รวบแก๊งเรี่ยไรเงินชาวบ้าน กลางตลาดนัดคลองถมจันทบุรี

ตำรวจจันทบุรี รวบแก๊งออกเดินเรี่ยไรเงินชาวบ้านกลางตลาดนัดคลองถมสร้างความเดือดร้อนรำคาญ

วันนี้(29 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีแก๊งเรี่ยไรจำนวน 3 คน ออกมาเดินเรี่ยไรเงินชาวบ้านที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ บริเวณตลาดนัดคลองถมเขาไร่ยา ซึ่งสร้างความวุ่นวายรำคาญใจ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำการตรวจสอบด้วย หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจตู้ยามบ้านแก้ว ได้เดินทางไปตรวจสอบและก็พบกับแก๊งเรี่ยไร 1 คน ชื่อนายสมควร อายุ 30 ปี ที่กำลังออกเดินเรี่ยไร พร้อมอุปกรณ์เป็นขันเงิน อยู่บริเวณในตลาดคลองถม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ตู้ยามสายตรวจบ้านแก้ว และทำการตรวจสอบหลักฐานใบอนุญาตเบื้องต้น นายสมควร บาระเฮม 1 ใน 3 ของแก๊งเรี่ยไรไม่สามารถนำใบอนุญาตมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ รวมถึงแก๊งเรี่ยไรอีก 2 คน ที่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างได้วิ่งหลบหนีไปคนละทิศละทาง

ทางด้านนายสมควร ได้พยายามโทรติดต่อทั้ง 2 คน แต่ก็ไม่มีสายตอบรับ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัว นายสมควร 1 ในแก๊งเรี่ยไร มาทำการสอบสวนเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี เบื้องต้นเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า เดิมทีนั้นตนเองมีอาชีพขี่จักรยานยนต์รับจ้างอยู่แถวเขตบางบอน แต่เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ค่อยดี จึงได้หันมาร่วมกับเพื่อนออกเดินสายเรี่ยไร โดยจะเน้นแถบภาคตะวันออก และเป็นช่วงเทศกาลที่สำคัญ เพราะรายได้จะดี โดยเฉลี่ยตกวันละ 300-500 บาท แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลที่สำคัญ 1,000-1,300 บาทต่อวัน

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาแก๊งเรี่ยไรรายนี้ คือ ทำการเดินเรี่ยไรเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต และก่อความวุ่นวายรำคาญใจให้แก่ชาวบ้าน พร้อมกันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวผู้ต้องหามอบให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดี ได้ทำการเปรียบเทียบปรับ ก่อนที่จะปล่อยตัวไป พร้อมได้เน้นย้ำห้ามมาเดินเรี่ยไรเงินในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี หากพบอีกก็จะมีการกุมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญ-นักวิทย์กุมขมับ ยังไขปม ‘ช้างอมถ่านพ่นควัน’ คล้ายสูบบุหรี่ไม่ได้

วิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน้ชัดได้ หลังมีคลิปช้างป่าในประเทศอินเดียอมถ่านไม้และพ่นควันออกจากปาก

หลังจากมีรายงานข่าวกรณี นาย วินัย กุมาร นักวิทยาศาสตร์ของสมาคมอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าอินเดีย (WCS) ถ่ายคลิปวิดีโอความยาว 48 วินาที แสดงให้เห็นภาพขณะที่ช้างป่า และเห็นช้างกินถ่านไม้ที่หลงเหลือจากไฟไหม้เข้าไป และพ่นเถ้าถ่านออกมา ระหว่างที่เขาเดินทางในอุทยานแห่งชาติป่า นาการ์โฮล ในรัฐกรณาฏกะ ทางตะวันตกของอินเดีย เมื่อเดือนเม.ย. ปีพ.ศ. 2559

สมาคมอนุรักษ์พันธ์ุสัตว์ป่าอินเดียออกแถลงการณ์ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถหาสาเหตุว่าเพราะเหตุใดช้างจึงพ่นควันออกมา และเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกวิดีโอช้างป่า กำลังแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงุนงงอย่างหนัก

