รฟท.เร่งจีนส่งแบบโครงการรถไฟไทย-จีน

การรถไฟฯ เร่งจีนส่งแบบโครงการรถไฟไทย-จีน 1.79 แสนล้าน คาด เปิดประมูลภายในปีนี้ ด้าน กรมทางหลวงลงพื้นที่ 22-23 มี.ค.

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา วงเงิน 1.79 แสนล้านบาทว่า ขณะนี้กรมทางหลวงอยู่ระหว่างการก่อสร้างตอนที่ 1 ช่วงสถานีกลางดง – ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. วงเงิน 425 ล้านบาท

ภาพประกอบข่าว

ซึ่งในวันที่ 22-23 มีนาคมนี้ กรมทางหลวงจะลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงาน ขณะที่ช่วง 2 ปากช่อง – ขนานจิตร ระยะทาง 11 กม. ช่วงที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา ระยะทาง 119.5 กม.และ ช่วงที่ 4 บางซื่อ-แก่งคอย ระยะทาง 119 กม.คาดว่าทางจีนจะส่งแบบการก่อสร้างในช่วงกลางปีจะดำเนินการร่างเอกสารประกวดราคาและคิดราคากลาง

อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะแล้วเสร็จภายในปีนี้และสามารถประกวดราคาได้ภายในปีนี้ เพื่อออกประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน

นิด้าโพล เผยคน79.6% หนุนเลือกตั้ง ก.พ. 62 แต่66.16%รับได้หากเลื่อน

นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ประชาชน 79.6 % หนุนเลือกตั้ง ก.พ. 62 แต่ 66.16% รับได้หากต้องเลื่อน จี้ปฏิรูป

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “เชื่อมั่นหรือไม่กับการเลือกตั้ง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1 – 3 มีนาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาคจากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเหมาะสมที่จะมีการเลือกตั้ง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 79.60 ระบุว่า เหมาะสม และร้อยละ 20.40 ระบุว่า ไม่เหมาะสม
ด้านความเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้ง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยไม่มีการเลื่อนออกไปอีก มากน้อยเพียงใด พบว่า ประชาชน ร้อยละ 10.80 ระบุว่า เชื่อมั่นมากที่สุด เพราะ จะได้ดำเนินการตาม Road Map บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ร้อยละ 24.32 ระบุว่า เชื่อมั่นค่อนข้างมาก เพราะ เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาล เลื่อนการเลือกตั้งมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้น่าจะทำจริง ร้อยละ 23.76 ระบุว่าเชื่อมั่นค่อนข้างน้อย เพราะ ยังไม่มีความพร้อม สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ร้อยละ 15.36 ระบุว่า เชื่อมั่นน้อยเพราะ มีการเลื่อนการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้งเลยทำให้ขาดความเชื่อมั่น และสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง และร้อยละ 25.76 ไม่เชื่อมั่นเลย เพราะ ที่ผ่านมายังไม่มีอะไรที่ลงตัวเลยสักอย่าง สถานการณ์บ้านเมืองก็ยังไม่ปกติ

สำหรับปัจจัยหรือสาเหตุที่อาจจะทำให้ยังไม่มีการเลือกตั้งตามกำหนด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 22.64 ระบุว่าปัญหาพรรคการเมืองยังไม่พร้อม รองลงมา ร้อยละ 21.20 ระบุว่า เศรษฐกิจยังไม่ดี พอที่จะเลือกตั้ง ร้อยละ 21.12 ระบุว่า ปัญหาการยังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ ร้อยละ 14.32 ระบุว่า ประชาชนยังต้องการให้รัฐบาลปัจจุบันทำงานต่อและยังไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 19.52 ระบุอื่น ๆ ได้แก่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่เรียบร้อย บ้านเมืองยังไม่สงบ ยังมีความขัดแย้งในสังคม รัฐบาลชุดปัจจุบันยังไม่พร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้งและรัฐบาล คสช. ยังอยากอยู่ต่อ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 1.20 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงว่ายอมรับได้หรือไม่ถ้าหากการเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไป พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.16 ระบุว่า ยอมรับได้ เพราะอยากให้ทำการปฏิรูปประเทศก่อน บ้านเมืองยังต้องจัดการระบบและระเบียบอยู่ อะไรหลายๆ อย่างยังไม่ลงตัว ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่การดำเนินการต้องใช้เวลา ต้องรอให้รัฐบาลชุดนี้บริหารบ้านเมืองไปก่อน มีความเชื่อมั่นในตัวนายกคิดว่ารัฐบาลคงมีเหตุผลที่สำคัญในการเลื่อนการเลือกตั้ง และคิดว่าหากเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็คงไม่นาน ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ประชาชนทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ไม่มีสิทธิ์ต่อต้าน ถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบจริง ก็อยากให้บริหารประเทศต่อไป

