ศรีสุวรรณวอนหาข้อเท็จจริง กรณีรถมินิบิ๊กซี วิ่งจำหน่ายสินค้า

ศรีสุวรรณ ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบ แสวงหาข้อเท็จจริง กรณีรถจำหน่ายสินค้าสะดวกซื้อที่ขึ้นป้ายขนาดใหญ่บนตัวรถว่า รถมินิบิ๊กซี วิ่งจำหน่ายสินค้าและอาหารแช่แข็ง

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยและคณะ เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายฐนภณ ธนวชิรนนท์ เจ้าหน้าที่สอบสวนอาวุโสระดับสูง เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน ขอให้ตรวจสอบและหรือแสวงหาข้อเท็จจริง กรณีการไม่ปฏิบัติตามกฏหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจกฎหมายของอธิบดีกรมการค้าภายใน รมว.กระทรวงพาณิชย์คณะกรรมการควบคุมสินค้าและบริการ และคณะกรรมการแข่งขันการค้า ฯลฯ

ซึ่งปล่อยให้ผู้ประกอบการ รถมินิบิ๊กซี ออกมาจำหน่ายสินค้าและบริการในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้ขจัดหรือระงับความไม่เป็นธรรม และขอให้เสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ในบรรดาเหตุที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน หรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ

นายศรีสุวรรณ ระบุในหนังสือร้องเรียนว่า ตามที่ได้ปรากฏเป็นการทั่วไปในโซเชียลมีเดียว่า มีรถจำหน่ายสินค้าสะดวกซื้อที่ขึ้นชื่อป้ายขนาดใหญ่บนตัวรถว่า “มินิบิ๊กซี” ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ไปวิ่งบริการและจอดจำหน่ายสินค้าลักษณะเดียวกันกับร้านค้ารายย่อยหรือร้านโชห่วยทั่วไป และอาหารแช่แข็งมาจัดจำหน่าย พร้อมกับบริการจ่ายบิล โดยมีพนักงานแคชเชียร์ 1 คน และพนักงานขับรถ 1 คน ให้บริการแก่ลูกค้าในหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ ใน กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น

การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการผูกขาดธุรกิจ แย่งช่องทางทำมาหากินของร้านค้ารายย่อยต่าง ๆ และรถโชห่วยต่าง ๆ จนเกินไป ซึ่งการดำเนินการแบบนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อร้านค้ารายย่อย เพราะร้านค้ารายย่อย ไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากเสียเปรียบเรื่องเงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ แม้อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ได้สอบถามไปทางบิ๊กซีแล้ว ซึ่งได้คำตอบว่าเป็นเพียงแนวคิดการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ของบริษัท และอยู่ในช่วงทดลองเท่านั้น ยังไม่ได้วางแผนทำอย่างจริงจังแต่อย่างใดนั้น

แต่สมาคมฯ เห็นว่ากรณีดังกล่าวถือได้ว่า เป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องติดตามตรวจสอบ ลงโทษ และสั่งระงับค้าปีกดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้น เพราะฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อร้านค้ารายย่อย ทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าและบริการในพื้นที่ที่รถมินิบิ๊กซีเข้าไปบริการจำหน่ายสินค้าและบริการ ซึ่งการเพิกเฉยของอธิบดีกรมการค้าภายใน รมว. กระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมการควบคุมสินค้าและบริการคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับปล่อยให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ออกมาดำเนินการค้าขาย โดยอ้างการทดลองตลาด โดยไม่มีใบอนุญาตการประกอบการค้าเร่เข้าข่ายความผิดหลายกรมหลายบทตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ. 2542 ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 ที่ชัดเจนว่าห้ามมีให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใดๆโดยจงใจที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งบริการใด และมีโทษตามมาตรา 41 และมาตรา 42

ชาวอ่างทอง เลี้ยงกบสร้างอาชีพเสริมรายได้ดี จ่อขยายบ่อเพิ่ม

ชาวอ่างทอง หันเลี้ยงกบสร้างอาชีพเสริมรายได้ดี เตรียมขยายบ่อเพิ่ม

วันนี้(29 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนทำเครื่องไฟฟ้าปั่นงานเลี้ยงงานบุญตามเทศกาล ได้ทำการเลี้ยงกบสร้างเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ดี เตรียมเพิ่มบ่อกบเพราะพันธ์ลูกกบขาย พร้อมรับซื้อกบจากบ่อเพื่อนบ้านนำไปขายต่อให้ลูกค้าขาจรและขาประจำ

