ระทึก! ชายวัย 51 เมาแล้วขับ ชนรถ 8 คันรวด ก่อนชนเสาไฟฟ้าขาด

ระทึก! ชายวัย 51 เมาแล้วขับ ชนรถ 8 คันรวด ก่อนชนเสาไฟฟ้าขาด 

วานนี้(6 เม.ย.) เวลา 20.00 น. ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ร.ต.อ.ชิตพงษ์ ช่างประดิบฐ์ ร้อยเวร สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนรถยนต์จำนวนหลายคันและหลบหนี จนขับชนเสาไฟฟ้าขาด ที่ภายในซอยรัตนาธิเบศร์ 3 ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจและชุดสืบสวน เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นถนนสองช่องจราจร รถวิ่งสวนกัน พบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน 4กถ9247 กทม.ด้านหน้าชนอัดกับเสาไฟฟ้า จนเสาขาดเป็นสองท่อน ทราบชื่อผู้ขับขี่คือ นายธนาคาร ม่วงศิริ อายุ 51 ปี ( ขอเบลอหน้า ) อยู่บ้านเลขที่ 124/974 หมู่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี สภาพพูดจาไม่รู้เรื่องและเดินโซเซ โดยมีผู้เสียหายเป็นรถยนต์ที่ถูกรถของนายธนาคารชน ขับรถตามมาที่ที่เกิดเหตุอีก 4 ราย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายธนาคาร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อสอบสวน

จากการสอบสวนผู้เสียทราบว่า รถยนต์ของนายธนาคาร ผู้ต้องหา ได้ขับมาจากบางแค เมื่อมาถึงถนนกาญจนาภิเษก ใกล้กับสมาคมชาวปักษ์ใต้ ได้ชับชนท้ายคันที่ 1.รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ชษ6473 กทม. ผู้ขับขี่คือ นายสมชาย เชียรเหรียญ อายุ 38 ปี พนักงานบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง สภาพรถถูกชนท้ายยุบ และผู้ต้องหาได้ขับหลบหนีมาตามถนนกาญจนาภิเษก จนถึงช่วงสะพานต่างระดับบางคูเวียง ได้ขับชนกับรถยนต์คันที่ 2. เป็นรถกระบะยี่ห้อโตโยต้ รุ่นวีโก สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ผค1806 นครปฐม ผู้ขับขี่คือนายเทวา โชคคุณ อายุ 40 ปี จนท้ายรถยุบ ไฟท้ายแตก ผู้เสียหายเรียกให้รถของผู้ต้องหาหยุดรถแต่กลับขับหลบหนีมาตามถนนรัตนาธิเบศร์ เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่ 3 และ 4 คือรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส และรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ รุ่นไททัน ไม่ทราบสีและหมายเลขทะเบียน บริเวณเชิงสะพานพระนั่งเกล้า

โดยผู้ต้องหาได้ขับต่อขึ้นสะพานพระนั่งเกล้ามุ่งหน้าแยกแครายและเฉี่ยวชนกับรถจยย.อีก 2 คันไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียน เมื่อผู้ต้องหากลับรถที่บริเวณแยกแครายผ่านหน้า สภ.รัตนาธิเบศร์ และได้ชนกับรถยนต์คันที่ 5 คือรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีขาว ทะเบียน ฌห8822 กทม. ผู้ขับขี่คือ น.ส.พลอยนภัส ศิวบวรฉัตร อายุ 42 ปี จนด้านข้างขาวยุบตลอกคัน ท้ายยุบ ผู้ต้องหาได้ขับรถหลบหนีเข้าซอยรัตนาธิเบศร์ 3 ชนกับรถยนต์ที่ 6 ที่ขับสวนทางมาคือรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า รุ่น3 ทะเบียน 3กษ1644 กทม. ผู้ขับขี่คือนายเคียงชน อำนวยสิทธิ์ อายุ 32 ปี สภาพประตูด้านขวายุบทั้งสองบาน สุดท้ายผู้ต้องหาได้เสียหลักขับชนเสาไฟฟ้า ขนาดความสูง 8.50 เมตร จนเสาไฟฟ้าขาดสองท่อน ไฟฟ้าบ้านเรือนประชาชนดับจำนวน 2 หลัง ทำให้รถของผู้ต้องหาไปต่อไม่ได้ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับในที่สุด โดยตลอดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการประสานเพื่อสกัดจับรถยนต์ของผู้ต้องหาตลอดทาง

