนทรี 14 ต้น ไม่เข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เตรียมรื้อคดีการสร้างรีสอร์ทบนเขาค้อ หลังพบพนักงานอัยการ สั่งไม่ฟ้องคดีบางส่วน เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ
นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงกรณีที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ผู้รับจ้างงานก่อสร้างโยธาตามโครงการ รถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ได้ทำการตัดต้นนนทรี 14 ต้น บริเวณรอบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า

หากมองในจุดประสงค์ ทางอิตาเลี่ยนไทยไม่ได้ตัดต้นไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ จึงไม่เข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งหากจะดำเนินการเอาผิดนั้น ต้องให้ทางกรุงเทพมหานครเป็นผู้พิจารณา ในส่วนของกรมป่าไม้มีหน้าที่เพียงแค่ส่งนักวิชาการให้ความรู้เกี่ยวกับการตัดต้นไม้ที่ถูกต้อง
และสำหรับพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งพื้นที่รับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร กรมป่าไม้แนะนำว่าควรล้อมต้นไม้แทนการตัด เนื่องจากต้นไม้ที่อยู่รอบแนวรถไฟฟ้า เป็นต้นไม้ใหญ่และใช้ระยะเวลาการเติบโตนาน อย่างไรก็ตาม หากต้องมีการตัดต้นไม้จริง ทางกรมป่าไม้ได้แนะนำวิธีการตัดที่ถูกต้องคือ ให้เหลือกิ่งกับใบมากที่สุด เพื่อต้นไม้จะได้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ทำให้ต้นไม้ตาย
ทั้งนี้หลังจากนี้ไปกรมป่าไม้จะนำนักวิชาการให้ความรู้กับกรุงเทพมหานคร ในเรื่องการตัดต้นไม้ตามหลักการทำงานของรุกขกร เพื่อให้การตัดแต่งต้นไม้ในเมือง มีการบริหารจัดการเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความสวยงาม

นอกจากนี้ นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการรื้อถอนรีสอร์เขาค้อ ว่า หลังจากกรมป่าไม้ยกที่ดินบางส่วนในพื้นที่เขาค้อให้กองทัพภาคที่ 3 เพื่อนำไปจัดสรรที่ดินให้กับราษฎรอาสาสมัครร่วมรบ
แต่ต่อมาระยะหลัง ชาวบ้านได้มีการนำที่ดินไปขายต่อให้กับกลุ่มนายทุนเข้ามาสร้างรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศ ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดิน เบื้องต้นทางกรมป่าไม้จึงได้มีการดำเนินดคี 61 คดี แต่ยังพบว่า คดีบางส่วนยังไม่การดำเนินการในชั้นศาลเนื่องจากศาลเห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ และผู้กระทำความผิดฐานเจตนา
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องดังกล่าว ดังนั้นวันพฤหัสบดีที่ 8 จะเชิญกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในการรื้อฟื้นคดี เพื่อให้ตัวอย่างบรรทัดฐานในการเอาผิดกับกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
รวมทั้งจะมีการลงพื้นที่ ที่มีการก่อสร้างรีสอร์ท เพื่อดูพฤติการณ์การครอบครอง และความร่วมมือของผู้ประกอบการว่ามีการหยุดก่อสร้างชั่วคราว ตามที่กรมป่าไม้ขอความร่วมมือก่อนหน้านี้หรือไม่ ??