นายประยงค์ เงินวงษ์ อายุ 50 ปี ชาวบ้านหมู่ 3 ตำบลสามง่าม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เจ้าของเครื่องไฟขยายเสียงที่รับจ้างตามงานต่าง ๆ ในจังหวัดอ่างทอง ได้หันมาเลี้ยงกบในบ่อปูนขายเป็นอาชีพเสริม พบว่ามีรายได้ดีกว่างานประจำ และ เตรียมที่จะขยายบ่อกบแบบครบวงจร ทั้งเพาะพันธุ์ขายลูกกบ เลี้ยงกบ และเป็นพ่อค้าคนกลางรับชื้อกบนำไปจำหน่ายให้ลูกค้าขาประจำที่มีการสั่งชื้อมาตลอดทั้งปี

ด้านนายประยงค์ กล่าวว่า ตนเองเป็นเจ้าของเครื่องไฟขยายเสียง ที่รับจ้างตามงานต่าง ๆ ทั่วไป ได้หันมาเลี้ยงกบขาย เป็นอาชีพเสริมได้ประมาณ 2 ปี โดยการลงทุนทำบ่อปูนขนาดกว้างและยาว 5 เมตร สูง 1.20 เมตร จำนวน 3 บ่อ พร้อมซื้อลูกกบมาในราคาตัวละ 1.50 บาท จำนวน 6,000 ตัว เลี้ยงกบไปประมาณ 3 เดือน กบมีขนาด 4 – 5 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม จึงได้ทยอยจับไปขายส่ง ในราคา 50 – 60 บาท ต่อกิโลกรัม ที่ผ่านมา 3 เดือน มีรายได้กว่า 50,000 บาท เมื่อหักค่าลงทุนไปแล้วก็มีกำไรหลายหมื่นบาท

ซึ่งนับว่าเป็นอาชีพเสริมที่ทำเงินได้อย่างดีและในช่วงนี้ตนก็เตรียมขยายบ่อกบเพิ่มขึ้นอีก 3 บ่อ และเตรียมที่จะนำแม่พันธุ์กบมาเพาะขายลูก ทั้งออกรับซื้อกบจากเพื่อนบ้าน นำไปขายต่อนับว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมที่ดี สำหรับผู้สนใจสามรถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 089-2403000 และ 098-4679575

แม่ค้าสลากโคราชไม่เห็นด้วย รัฐออกหวยชุดขายเอง

แม่ค้าแผงสลากโคราชไม่เห็นด้วย รัฐออกหวยชุดขายเอง ระบุขายยาก ผู้ค้าต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด

หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการออกสลาก (ล็อตเตอรี่) แบบรวมชุด เพื่อแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคา และให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ซื้อ ล่าสุด จากการลงพื้นที่สำรวจแผงจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่บริเวณถนนจอมพล อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยได้สอบถามบรรดาแม่ค้า พ่อค้า แผงจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่รัฐบาลจะออกสลากเป็นชุด

โดยนางอิศรา แต่ทรัพย์ เจ้าของแผงขายสลากกินแบ่งรัฐบาลราคาโชค กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลจะออกหวยชุดแยกเป็นใบ ซึ่งสามารถจำหน่ายใบละ 80 บาทได้ ตนก็เห็นด้วย แต่เท่าที่ทราบข่าวเห็นว่าจะออกมาเป็นชุดใบเดียว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เห็นด้วย เนื่องจากหากจะออกมาเป็นชุด 5 ใบ รวมอยู่ในใบเดียว แล้วให้ทางแผงสลากนำมาขายชุดละ 800 บาทเลยนั้น จะขายได้ยากมาก เพราะปกติแล้วลูกค้าจะซื้อยกชุดเฉพาะเลขที่สวยๆ เท่านั้น ส่วนเลขที่ไม่สวย เมื่อถึงวันออกรางวัล จะเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ความเสี่ยงก็จะตกมาอยู่ที่ผู้ค้าสลากทั้งหมด เพราะรัฐบาลไม่ได้รับซื้อคืนอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องโควตา

ด้านนายอมฤต เฝ้าด่าน อายุ 55 ปี นักเสี่ยงโชคชาว อ.เมืองนครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองนั้นไม่เชื่อว่าการออกสลากชุดจะสามารถช่วยแก้ปัญหาสลากแพงได้ เนื่องจากรัฐบาลเคยพยายามทำแล้วหลายวิธี แต่ก็ยังแก้ไม่ได้ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่สลากชุดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ถ้าผู้ขาย ขายแพงเกินไป ก็ไม่มีใครซื้อ แต่ถ้าผู้ซื้อมีความต้องการมาก ตั้งราคาแพงแค่ไหนเขาก็ซื้ออยู่ดี ซึ่งตนเองมองว่าเรื่องนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดจะดีกว่า