สาวสุดเซ็ง! เจอแท็กซี่เรียกเก็บเพิ่ม 299 บอกเป็นค่าครูดูดวง

สาวเล่าประสบการณ์ขึ้นรถแท็กซี่ ค่ารถ 71 บาท แต่โดนเรียกเก็บค่าครูดูดวงเพิ่มอีก 299 บาท 

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กชื่อ Pantila Sawadiphap ได้แชร์ประสบการณ์จากการขึ้นรถแท็กซี่โดยระบุว่า ตนได้เรียกแท็กซี่จากเอื้ออาทรวัดกู้เพื่อจะไปตลาดนัดกรมชลประทาน พอขึ้นรถคนขับบอกจะพาอ้อมไปทางเลี่ยงเมือง โดยอ้างว่ารถติดหน้าวัดชลประทานฯ แต่สุดท้ายก็พาไปทางปกติ

หลังจากนั้นคนขับก็เริ่มพูดคุย ทักเรื่องดวงการเงิน ตนจึงบอกวัน/เดือน/ปี เกิดไป จนมีการพูดคุยกัน สักพักคนขับระบุ “เดี๋ยวต้องจ่ายค่าครูด้วยนะ” ซึ่งตอนลงจากลงค่ารถประมาณ 71 บาท แต่คนขับแจ้งว่า ต้องมีค่าครู 299 บาท ตนจึงบอกไปว่ามีอยู่หนึ่งร้อยบาท จนคนขับบอกว่าให้ไปกดเงินจาก ATM ตนจึงบอกไปว่าเงินเดือนยังไม่เข้า สุดท้ายจึงต้องจ่ายเงินไปหนึ่งร้อยบาทแต่ไม่ได้เงินทอน

อย่างไรก็ตามหลังเจ้าของโพสต์ได้เผยแพร่เรื่องราวดังกล่าวออกไปมีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้เพจเฟซบุ๊ก ข่าวคนนนท์ รายงานอีกว่ามีประชาชนเคยประสบพบเจอกรณีแบบนี้มาแล้วเช่นกัน

ขอบคุณ Pantila Sawadiphap

สาวผวา! แจ้งจับแท็กซี่พยายามข่มขืน-ลักทรัพย์ หลังขึ้นรถแต่เกิดเมาหลับ

สาวพีอาร์ เข้าแจ้งความตำรวจ อ้างถูกโชเฟอร์แท็กซี่พยายามล่วงละเมิดขณะเมาหลับที่เบาะหลัง แต่เคราะห์ดีที่หนีมาได้

หญิงสาวผู้เสียหาย อายุประมาณ 28 ปี นำหลักฐาน เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดขณะขึ้นรถแท็กซี่ เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาล (สน.)คันนายาว โดยอ้างว่า ถูกโชเฟอร์แท็กซี่พยายามล่วงละเมิด บริเวณทางพิเศษ (ทางด่วน)ฉลองรัช ก่อนลงทางด่วนจตุโชค เขตคันนายาว เมื่อกลางดึกวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา

ผู้เสียหายใ ห้การว่า มีอาชีพเป็นพีอาร์สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง โดยก่อนเกิดเหตุยอมรับว่ามีอาการมึนเมา และได้เรียกรถแท็กซี่ ไม่ทราบสี และหมายเลขทะเบียน ให้ไปส่งบ้านย่านรัชดาภิเษก – ห้วยขวาง โดยตนเข้าไปนั่งที่เบาะหลังฝั่งซ้ายมือ ก่อนเผลอหลับไป พอรู้สึกตัว ก็พบว่าถูกโชเฟอร์แท็กซี่ พยายามล่วงละเมิด จึงใช้มือผลักอย่างแรง แล้วรีบเปิดประตูวิ่งลงจากรถ จากนั้นโชเฟอร์แท็กซี่ ก็รีบขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เมื่อตั้งสติได้ ก็พบว่าอยู่บนทางด่วนฉลองรัช ใกล้ทางออกถนนจตุโชติ กระทั่งกลับถึงบ้าน ได้ตรวจสอบทรัพย์สิน ก็พบว่า แหวนทองน้ำหนัก 1 สลึง พร้อมเงินสด 2,000 บาท หายไป จึงคาดว่าถูกโชเฟอร์ลักทรัพย์ไปขณะเผลอหลับด้วย