ขณะที่บางส่วนระบุว่า รัฐบาลบริหารงานดีอยู่แล้วไม่อยากให้มีการเลือกตั้งอีก ถ้าหากเลือกตั้งไปแล้ว ก็ไม่น่ามีอะไรดีขึ้น บ้านเมืองสงบดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ยอมรับไม่ได้ เพราะ เลื่อนมาหลายครั้งแล้ว อยากให้รัฐบาลทำตามที่ได้กำหนดไว้ อยากให้เป็นประชาธิปไตย ควรคืนอำนาจให้กับประชาชน เศรษฐกิจแย่มาก ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในการมาลงทุนกับเราและไม่ชอบการทำงานของรัฐบาล อยากให้บ้านเมืองดีขึ้นกว่านี้ และร้อยละ 0.48 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุด เมื่อถามว่าตอนนี้ประชาชนอยากเลือกตั้งแล้วหรือยัง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 79.84 ระบุว่า อยากเลือกตั้ง เพราะ อยากให้ประเทศชาติพัฒนา เศรษฐกิจจะได้ดีขึ้น อยากเห็นแนวทางการบริหารประเทศในรูปแบบใหม่อยากให้ประชาคมโลกยอมรับประเทศไทย ต่างชาติจะได้เชื่อมั่นและกล้าเข้ามาลงทุนอยากให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ยึดอำนาจมานานแล้ว ควรคืนอำนาจให้กับประชาชน บ้านเมืองจะได้สงบ มีระเบียบมากขึ้น ขณะที่บางส่วนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลอยากให้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ รองลงมา ร้อยละ 19.60 ระบุว่า ไม่อยากเลือกตั้ง เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ ยังไม่สงบเรียบร้อยดีเท่าไหร่ การเมืองก็ยังวุ่นวายอยู่ รอให้ทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเลือกตั้งอยากให้โอกาสรัฐบาลบริหารงานต่อไป อยากเห็นการพัฒนาตามระบบของรัฐบาลถ้ามีการเลือกตั้งก็จะมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกอีกเหมือนก่อนหน้านี้

หดหู่ ! พ่อเลี้ยงขืนใจลูกเลี้ยงจนท้อง บังคับน้องชายทำออรัลเซ็กส์

ปทุมธานี แม่แจ้งตำรวจจับพ่อเลี้ยงหลังเค้นสอบลูกสาวประจำเดือนผิดปกติพบถูกพ่อเลี้ยงขืนใจจนตั้งท้อง

เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 3 มีนาคม 2561 นางหนึ่ง( นามสมมุติ) อายุ 36 ปี พร้อมด้วย เด็กหญิงสอง(นามสมมุติ) อายุ 13 ขวบที่ตั้งท้องได้ประมาณ2เดือน และเด็กชายสาม(นามสมมุติ) อายุ 11 ขวบ เดินทางมาที่สภ.ธัญบุรี เพื่อแจ้งความกับ พ.ต.ท.มนัส กันเทียะ สารวัตรสอบสวนสภ.ธัญบุรี ให้ดำเนินคดีกับนายอลุณ ชาภูวงศ์ อายุ 25 ปี สามีตนเองและเป็นพ่อเลี้ยงของเด็กทั้งสอง บังคับข่มขืนลูกสาวจนท้องและบังคับให้ลูกชายร่วมเพศกับพี่สาวตัวเอง แถมยังขู่ฆ่าถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร

นางหนึ่ง มารดาเด็กเปิดเผยว่า ตนเองมีอาชีพเก็บหอยในคลองขาย หลังจากเลิกกับสามีเก่ามีลูกติด2คน ได้มาอยู่กินกับนายอลุณ ชาภูวงศ์ ฉันสามีภรรยาตั้งแต่นายอลุณ มีอายุเพียง15ปี ลูกสาวมีอายุได้ 3 ขวบและลูกชาย 1 ขวบ ปกตินายอลุณ เป็นคนดีและเลี้ยงลูกทั้งสองมาตลอด ช่วยกันทำมาหากินโดยนายอลุณ จะประกอบอาชีพเก็บของเก่า จนกระทั้งก่อนหน้านี้ประมาณ 3 เดือนสามีมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ปกติจะร่วมหลับนอนกับตนทุกวัน แต่มาพักหลังได้ห่างเหินเรื่องบนเตียง กระทั่งระยะหลังตนเองผิดสังเกตลูกสาวไม่ได้ใช้ผ้าอนามัยมา ประมาณ 2 เดือนเพราะปกติ จะมีรอบเดือนตรงกัน จึงได้ทำการเค้นถามลูกสาวแต่ก็ไม่ยอมพูดประกอบกับสามีที่เป็นพ่อเลี้ยงเด็กได้หลบหนีออกจากบ้านไปได้ประมาณ2วันแล้ว จนช่วงเย็นของวันนี้ลูกสาวจึงยอมบอกว่าถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนครั้งแรกตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม2561 ที่ผ่านมาโดยไม่มีการป้องกันการคุมกำเนิดตนจึงไปซื้อที่ตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจก็พบว่าลูกสาวเกิดการตั้งครรภ์ จึงรีบเดินทางมาแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ลากตัวสามีมาดำเนินคดี

ทางด้านเด็กหญิงสอง(นามสมมุติ) อายุ 13 ขวบ เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือนมกราคม2561 ที่ผ่านมาตนเองป่วยจึงนอนอยู่บ้าน หลังจากที่พ่อเลี้ยงไปส่งแม่ที่ริมคลองเพื่อหาหอยในคลองขาย ได้กลับเข้าบ้านและนั่งเสพยาเสพติดก่อนที่พ่อจะมีอารมย์แล้วมาปลุกปล้ำบังคับขืนใจตนเอง1ครั้ง โดยไม่ได้ป้องกันและยังบังคับห้ามนำเรื่องไปบอกใครมิเช่นนั้นจะถูกทำร้าย หลังจากนั้นมาวันที่แม่เผลอพ่อเลี้ยงก็จะปลุกปล้ำตนเองและให้น้องชายช่วยออรัลเซ็กส์ให้ รวมทั้งบังคับให้น้องชายพยายามมีเพศสัมพันธ์กับตนเองซึ่งที่ผ่านมาพ่อกระทำชำเราตนเองมาแล้ว3-4ครั้ง

พ.ต.ท.มนัส กันเทียะ สารวัตรสอบสวนสภ.ธัญบุรี เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาเด็กเบื้องต้นและในวันจันทร์จะได้ส่งตัวเด็กไปตรวจร่างกายที่รพ.ธัญบุรี พร้อมกับสอบปากคำเด็กร่วมกับทีมนักสหวิชาชีพต่อไป