ฟ้าคนสนิทครูปรีชา สัมภาษณ์สื่อครั้งสุดท้าย ท้อถูกหักหลัง ลั่นไม่ยุ่งคดีหวย 30 ล้าน

เปิดใจฟ้าคนสนิทครูปรีชา สัมภาษณ์สื่อครั้งสุดท้าย ท้อถูกหักหลัง ลั่นไม่ยุ่งคดีหวย 30 ล้าน

วันนี้(4 เม.ย. 61) เวลา 14.00 น. ที่ภายในตรอกรัตนาธิเบศร์ 1/1 ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี น.ส.กนกพรรณ หรือฟ้า หมวกไสว ได้เดินทางให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเป็นครั้งสุดท้ายและหลังจากนี้จะเข้าปฎิบัติธรรม

น.ส.ฟ้า เปิดเผยว่า ตนรู้ว่าสิ่งที่ตนทำไปนั้นไม่ควรอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือเพื่อนฝูงของตนนั้นแตกกันหมดตนจึงไม่เหลือใคร ตนรู้สึกกลัวและใจอยากจะกลับไปหาลูกแต่พอข่าวมันจะเงียบกลับกลายเป็นถูกลากไปเป็นข่าว ตนคิดว่าที่เขากลับมาทำร้ายและโจมตี น่าจะเพราะผลประโยชน์และความเห็นแก่ตัว เขาน่าจะอยากได้ผลประโยชน์จากครู เขามาหาพี่ครั้งแรกเขาไม่เชื่อว่าหวยเป็นของฝั่งนั้น ตอนแรกบอกไม่ใช่ของครูและมาเปลี่ยนบอกว่าไม่ใช่ของฝั่งนั้น

ตอนหลังมาบอกว่าเป็นของเจ้บ้าบิ่น แต่ตนเองนั้นบอกว่าขอถอยเพราะตนมีปัญหาส่วนตัว ในคดีหวย 30 ล้านตนจะไม่ยุ่งกับใครเลยตอนนี้ แต่คนคนนี้เก็บไว้ในสังคมไม่ได้ ทำให้หน่วยงานเสียหาย หักหลังทุกคนไม่จริงใจกับใคร และทิ้งงานอย่าให้คนคนนี้อยู่ในสังคมเลยอย่าให้มาใช้หน่วยงานเป็นเครื่องมือ ตอนนี้เขาไม่ได้อยากให้พี่ถอย แต่มันเหมือนเรื่องผลประโยชน์ เขาบอกว่าเขาจะเป็นพยานถ้าเรื่องขึ้นสู่ศาลแพ่ง แสดงว่าเขากลัวเรื่องจะขึ้นศาลอันนี้เป็นความเห็นของพี่ อย่าอ้างหน่วยงานและอย่าอ้างผู้ใหญ่ให้เกิดความเสียหายเลย เขาพูดทุกอย่างให้พี่เกลียดตำรวจ

โดยการนัดเจอกันคุยกันและพูดว่าตำรวจให้ตนฟัง ตอนนี้ตนว่าตนไม่ไหวแล้วอยากกลับไปหาลูก อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติ ตนเหนื่อยมากและได้คุยกับลูกน้อยมาก จะให้ข่าวอีกแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ตอนนี้ตนโดนทำร้ายเพราะผลประโยชน์ ตนอยากจะบอกว่าเขาไม่ใช่ฮีโร่ เขาอิจฉาทุกคนที่ไปนั่งในรายการ เขาจะไม่ชอบบุคคลที่อยู่ในกระแส ตอนแรกเขามาติดต่อตนเอาข่าวมาขาย ตนจะเปลี่ยนเบอร์โทรใช้ชีวิตปกติจะไม่ให้ข่าวแล้ว ตนเหนื่อยมาก 2-3 เดือนเป็น กระแสตนต้องออกมาตอบตลอดเวลา ตนไม่ได้อยากดังตนไม่ได้อยากอยู่อย่างนี้ ไม่ไหวแล้ว ตนคิดว่าตนทำไปเพราะความบริสุทธิ์ใจเรื่องคดีหวย 30 ล้าน ตนไม่ยุ่งแล้วไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ

ตอนนี้ตนไว้ใจใครไม่ได้เลย ตนต้องขอโทษทุกคนด้วย ตนตั้งใจจะไปขอขมา ดร.สุกิจ ท่านฐิติราษฎร์ เพราะตนรับข่าวไม่ดีมา ตนถูกใช้เป็นเครื่องมือ มีการอ้างหลายอ้างที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ตนไม่เจอใคร ตอนแรกตนมาด้วยความสงสาร ตนไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของใคร ตนดูข่าวที่ออกมีแต่ข่าวเสียๆเหมือนตนถูกแทง มันไม่ใช่ละคร ตนอยากหยุดเสียทีเพราะตนท้อ ตนไม่อยากให้คนโกหกยืนในสังคม ตนไม่เคยรับเงินใคร ชมรมนี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อตนก็แล้วแต่ ตนตั้งใจจะไปบวช ตอนนี้ตนเหมือนศูนย์หันไปทางไหนก็ไม่ได้ ตนกลัวลูกไม่รับโทรศัพท์ เวลาโทรไปลูกจะถามว่า มีอะไร โทรมาทำไม ไม่คิดถึงแม่ ลูกของตนถูกเพื่อนล้อว่าที่แม่เป็นข่าวตลอดเวลา ตอนนี้ตนตัวคนเดียวจริงๆ หลังจากนี้ตนจะหยุดให้สัมภาษณ์สื่อ ส่วนเรื่องคดีความตนก็จะทำต่อ ตอนนี้ตนเคว้งคว้างว่างเปล่า ตอนนี้ตนติดใจอยู่คนเดียวคืออัจฉริยะ

อยากฝากว่าการตัดสินใครสักคนควรจะศึกษาเขาก่อน เรื่องคดีหวยตนจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว ตนอยากกลับไปเป็นคนเดิมให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ตนถูกหักหลัง อย่างเรื่องนายอัจฉริยะ ที่เคยติดต่อตนมาและจะให้ผลประโยชน์ตน โดยให้ตนและเขารู้กันโดยการเป็นข่าว มาหักหลังตนและมีการไปรับเงินจากเมืองนอกมาและมาทำร้ายตน ตนไว้ใจใครไม่ได้เลย

สุดทน! ชาวบ้านขึ้นป้ายประจานตร. หลังขโมยขึ้นบ้าน 6 ครั้ง แต่จับไม่ได้สักครั้ง

ชาวบ้านสุดทน! ขึ้นป้ายประจานการทำงานตำรวจ หลังคนร้ายลักทรัพย์ 6 ครั้ง จับไม่ได้สักครั้ง

วันนี้ (4 เม.ย. 61) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีประชาชนขึ้นป้ายไวนิลประจานการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากถูกคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์ภายในบ้านถึง 6 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับคนร้ายได้เลย และอยากให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ช่วยโทรแจ้งเจ้าของบ้าน

ทั้งนี้ ในที่เกิดเหตุบริเวณหน้าบ้านพบเจ้าของบ้านขึ้นป้ายไวนิลมีข้อความว่า “ช่วยด้วย บ้านนี้โดนขโมยงัด 6 ครั้งแล้ว ปลายปี 56 โดน 2 ครั้ง ล่าสุดโดนงัด 25 พ.ย. คดียังไม่ไปไหน 15 มีนาคม โดนอีก ล่าสุดเสื้อ กางเกงใน ชุดชั้นใน ชุดนักเรียน มันก็เอา (สุดทนแล้ว) จะโดยช่วงเวลา 10.00 น. – 11.00 น. ขอความกรุณาถ้าใครเห็นติดต่อเบอร์ 081-6876530 กูไม่ล๊อคบ้านแล้วเสียดายประตูหน้าต่าง”

ข้างกันพบ นางจงกล ม่วงพรหม อายุ 48 ปี เจ้าของบ้าน ยืนรอพบผู้สื่อข่าวพร้อมด้วยภาพถ่ายหลักฐานที่เป็นเสื้อผ้าที่ถูกคนร้ายขโมยไปซึ่งตนเองไปพบที่ป่าหญ้าหลังบ้านผู้ต้องสงสัย

โดย นางจงกล  ม่วงพรหม ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนเองทำงานรับจ้างทั่วไปพักอาศัยอยู่กับลูกสาว 2 คน ตนและลูกสาวจะออกจากบ้านเวลาประมาณ 11.00 น. กว่าจะกลับบ้านก็เย็น 6 ครั้งแล้ว ที่ถูกคนร้ายลักทรัพย์สินภายในบ้าน โดยครั้งที่ 1-2 เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2553 คนร้ายได้ออมสินและพระเครื่องไป ครั้งที่ 3 ปลายปี 2556 คนร้ายได้อะไหล่รถจักรยานยนต์ไป ครั้งที่ 4 ปี 2556 คนร้ายได้ทีวีจอแบน 32 นิ้ว พระเครื่อง รวมมูลค่ากว่า 20,000 บาท ครั้งที่ 5 วันที่ 25 พ.ย. 2560 คนร้ายได้ทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 3 บาท พระเลี่ยมทอง มูลค่ารวม 170,000 บาท และครั้งที่ 6 วันที่ 15 มีนาคม 2561 คนร้ายได้ชุดชั้นในของตนเองและลูกสาวไป

ทุกครั้งตนเองได้ไปแจ้งความไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองห้า แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า นอกจากนี้แล้วตนเองต้องไปขอร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาเก็บลายนิ้วมือแฝงของคนร้ายจากกล่องทองคำที่คนร้ายทำตกไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐาน รวมทั้งกล้องวงจรปิดของอบต. เพื่อหาเบาะแสของคนร้าย แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จนตนเองต้องไปขอกล้องวงจรปิดที่อบต.คลองห้า เองจนพบว่ามีรถจยย.ต้องสงสัยที่คาดว่า เป็นผู้ก่อเหตุลักทรัพย์บ้านตนเองขับจยย.ผ่านกล้องวงจรปิดหน้าบ้านไปพร้อมด้วยถุงผ้าที่คาดว่าเป็นชุดั้นในของตนเอง

รวมทั้งตนเองพร้อมญาติได้ไปเดินตรวจสอบในป่าหญ้าที่บ้านผู้ต้องสงสัยจึงพบเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่ผู้ต้องหาลักไป และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบร่วม แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือตนเองจึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานและนำของกลางไปให้พนักงานสอบสวนเพื่อจับกุมตัวผู้ก่อเหตุแต่เรื่องเงียบไป ตนเองจึงได้ทำป้ายไวนิลมาติดหน้าบ้าน ประจานการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและให้ประชาชนที่ผ่านไปมา ช่วยสอดส่องดูแลหากพบความผิดปกติที่บ้านตนเอง สามารถโทรแจ้งได้เลยเพราะมีเบอร์โทรศัพท์ติดไว้ด้วย

ด้าน พ.ต.อ.ทูน เดชคุณมาก ผกก.สภ.คลองห้า เปิดเผยว่า ตนเองเพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ หลังทราบเรื่องตนเองพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุและพูดคุยกับผู้เสียหาย เพื่อหาเบาะแสของคนร้ายและให้ฝ่ายสืบสวนเร่งติดตามจับกุมตัวของคนร้ายมาดำเนินคดีทางกฏหมายให้เร็วที่สุด