ลูกค้ากดไลค์! พ่อค้าไอศกรีมยุค 4.0 แต่งสูทเดินขาย จ่ายผ่านคิวอาร์โค้ด

พ่อค้ารถเข็นขายไอศกรีม จ.เชียงใหม่ สร้างความต่างแต่งสูทเดินขายแบบไม่กลัวอากาศร้อน แถมยังให้ทางเลือกชำระเงินผ่านพร้อมเพย์คิวอาร์โค้ด 10 บาท ก็จ่ายได้ ลูกค้าชื่นชมพร้อมช่วยอุดหนุน

นายภิเษก ศรีสังข์ หรือ พี่เอ๋ พ่อค้าไอศรีมวัย 46 ปี เข็นรถเข็นตระเวนขายไอศกรีมย่านหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น เพราะแต่งชุดสูทมาขายแบบจัดเต็ม ทั้งเสื้อเชิ้ตแขนยาว ผูกไทด์ สวมทับด้วยเสื้อกั๊กทักซิโด้ กางเกงสแล็ค และ รองเท้าหนัง ลูกค้าทั้งขาจรขาประจำต่างพากันเรียกซื้อตลอดทาง

โดยไอศกรีมของนายภิเษกมีทั้งแบบโคน แบบถ้วย และขนมปัง ราคา 10 – 25 บาท แถมทุกแบบยังเติมท็อปปิ้ง ทั้งข้าวเหนียว วุ้นมะพร้าว เม็ดสีสปริงเคิล ถั่ว ครีมช็อคโกแลต และ ครีมสตรอเบอรี่ ได้ฟรีทุกอย่าง เรียกว่าคุ้มราคาแถมยังรสชาติอร่อยไม่แพ้แบรนด์ดัง นอกจากนี้ที่รถเข็นยังมีกระดาษชำระและถังขยะให้บริการเพื่อความสะอาดของบ้านเมืองอีกด้วย

นายภิเษก เล่าว่า ก่อนหน้านี้มีอาชีพเป็นพ่อบ้าน รับจ้างทำความสะอาดตามเกสต์เฮ้าส์ แต่ด้วยความชอบไอศกรีมมาตั้งแต่เด็ก จึงตัดสินใจหันมาลองรับไอศรีมถังจากโรงงานมาขายเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา โดยเดินเข็นรถตระเวนขายไปทั่วเมือง ช่วงแรกๆ ขายพอมีกำไรอยู่ได้ กระทั่ง 6 เดือนที่ผ่านมาจึงเกิดไอเดียสร้างความต่างด้วยการไปหาซื้อชุดสูทมือสองมาสวมใส่ขายของ ปรากฏว่าได้รับตอบรับดีมาก ลูกค้าชื่นชอบยอดขายเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ปัจจุบันเดินขายในย่านตำบลช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ส่วนสาเหตุที่ใส่สูทเร่ขายไอศกรีม นายภิเษก บอกว่า เป็นเพราะต้องการให้เกียรติลูกค้าและยกระดับอาชีพ เพราะแม้จะเป็นพ่อค้ารถเข็นเดินตามถนน แต่ก็เป็นอาชีพสุจริตและมีเกียรติ ไม่ด้อยค่า และ บอกด้วยว่าสวมชุดนี้เดินกลางแดดทั้งวันไม่ร้อน เพราะชินแล้ว กลับกันกับมีความสุขที่ได้สร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้า หลังจากนี้ก็จะยังคงแต่งตัวแบบนี้ออกมาขายของทุกวัน เพราะทำแล้วมีความสุข พ่อค้าแม่ค้าคนไหนอยากลองทำก็แนะนำว่าทำแล้วดีแน่นอน

เจ้าของบ้านโอด ประกาศขายบ้านหนีโจร หลังคนร้ายขึ้นบ้านกวาดทรัพย์สินอื้อ

กล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายขึ้นบ้านกวาดทรัพย์สินอื้อ เจ้าของบ้านโอดประกาศขายบ้านหนี หวั่นคนร้ายกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 เม.ย.61 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นางธันยา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 202/18 ม.10 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่ากล้องวงจรปิดภายในบ้าน สามารถบันทึกภาพขณะที่คนร้ายเข้ามาลักทรัพย์และกวาดทรัพย์สินไปได้หลายรายการ ซึ่งเหตุเกิดเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 7 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ ที่ สภ.ศรีราชา แล้ว

โดยนางธันยา ได้พาผู้สื่อข่าวเดินสำรวจบริเวณด้านหลังบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่คนร้ายลักลอบปีนข้ามรั่วเหล็กดัดเข้ามาภายในบ้าน ก่อนที่จะงัดบริเวณหน้าต่างกระจกด้านหลังบ้าน โดยคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นมืออาชีพ เพราะเนื่องจากดูจากร่องรอยที่คนร้ายงัดแงะจนสามารถเข้ามาภายในบ้านได้ น่าจะเตรียมอุปกรณ์ในการก่อเหตุมาเป็นอย่างดี หลังจากนั้นคนร้ายก็ได้เดินขึ้นไปที่บริเวณชั้น 2 ของตัวบ้านเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินภายในห้องนอน ก่อนจะขโมยสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 3 เส้น สร้อยข้อมือ 2 บาท จำนวน 1 เส้น แหวนเพชร 1 วง แหวนทอง จำนวน 1 วง สร้อยพลอยดำ จำนวน 1 เส้น และพระเหลี่ยมทองอีก 4 องค์ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากปู่ ย่า ตา ยาย

นางธันยา กล่าวต่อว่า ปกติแล้วบ้านหลังนี้ตนก็จะพักอาศัยอยู่กับ นางจรูญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 76 ปี แม่ของตน ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ตนได้ออกไปทำงาน ส่วนแม่ตนก็ได้ออกไปทำบุญ คาดว่าคนร้ายน่าจะแอบเข้ามาและได้งัดหน้าต่างกระจกหลังบ้านเป็นช่องทางเข้ามา ก่อนจะขโมยทรัพย์สินและหลบหนีไป ซึ่งกล้องวงจรปิดสามารถบันภาพเหตุการณ์ในขณะที่คนร้ายปืนเข้ามาภายในบ้าน และปืนออกไปได้

โดยหลังจากวันที่เกิดเหตุ แม่ของตนก็รู้สึกหวั่นกลัวคนร้ายจะกลับเข้ามากก่อเหตุซ้ำอีก จึงได้สั่งทำเหล็กดัด สูง 2 เมตร รอบบ้าน พร้อมทั้งติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มอีก 5 ตัว จากเดิมที่มีอยู่ 4 ตัวและยังได้ติดป้ายประกาศขายบ้านหลังดังกล่าวไว้ที่หน้าบ้าน กลัวเรื่องความปลอดภัยของคุณแม่

เลี้ยงบุฟเฟ่ต์ช้าง 20 เชือก ตอบแทนบุญคุณสร้างงานสร้างรายได้

เลี้ยงบุฟเฟ่ต์ช้าง 20 เชือก จัดโต๊ะจีนกล้วย อ้อย สับปะรด ตอบแทนบุญคุณช่วยสร้างงานสร้างรายได้ พร้อมทำพิธีรับขวัญช้างไหว้ครูหมอเสริมความเป็นสิริมงคล บารมีและโชคลาภ

วันที่ 19 เมษายน 2561 ที่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 5 ต.ในควน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นายเหม เหมรัตน์ อายุ 88 ปี ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงช้างรายใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง นำช้างที่มีอยู่ทั้งหมดจำนวน 20 เชือก มากินเลี้ยงโต๊ะจีนแบบบุฟเฟ่ต์ ซึ่งมีทั้งกล้วย อ้อย และสับปะรด น้ำหนักกว่า 2,000 กิโลกรัม พร้อมทำพิธีรับขวัญช้างและไหว้ครูหมอตามความเชื่อที่ว่าช้างเป็นสัตว์นำโชค ผู้ใดเลี้ยงไว้ก็จะต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการเลี้ยงดูอย่างดี เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล เสริมบุญบารมี และโชคลาภ

เนื่องจากช้างก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ จนสามารถเลี้ยงดูครอบครัวของคนเลี้ยงช้างให้มีกินมีใช้มาจนถึงทุกวันนี้ และเชื่อว่าจะทำให้ช้างไม่ดุร้าย ว่านอนสอนง่าย และไม่เกิดปัญหาการทำร้ายผู้คน ซึ่งนายเหมฯ เลี้ยงช้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 จำนวน 9 เชือก จนปัจจุบันมีช้างทั้งหมด 20 เชือกและไม่เคยเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้น จึงทำให้มีการสืบทอดประเพณีทำขวัญช้างและเลี้ยงช้างสืบต่อมาเป็นปีที่ 21 แล้ว

ซึ่งในพิธีรับขวัญช้างจะมีครูหมอเจิมหน้าผากช้างประพรมน้ำมนต์และเลี้ยงอาหารช้าง ท่ามกลางชาวบ้านกว่า 500 คนที่มาร่วมพิธี ซึ่งช้างทั้ง 20 เชือกมีมูลค่ารวมกันกว่า 40,000,000 บาท โดยส่วนใหญ่ใช้ทำงานด้านการท่องเที่ยวและมีบางส่วนยังใช้ลากไม้ยางพารา และเจ้าของช้างไม่เคยขายช้างให้กับใคร เพราะอยากให้ลูกหลานมาสืบทอดกิจการและด้วยความชอบความผูกพันที่มีต่อกันมานาน ทำให้ช้างทุกเชือกอ้วนท้วนสมบูรณ์และเชื่องมาก โดยมีช้างเพศผู้จำนวน 8 เชือกส่วนอีก 13 เชือกเป็นช้างเพศเมีย

ด้านนายเหม เหมรัตน์ อายุ 88 ปี เจ้าของช้าง กล่าวว่า การทำขวัญช้างและเลี้ยงอาหารช้าง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือน 6 หรือเดือน 9 ข้างขึ้น เพราะเชื่อว่าจะทำให้เสริมความเป็นสิริมงคล ทำมาหากินคล่องและช้างไม่ดุร้าย ไม่ก่อปัญหาใด ๆ และไม่เคยขายช้างของตนแต่ได้ให้ลูกหลานดูแลต่อ เพราะเป็นความชอบส่วนตน