นายวินัยเปิดเผยผ่านสำนักข่าว ‘บีบีซี’ ว่าตนกับทีมงานไปตรวจสอบกล้องที่ติดตั้งไว้เพื่อสังเกตพฤติกรรมเสือในป่าก่อนที่เข้าจะเห็นช้างเพศเมียตัวหนึ่งจึงหันกล้องไปถ่าย และพบว่ามันอมถ่านพ่นควันคล้ายสูบบุหรี่

อย่างไรก็ตาม นาย วรุณ อาร์. กศวามี นักชีววิทยาช้าง ชาวอินเดีย ได้ตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้ว เชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ช้างตัวนี้กำลังพยายามกินถ่านไม้ และดูเหมือนว่ามันจะพยายามใช้งวงหยิบบางอย่างที่อยู่บนพื้นป่าไหม้ ๆ ก่อนจะเป่าเถ้าถ่านออกมา จากนั้นได้กินส่วนที่เหลือเข้าไป มีการตั้งข้อสังเกตว่าสัตว์ป่าอาจใช้ถ่านเป็นยารักษาอาการต่าง ๆ

ที่มา www.siasat.com

‘มนตรี อุดมพงษ์’ โพสต์จวก ไม่ว่าใครจะลั่นไกยิงเสือดำ ทั้ง 4 คน ต้องรับโทษหนัก!

‘มนตรี อุดมพงษ์’ นักข่าวชื่อดัง โพสต์จวก ไม่ว่าใครจะลั่นไกยิงเสือดำ ทั้ง 4 คน ต้องรับโทษหนัก ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าฯ 

วันนี้(29 มี.ค.) ยังคงเป็นกระแสถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต พร้อมพวก 4 คน ตั้งแคมป์ในพื้นที่ที่ไม่อนุญาตบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และตรวจยึดซากสัตว์ป่าคุ้มครอง อาวุธปืน เครื่องกระสุนและปลอกกระสุน แม้จะผ่านมาเป็นเดือน แต่ก็ยังมีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องทวงถามถึงความคืบหน้าของคดีดังกล่าว

ล่าสุด นายมนตรี อุดมพงษ์ ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวด้วย ระบุว่า

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ หรือหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ หลายต่อหลายแห่ง แสดงความเห็นในฐานะส่วนตัวตรงกันทั้งนั้นว่า คดีเปรมชัย ยิ่งทำให้ยาก ยิ่งทำให้หลายฝ่ายไขว้เขว เพราะรูปการณ์แบบที่เป็น คือเข้าป่า พร้อมอาวุธปืน ถูกจับพร้อมของกลางชัดเจนขนาดนั้น ข้อหาที่ต้องโดนหนักสุด คือร่วมกันล่าสัตว์ป่า

หลายต่อหลายแห่งในป่าอนุรักษ์ฯ หลายต่อหลายคดีฯ ล้วนต้องแจ้งข้อหาแบบนี้ทั้งนั้น เพราะของกลางชัดเจนที่สุด และทุกรายก็ถูกตัดสินรับโทษสูงสุดตามฐานความผิดนั้นๆ โดยไม่เคยผิดแผกไปจากนี้ แต่กรณีนี้ การที่ยิ่งต้องมา พิสูจน์ลายมือ พิสูจน์์ดีเอนเอ หาว่าใครยิง ใครลั่นไก เพื่อหาคำตอบไปสู่ศาล ยิ่งจะทำให้สังคม และอาจจะคณะลูกขุน(ตามความเห็น ส่วนตัว ของจนท.บางราย) นั้น สับสนตามไปด้วย

ทั้งที่ผู้ต้องหา 4 คน ในเหตุการณ์ต้องรับโทษหนักร่วมกันอยู่แล้วนั่น ขณะเดียวกัน ยังอาจเป็นการเปิดช่อง ให้ 1 ใน 3 หรืออาจจะทั้ง 3 คนรับโทษหนักแทน 1 คน เพื่อให้ 1 คนดังกล่าวรอดคดี และแทบไม่ต้องเดาว่า หนึ่งคนที่น่าจะรอดนั้นเป็นใคร

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่จนท.หลายแห่งสื่อสารออกมาคือ ไม่ว่าใครจะลั่นไกปืนยิ่งเสือดำก็ตาม ทั้ง 4 คนนั้นต้องโทษหนักด้วยกันทั้งหมด ฐานร่วมกันล่าฯ เหมือนกรณีอื่นๆโดยเลี่ยงไม่ได้

ที่มา มนตรี อุดมพงษ์