ทั้งนี้ เบื้องต้นตำรวจได้พาผู้เสียหายไปชี้จุดเกิดเหตุ พร้อมประสานทางพิเศษฉลองรัช เพื่อตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด ติดตามเส้นทางหลบหนีของคนร้าย รวมทั้งเตรียมสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม และส่งตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีคนร้ายต่อไป

แนะ 5 วิธีคลายเครียดในที่ทำงาน เน้นกล้าเผชิญหน้า

กรมควบคุมโรค แนะ 5 วิธีคลายเครียดในที่ทำงาน เน้นกล้าเผชิญหน้ากับความเครียดจากงานในองค์กรและเพื่อนร่วมงาน  

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” ซึ่งกรมควบคุมโรค ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของคนทำงาน ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และในปัจจุบันพบปัญหาความเครียดจากการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ บางรายที่มีความเครียดสูงและเรื้อรัง อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตและโรคหัวใจได้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์กับคนรอบตัวรวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง

สำหรับสาเหตุของความเครียดในที่ทำงาน ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางบุคคล องค์กร และสภาพแวดล้อม เช่น ปริมาณงานที่มาก ช่วงระยะเวลาการทำงานนาน ความสัมพันธ์ในองค์กรไม่ดี มีระเบียบมากไป ความคาดหวังในความมั่นคงและความก้าวหน้าในการทำงาน เป็นต้น นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศไม่เหมาะสม สภาพการทำงาน/โต๊ะทำงานที่ไม่เหมาะสม มีเสียงรบกวน และแสงสว่างไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน

นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า กรมควบคุมโรค ขอแนะนำวิธีการป้องกันความเครียดที่เกิดจากที่ทำงาน ดังนี้ 1.ค้นหาปัญหา โดยการประชุมกลุ่มในที่ทำงาน อาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ก่อน ซึ่งจะทำให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นได้ การทำแบบสอบถามงานที่ก่อให้เกิดความเครียด การสำรวจวันลา/หยุดงาน ความเจ็บป่วยและการเปลี่ยนงาน พร้อมวิเคราะห์สภาพปัญหานั้นๆ 2.วางแผนและแก้ไข เมื่อทราบปัญหาเราก็จะทราบแนวทางแก้ไข พร้อมแจ้งให้พนักงานทราบแนวทางรวมถึงผลที่จะได้รับ และ 3.การประเมินผลหลังจากปฏิบัติตามแผนแล้ว
นอกจากวิธีในการป้องกันความเครียดแล้ว ขอแนะนำ 5 วิธีคลายเครียดในที่ทำงาน โดยเริ่มจากความกล้าเผชิญหน้ากับความเครียดจากงานในองค์กรและจากเพื่อนร่วมงาน ดังนี้

1.การทำงานเป็นกะหรือลดวันทำงานในสัปดาห์ (ลดวันทำงานใน 1 สัปดาห์ แต่ชั่วโมงการทำงานรวมเท่าเดิม)

2.ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม

3.สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน มีการพูดคุย จัดกิจกรรมต่างๆ ที่สานสัมพันธ์คนในองค์กร

4.ระหว่างครอบครัวกับที่ทำงานต้องมีความสมดุล วางแผนแบ่งเวลา ปรับวันหยุดให้ตรงกัน

5.จัดอบรมหรือสัมมนา เพิ่มความรู้และศักยภาพคนทำงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรถามข้อมูลสงสัยหรือตอบกลับองค์กรได้

การทำงานจำเป็นต้องรู้จักตนเองและเพื่อนร่วมงาน รู้จักจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง รู้จักวิธีลดความเครียด คิดก่อนทำ สร้างความสมดุลระหว่างงานกับการผักผ่อน และเปิดเผยตัวเอง เอาใจใส่ต่อเพื่อนร่วมงาน ซึ่งการทำงานที่ไม่เครียดส่งผลให้งานเกิดประสิทธิภาพ เกิดผลที่ดีทั้งต่อตนเองและองค์กร มีสุขภาพที่ดีไม่เสี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อน องค์กรได้งานที่มีคุณภาพ บุคลากรรักองค์กร และครอบครัวมีเวลาให้แก่กัน ส่งผลทางบวกในเชิงเศรษฐกิจด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค