รอง ผบ.ตร. ประชุมเร่งรัดคดี กรณีอดีตนักร้องอ้าง! ถูกนายทหารยศ “พลตรี” ข่มขืน

รองผบ.ตร. ประชุมเร่งรัดคดี กรณีอดีตนักร้องดัง อ้างว่าถูกนายทหาร ยศ พล.ต.ข่มขืนนานกว่า 1 ปี และข่มขู่ห้ามไม่ให้บอกใคร

ที่ สน.หัวหมาก เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่12 เมษายน พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ด้านกฎหมายและคดี ในฐานะโฆษก ตร. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ ผกก.สน.หัวหมาก ประชุมชุดพนักงานสอบสอบ เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีนางสาวนัท (นามสมมุติ) อดีตนักร้องดัง อายุ 55 ปี ร้องขอความเป็นธรรม อ้างว่าถูกนายทหาร ยศ พล.ต.ข่มขืนนานกว่า 1 ปี และข่มขู่ห้ามไม่ให้บอกใคร โดยพนักงานสอบสวนใช้เวลาประชุมนานกว่า 30 นาที

พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นชุดคณะทำงาน 5 นาย มีพนักงานสอบสวนหญิงรวมอยู่ด้วย ให้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในหลายประเด็น แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เกรงว่าจะกระทบสำนวนคดี

รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับคำให้การของผู้เสียหาย ส่วนจะมีการออกหมายเรียกพล.ต. ที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่นั้น ย้ำว่าต้องรอรวบรวมพยานหลักฐานให้มีน้ำหนัก ชัดเจนเสียก่อน ยืนยันจะดำเนินการให้เร็วที่สุด และให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ตาม หากสืบสวนแล้วพบว่าข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามที่ผู้ร้องกล่าวหา ก็ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเองเองด้วย และจะมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ

รองผบ.ตร. กล่าวอีกว่า สำหรับการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ล่วงเลยมานานทำให้เป็นอุปสรรคหรือไม่นั้น เรื่องนี้ตำรวจได้สั่งให้ผู้เสียหายไปตรวจร่องรอยการถูกกระทำชำเราตั้งแต่หลังรับแจ้งความแล้ว แต่ผู้เสียหายยังไม่ดำเนินการ พนักงานสอบสวนก็ไม่ทราบเหตุผลของผู้เสียหาย โดยวันนี้พนักงานสอบสวนจะเข้าไปสอบปากคำผู้เสียหายที่บ้าน พร้อมทั้งตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย

คสช. เผยตัวเลข เมาไม่ขับ จับยึดรถ วันแรกยึดรถกว่าพันคน

รองโฆษก คสช. เปิดเผยตัวเลขหลังดำเนินการ ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ วันแรก พบมีรถถูกยึดแล้วกว่า 1,000 คน

วันนี้ (12 เม.ย. 2561)  พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการ ‘ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ’ ของ คสช. ที่ประกาศออกมาบังคับใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

โดยวันแรก (11 เม.ย. 2561)  เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาทด้วยการดื่มแล้วขับ 3,339 ราย แยกเป็น ในส่วนรถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 1,864 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถไว้ 105 คัน ยึดใบขับขี่ 356 ใบ และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 1,457 คน

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง

พันเอก หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ส่วนรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 1,475 ครั้ง ยึดรถยนต์ 41 คัน เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบขับขี่ไว้ 82 ใบ ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 1,259 คน

จากการประเมินสภาพการจราจรวันแรกของการเดินทางช่วงสงกรานต์นี้ พบว่าประชาชนใช้เส้นทางได้อย่างคล่องตัว ความคับคั่งของยานพาหนะมีเป็นช่วงๆ ในพื้นที่ผ่านชุมชนเมืองใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามแก้ปัญหาการจราจรที่ชะลอตัวหรือหยุดนิ่งเป็นเวลานานอย่างเต็มที่

เพื่อให้การจราจรเลื่อนไหลไปได้อย่างเหมาะสมและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ใช้เส้นทางได้ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อให้การเดินทางมีความราบรื่นมากที่สุด

บขส. เตือน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ หลอกขายตั๋วโดยสาร

บขส. เตือน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ หลอกขายตั๋วโดยสาร หากพบความผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต) เตือนผู้โดยสารซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องจำหน่ายตั๋วเท่านั้น อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพที่มาหลอกขายตั๋ว และหากพบความผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที สำหรับกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า รถโดยสารไม่ยอมไปส่งที่อำเภอแม่สอด แต่กลับมาส่งในตัวเมืองตาก แล้วให้ผู้โดยสารซื้อตั๋วต่อรถเสริมเข้าอำเภอแม่สอดในราคาที่แพงนั้น

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบพบว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถร่วมบริการ บขส. ซึ่งจะให้บริการสิ้นสุดที่จังหวัดตาก เพราะผู้ขับขี่ไม่ชำนาญเส้นทางไปอำเภอแม่สอด ไม่ใช่การทิ้งผู้โดยสารไว้กลางทางตามที่มีการระบุ  แต่น่าจะเกิดจากผู้โดยสารเข้าใจผิดว่ารถจะไปถึงอำเภอแม่สอดมากกว่า ทั้งนี้หากเกิดกรณีทิ้งผู้โดยสารไว้กลางทางจริง จะมีการดำเนินการปรับสูงสุด 5 หมื่นบาท กับทั้งคนขับ ผู้ประกอบการ และ บขส.

ขณะเดียวกันทางผู้สื่อข่าว MONO 29 ได้เข้าไปสอบถามคนขับรถโดยสารเส้นทางกรุงเทพ – พิษณุโลก ถึงวิธีการเตรียมตัวในการขับรถระยะทางไกล เพราะต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในการถึงปลายทาง ซึ่งนายสุเทพ ประดิษฐ์ คนขับรถของบริษัทวินทัวร์ บอกว่าต้องมีการตรวจสภาพรถให้พร้อมใช้ และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ จะได้ไม่เกิดอาการง่วงระหว่างขับรถ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคน