Monthly Archives: March 2018
กระแสมาแรง! สนามยิงปืนปทุมฯรณรงค์สวมใส่ชุดไทย ชวนผู้หญิงยิงปืนถูกวิธี
กระแสบุพเพฯมาแรง! สนามยิงปืนปทุมธานีรณรงค์สวมใส่ ชุดไทย เชิญชวนผู้หญิงให้ใช้อาวุธปืนอย่างถูกวิธี
ที่สนามยิงปืนภูมิไพลิน ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มีครูฝึกสนามยิงปืนและนักกีฬายิงปืนร่วมใส่ชุดไทยร่วมรณรงค์ใส่ชุดไทยและเชิญชวนผู้หญิงให้ใช้อาวุธปืนอย่างถูกวิธี โดยบรรยากาศภายในสนามยิงปืนวันนี้มีครูฝึกทั้งชายและหญิงสวมใส่ชุดไทยประยุกต์ สไบเฉียง นุ่งโจงกระเบน เป็นสีสันตามกระแสที่ประชาชนหันมาใส่ชุดไทย เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ดีงาม พร้อมเชิญชวนผู้หญิงผันเข้ามาฝึกซ้อมใช้สนามยิงปืนเพื่อการยิงปืนอย่างถูกต้องถูกวิธี ในส่วนของสนามยิงปืนแห่งนี้มีทั้งการยิงปืนสั้นปืนยาว เป้าบิน สนามยุทธวิธี มีความเป็นสากลและมีมาตราฐานความปลอดภัย

ด้าน น.ส.สุราณี เศรษฐ์ธนานนท์ ครูฝึกหญิงของสนามยิงปืนภูมิไพลิน กล่าวว่า เนื่องจากกระแสใส่ชุดไทยมาแรงมากในช่วงนี้ ทางสนามปิงปืนภูมิไพลินจึงได้จัดกิจกรรมดีๆ ให้ครูฝึกและนักกีฬายิงปืนร่วมแต่งกายชุดไทยเพื่อมาฝึกซ้อมและสอนเกี่ยวกับการยิงปืนอย่างถูกต้องถูกวิธี ในวันปกติทางสนามยิงปืนได้มีกิจกรรมฝึกอบรมและสอนการยิงปืนอยู่แล้ว และวันนี้การที่พวกเราครูฝึกและนักกีฬายิงปืนทั้งชายและหญิงมาสวมชุดไทยก็เพื่อให้คนทั่วไปได้มาเห็นว่าผู้หญิงก็สามารถยิงปืนได้ และเชิญชวนให้ผู้หญิงที่อยากจะยิงปืนเข้ามาใช้สนาม เนื่องจากทางสนามยิงปืนมีครูฝึกที่เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำตัวต่อตัว เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองของผู้หญิงยุค 4.0
นักวิชาการ ชี้ ดราม่าในข่าวสร้างได้แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริง
นศ.ปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดสัมมนาวิชาการ “Drama ในข่าว สร้างสรรค์หรือทำลายในยุคสื่อดิจิทัล” ขณะที่ ผู้ประกาศ นักวิชาการชี้ สร้างได้แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริง
นักศึกษาปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จัดงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “Drama ในข่าว สร้างสรรค์หรือทำลายในยุคสื่อดิจิทัล” โดยมีเดจีเคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร, ต๊ะ-พิภู พุ่มแก้วกล้าและพุทธ อภิวรรณรวมทั้งนักวิชาการด้านสื่ออาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองโดยภายในงานได้มีการพูดถึงการปรับตัวของสื่อยุคปัจจุบัน ที่ได้รับผลกระทบจาก Media Disruption เพื่อให้อยู่รอดได้ในยุคที่มีการแข่งขันสูงสื่อ จึงต้องเล่นใหญ่ใส่สีสันในการเล่าข่าวเกิดการสร้างดราม่าในข่าวให้คนสนใจ เพื่อแย่งชิงเรตติ้ง

ด้านนายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือ ดีเจเคนโด้ ให้ความเห็นว่า วิวัฒนาการของคนทำข่าวนั้นพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยี จากที่แต่ก่อนไม่มีผู้ประกาศคนใดออกมาเต้นสร้างสีสันในการเล่าข่าวแต่ปัจจุบันเปลื่ยนไป มีวิธีการนำเสนอที่เล่นใหญ่ใส่ลีลาในการเล่าข่าวขยี้ประเด็นย่อยง่าย ซึ่งก็เป็นเพราะคนอยากดู และมองว่าจรรยาบรรณเป็นเรื่องที่ไม่ต้องสอน มันอยู่ในจิตใต้สำนึก แขวนในหัวอยู่แล้ว และแต่ละคนที่เข้ามาในวงการสื่อด้วยเป้าหมายอะไรก็จะมีจรรยาบรรณของตัวเองมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกันออกไป
ส่วนนายพุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี แสดงความคิดเห็นว่า ยุคนี้ใครไม่ปรับตัวก็จะหลุดวงโคจร เพราะมีการแข่งขันสูง คนทำข่าวต้องทำให้เกิดความแตกต่างไม่เช่นนั้นจะถูกสื่อโซเซียลแย่งพื้นที่ สื่อทีวีจะมีที่ยืนได้จากความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง ต้องทำข่าวเจาะลึกมากกว่าเดิมแต่เรื่องเรตติ้งก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีเรตติ้งทีวีก็อยู่ไม่ได้ บางครั้งเรตติ้งคู่ไปกับความรับผิดชอบก็เป็นเรื่องยาก แต่จะทำอย่างไรเพราะสื่อต้องมีความรับผิดชอบ โดยมองว่าสิ่งที่ทำให้สื่อทีวีเสื่อมลง เพราะเอาประเด็นมาจากโซเชียลมานำเสนอ โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน
ขณะที่อาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช กล่าวว่าโซเชียลมีความไวมากในการส่งต่อข้อมูล ซึ่งบางครั้งก็มีการใช้ Hate Speech หรือเรียกเรตติ้ง ด้วยวิธีการที่ไร้จริยธรรมจรรยาบรรณ ในฐานะนักวิชาการ จึงมองว่าอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ คือเรื่อง”การกำกับดูแลในโซเชียลมีเดีย”