จากการสอบถาม นายสมชาย เชียรเหรียญ อายุ 38 ปี พนักงานบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง เจ้าของกล้องหน้ารถที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ ตั้งแต่เวลา 17.30 น.หลังจากรถของตนถูก รถของผู้ต้องหาชนท้ายและขับหลบหนี โดยในภาพเป็นรถยนต์ของผู้ต้องหาที่ขับเบี่ยงซ้าย และเบี่ยงขวา จนไปชนรถยนต์ทั้งหมดจำนวน 6 คัน และรถจยย.อีก 2 คัน ซึ่งรถยนต์ 2 คันและรถจยย.2 คันไม่ได้เดินทางเข้าแจ้งความ จึงอยากฝากเตือนผู้ที่ใช้รถใช้ถนนถ้าง่วงนอนหรือมีอาการมึนเมา อย่าชับรถเพราะจะเกิดอันตรายกับตนเองและผู้อื่น อาจบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย อย่างเหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นมีผู้ได้รับความเสียหายจำนวนหลายคัน

ทั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบตุมตัว นายธนาคาร ม่วงศิริ อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาเข้าสอบปากคำ แต่ไม่สามารถสอบปากคำได้เนื่องจากมีอาการมึนเมา จึงได้ให้เป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่ไม่สามารถวัดได้เนื่องจากผู้ต้องหาเป่าไม่ได้ สำหรับเสาไฟฟ้าที่ขาดเสียหาย นายกิตติพันธ์ สันหนองเมือง ช่างเทคนิคสายอากาศ 5 การไฟฟ้านครหลวง เขตนนทบุรี ได้เดินทางเข้าแจ้งความและประเมินค่าเสียหายประมาณ 20,000 บาท พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่เข้าซ่อมแซมเสาไฟฟ้าที่ขาดทันที จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ขับรถในขณะเมาสุราและขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย​

อุตุฯ เตือนระวังพายุฤดูร้อน ทั่วไทยมีฝนฟ้าคะนอง

กรมอุตุเตือน ฉบับที่ 16 เรื่องพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน บริเวณภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก และ กทม.ฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรงมีลูกเห็บบางพื้นที่

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 7 เมษายน 2561)” ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 07 เมษายน 2561

บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในภาคเหนือและภาคกลาง ระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า ลูกเห็บตก และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง และน้ำป่าไหลหลาก สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย
โดยจะมีผลกระทบตามพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

วันที่ 7 เมษายน 2561

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคใต้ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศไทยตอนบนแล้ว ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 7-9 เมษายน 2561 ลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2561 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2561 เวลา 11.00 น.

เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ชี้แจงจุดยืนก่อนร่วมเวทีเจรจา

เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ร่อนจดหมายเปิดผนึก ชี้แจงจุดยืนก่อนร่วมเวทีเจรจาหาข้อยุติบ้านพักตุลาการ 9 เม.ย.นี้ ย้ำต้องรื้อบ้านตุลาการที่สร้างในพื้นที่ป่าเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ความคืบหน้าการคัดค้านและเรียกร้องให้มีการรื้อบ้านพักตุลาการของศาลอุธรณ์ภาค 5 ที่สร้างในพื้นที่ราชพัสดุเชิงดอยสุเทพ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาให้สัมภาษณ์ ว่า จะให้ยุติการก่อสร้างไปก่อน และให้แต่ละฝ่ายประชุมหารือร่วมกันในวันที่ 9 เมษายนนี้ เวลา 09.30 น. ณ มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่

ล่าสุดช่วงค่ำวันนี้ ( 6 เมษายน) กลุ่มเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ได้ออกจดหมายเปิดผนึก ถึง ประธานศาลฎีกา และ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ส่งไปยังสื่อมวลชนหลายสำนัก รวมทั้งเผยแพร่ตามสื่อสังคมออนไลน์ เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ได้ชี้แจงแนวทางในการเจรจาร่วมกับตัวแทนศาล ทหาร และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องว่า จะเจรจาอย่างสุภาพ ปราศจากวาจาก้าวร้าวหรือส่อเสียด มุ่งหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งเป็นแนวทางที่เรายึดถือมาแต่ต้น

ขณะเดียวกันในจดหมายเปิดผนึกยังได้นำเสนอแนวทางและชุดข้อเสนอ เพื่อหาทางแก้ปัญหาการคัดค้านอย่างสันติ และเป็นไปอย่างถูกต้องกฎหมายรวม 6 ข้อ คือ

1.ภาคประชาชนจะขอคืนพื้นที่โครงการบ้านพักและแฟลตราชการเพียงบางส่วนที่มีผลกระทบต่อนิเวศน์อย่างชัดเจนในพื้นที่ส่วนบนที่สร้างบนพื้นที่ป่าเดิม ซึ่งพื้นที่ขอคืนดังกล่าวไม่รวมกับพื้นที่ของอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และแฟลตที่พักส่วนล่างจำนวนหนึ่ง หาได้ต้องการหมดทั้งแปลงแต่อย่างใด

2.เหตุผลที่ต้องขอคืนพื้นที่ส่วนบนดังกล่าว ได้จัดเตรียมข้อมูลนำเสนอผ่านโปรแกรมพาวเวอร์พอยท์และแผ่นป้าย เพื่อนำเสนอต่อตัวแทนสำนักงานเลขาธิการศาลยุติธรรมที่มาร่วมประชุมหารือได้รับทราบ โดยสังเขปก็คือ พื้นที่ซึ่งเป็นป่าส่วนบนนั้น เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน เป็นป่าเขตกันชนรอยต่ออุทยานแห่งชาติ โครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ ได้ก่อสร้างล้ำขึ้นจากแนวการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานอื่นๆ อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาอัคคีภัย อุทกภัยโคลนถล่มตามฤดูกาล และที่สำคัญก็คือ การบุกเบิกใช้พื้นที่บริเวณนั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มของการขยายพื้นที่ใช้ประโยชน์เขตราชพัสดุส่วนที่เป็นป่าดอยสุเทพลุกลามตามมา

3.ตัวแทนประชาชนรับทราบความกังวลในแง่ข้อกฎหมาย และการใช้งบประมาณของรัฐที่ดำเนินไปแล้ว ภาคประชาชนรับทราบและเข้าใจเงื่อนไขข้อกฎหมายที่ผูกพัน ดังนั้นจึงเสนอให้ใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยให้มีการก่อสร้างส่งมอบงานตามสัญญาให้แล้วเสร็จ เพื่อมิให้เกิดการฟ้องร้องค่าเสียหายตามมา ในระหว่างนั้น ศาลยุติธรรมจัดเตรียมรังวัดคืนพื้นที่บางส่วนกลับมาเป็นที่ราชพัสดุ เพราะได้พิจารณาผลกระทบและสภาพปัญหาในมิติต่างๆ

การแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งกลับเป็นที่ราชพัสดุจะนำมาซึ่งการแก้ปัญหา และเป็นทางออกที่สวยงามร่วมกันระหว่างราษฎร์-รัฐ นั่นเพราะศาลยุติธรรมในยุคสมัยใหม่เล็งเห็นว่าสาธารณประโยชน์และคุณค่าด้านจิตวิญญาณของประชาชนมีความสำคัญเหนือกว่าประโยชน์ขององค์กร จึงได้ส่งมอบคืนพื้นที่นั้น

4.ภาคประชาชนเสนอต่อตัวแทนฝ่ายทหาร เสนอแนวทางฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศร่วมกัน ระหว่างราษฎร์-รัฐ นี่จะเป็นโอกาสอันดีที่จะเป็นช่องทางปลุกสำนึกและพลังความร่วมมือของพลังประชารัฐทุกภาคส่วน ทั้งนี้ภาคีความร่วมมือพลังประชารัฐดังกล่าว จะมีสำนักงานศาลยุติธรรมจะเป็นแกนและองค์ประกอบสำคัญ ร่วมกับประชาชนในการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

5.แนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ซึ่งฝ่ายประชาชนต้องการ ไม่ใช่การดำรงสิ่งปลูกสร้างไว้ ให้กับหน่วยงานอื่น หรือวัตถุประสงค์อื่นซึ่งต้องใช้งบประมาณแผ่นดินอีกจำนวนมาก ภาคประชาชนได้เรียนแจ้งต่อผู้แทนหน่วยทหารว่าต้องการจะรื้อสิ่งปลูกสร้างลงมาเพื่อจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสภาพป่าตามหลักวิชาการต่อไป

6.ภาคประชาชนตระหนักดีว่าศาลยุติธรรมได้ดำเนินโครงการนี้มาเป็นลำดับ แต่ขอให้ศาลยุติธรรมได้โปรดเข้าใจว่าปัญหานี้ไม่สามารถมองจากแง่มุมทางกฎหมาย หรือสิ่งแวดล้อมเพียงมิติเดียว หรือสองมิติ การที่หน่วยงานในอดีตได้เลือกใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม ยังมีผลต่อความรู้สึก ความศรัทธา ความกังวล และความไม่เชื่อมั่นต่อสถาบันของรัฐ ทั้งจะเป็นชนวนก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นมิตรกับประชาชนชาวพื้นถิ่น สะสมยาวนานต่อไปอีก ภาคประชาชนขอนำเรียนว่าจะยังยืนยัน และไม่ย่อท้อที่จะเรียกร้องขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพกลับมาเป็นมิ่งขวัญของชาวเชียงใหม่โดยรวมต่อไป จนกว่าการแก้ปัญหาจะแล้วเสร็จ ขอท่านได้โปรดเข้าใจเจตนาอันบริสุทธิ์ของภาคประชาชนด้วย