ชมรมมัคคุเทศก์รักษ์ล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ กว่า 20 คน รวมตัวกันเข้ายืนหนังสือร้องต่อขอความเป็นธรรม หลังถูกบริษัททัวร์ หลอกให้ออกเงินสำรองดูแลนักท่องเที่ยวจีน กว่า 3 ล้าน
วันนี้ ( 20 เม.ย. 61 ) ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มัคคุเทศก์ จากชมรมมัคคุเทศก์รักษ์ล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ กว่า 20 คน รวมตัวกันเข้ายืนหนังสือร้องต่อขอความเป็นธรรมกับ นายทวีศักดิ์ วาณิชย์เจริญ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอนันต์ วงศ์เบญจลักษณ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว
จากกรณีที่ได้นำกรุ๊ปนักท่องเที่ยวจีน มาเที่ยวที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา โดยได้มีการตกลงกับบริษัททัวร์ ให้สำรองเงินจ่ายไปก่อน กว่า 3 ล้านบาท แต่เมื่อบริการท่องเที่ยวเสร็จแล้วและไปสอบถามถึงเงินที่สำรองไปกับบริษัททัวร์ดังกล่าวกลับไม่ได้เงินคืนและได้ปิดกิจการหนีไปแล้ว และไม่สามารถติดต่อใครได้อีกเลย

โดยนายมานพ แซ่เจีย ประธานชมรมมัคคุเทศก์รักษ์ล้านนา ระบุว่า กลุ่มนักท่องเที่ยว ที่มาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่บริษัมนำเที่ยวจะซื้อต่อหัวในราคาถูก เพื่อนำมาเที่ยว และจะให้มัคคุเทศก์ สำรองเงินจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติแบบนี้กันมานานแล้ว แต่ไม่เกิดปัญหา จนกระทั่ง บริษัท ไทยเล่อ ทัวร์ ให้กลุ่มมัคคุเทศก์ จำนวนกว่า 20 คนดังกล่าว นำเที่ยวละเบี้ยวเงินกว่า 3 ล้านบาท
พร้อมกับได้ปิดบริษัทหนีไป ทำให้ กลุ่มมัคคุเทศก์ได้ไปร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 เมษายน แต่วันที่10 นิติกรสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ จ.เชียงใหม่ แจ้งความกลับกลุ่มมัคคุเทศก์กว่า 20 คนที่เป็นผู้เสียหาย ว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.มัคคุเทศก์มาตรา 58 ที่ว่า ในการทำงานเป็นมัคคุเทศก์ ห้ามไม่ให้มัคคุเทศก์จ่ายเงินหรือให้ประโยชน์ผู้อื่นแก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือบุคคลอื่น
ทำให้นายมานพ มองว่าไม่ได้รัยความเป็นธรรม จึงอยากให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ทบทวนข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยว มาตรา 58 ที่กลุ่มมัคคุเทศก์ถูกแจ้งความนั้น ว่าให้พิจารณาว่ามัคคุเทศก์นั้นสามารถสำรองจ่ายก็ด้วยเหตุจำเป็น แต่ทางบริษัททัวร์ต้องคืนมัคคุเทศก์ภายใน 15 วัน หากบริษัททัวร์ไม่ยอมทำตามก็ไม่สามารถดำเนินการตามหมาย และขอไม่ให้ตีความเอาผิดกับมัคคุเทศก์ ตามที่นิติกรสำนักทะเบียนธุรกิจและมัคคุเทศก์ยื่นฟ้อง เนื่องจากตนได้รับความเสียหายอยู่แล้ว ซึ่งตนและกลุ่มมัคคุเทศก์ยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย
ทางด้านนายอนันต์ วงศ์เบญจลักษณ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างที่ต้องมาพิจารณาว่า การสำรองเงินนั้น เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัท นำเที่ยวกับมัคคุเทศก์หรือไม่ซึ่งจะต้องพิสูจน์ในชั้นพนักงานสอบสวนส่วนกลุ่มบริษัทที่ไม่ได้คืนเงินให้กับมัคคุเทศก์ นั้นได้มีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ในความผิดมาตรา 32 นาม พรบ.ธุรกิจนำเที่ยว
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะ มีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวในระยะเวลาหกเดือนซึ่งจะต้องทบทวนในหลายเรื่องเช่น หลักประกันการดูแลผู้บริโภคของกลุ่มนักมัคคุเทศก์ รวมถึงการพิจารณาถึงการสำรองเงินดังกล่าวอีกด้วย
อีกทั้งได้ฝากไปยังมัคคุเทศก์ว่าควรจะพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่สำหรับการสำรองเงินจ่ายให้กับบริษัทนำเที่ยวเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวในอนาคตอีก
