ชีวิตต้องสู้! เด็กชาย ป.2 จูงมือพ่อตาบอด ร้องเพลงหาเงินเลี้ยงครอบครัว

ชีวิตต้องสู้! เด็กชาย ป.2 จากปัตตานี จูงมือพ่อที่ประสบอุบัติเหตุจนตาบอดมากว่า 20 ปี ร้องเพลงหาเงินเลี้ยงครอบครัว

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านนางฟ้ากุ้งกะทะ ริมถนนกะโรม ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้มีเด็กชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 8 – 9 ขวบ นุ่งกางเกงกีฬาสีดำ สวมเสื้อยืดคอกลมสีแดงเลือดนก เดินจูงชายวัยกลางคนตาบอดเข้ามาในร้าน โดยมีลำโพงสำเร็จรูปและกล่องเหล็กขอรับบริจาคเงินแขวนคอชายตาบอดอยู่ด้วย

จากนั้นชายตาบอดได้เปิดดนตรีเพลงลูกทุ่งก่อนจะร้องเพลงผ่านไมโครโฟนด้วยน้ำเสียงไพเราะ ท่ามกลางความสนใจของแขกจำนวนมากที่นั่งรับประทานหมูกระทะ โดยเด็กน้อยได้จูงมือชายตาบอดเดินไปตามโต๊ะต่างๆ เกือบทั่วร้าน เพื่อขอรับบริจาคเงิน ซึ่งแขกที่นั่งรับประทานอาหารจำนวนมากพากันควักเงินบริจาคใส่กล่องที่แขวนคอชายตาบอด  รวมทั้งส่งเงินให้เด็กน้อยรับไปใส่กล่องพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณผู้ใจบุญที่บริจาคเงินช่วยเหลืออย่างน่าเอ็นดู

ผู้สื่อข่าวจึงเจ้าไปสอบถามทราบชื่อชายตาบอดคอ คือ นายอาแว สาแม หรือ บังแว อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/22 หมู่ 2 ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ส่วนเด็กน้อยชื่อ ด.ช.จักรกฤษณ์ ดาราโชติ หรือ น้องอ้วน อายุ 9 ขวบ ลูกชายของนายอาแว ปัจจุบันเรียนหนังสือชั้น ป. 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งสองพ่อลูกจะเดินทางจาก จ.ปัตตานี มายัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อร้องเพลงขอรับบริจาคเงินจากผู้ใจบุญตามร้านอาหารในตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีรายได้คืนละประมาณ 300 – 500 บาท

นายอาแว กล่าวว่า ตนมีลูกรวม 8 คน น้องอ้วนเป็นลูกคนที่ 5 ครอบครัวของตนมีฐานะยากจน เดิมอยู่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ตนมีอาชีพขับรถกระบะบรรทุกไก่ กระทั้งปี 2539 หรือกว่า 20 ปี ตนขับรถประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส ประสาทตาขาดเป็นผู้พิการตาบอดสองข้าง หลังจากออกจากโรงพยาบาลตนไปฝึกอาชีพนวดแผนแผนไทย เพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว

แต่เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จึงย้ายครอบครัว มาอยู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขออาศัยอยู่บ้านพี่ชายและตนประกอบอาชีพนวดแผนโบราณ แต่ปัจจุบันลูกค้าน้อยและตนพอจะมีความสามารถร้องเพลงลูกทุ่ง  จึงซื้อลำโพงเครื่องเสียงครบวงจรขนาดเล็กหัดร้องเพลง

ก่อนจะไปขึ้นทะเบียนโครงการพัฒนาศักยภาพนักร้องและนักดนตรีตาบอดออกเร่ร้องเพลงเพื่อขอรับบริจาคเงินจากผู้ใจบุญอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แทนการประกอบอาชีพนวดแผนไทย โดยมีน้องอ้วน บุตรชายวัย 9 ขวบเป็นผู้เดินจูงนำทางตนไปตามเร่ร้องเพลงตามร้านอาหารต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามการร้องเพลงขอรับบริจาคเงินจากผู้ใจบุญตามแหล่งชุมชน ร้านอาหารในตอนกลางคืนจังหวัดปัตตานี มีความเสี่ยงกับอันตรายจากการก่อเหตุความไม่สงบ ตนและน้องอ้วนจึงไม่กล้าออกเร่ร้องเพลงตามร้านอาหารหรือแหล่งชุมชน จึงเดินทางมาเร่ร้องเพลงขอรับบริจาคเงินจากผู้ใจบุญตามแหล่งชุมชนและร้านอาหารในตัวเมืองนครศรีธรรมราช

โดยพักกับเพื่อนเก่าที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ถึงช่วงหัวค่ำก็ให้เพื่อนขับรถจักรยานยนต์มาส่งในตัวเมือง และมารับกลับช่วงกลางดึกของทุกวัน ตนจะเดินทางมาเดือนละ 2 -3 ครั้ง ๆ ละ 2 – 3 วัน แต่ช่วงนี้น้องอ้วน บุตรชาย ปิดเทอม จึงเดินจูงนำทางตนเร่ร้องเพลงในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งละ 7 วัน ก่อนจะนำเงินกลับไปเลี้ยงครอบครัวใน จ.ปัตตานี

นายอาแว กล่าวอีกว่า แม้ชีวิตจะลำบากยากเข็ญสักเพียงใด ตนก็ต้องสู้ชีวิตเพราะครอบครัวตน 10 ชีวิต ตนจะต้องเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ส่วนภรรยาก็ต้องคอยดูแลลูกๆ ที่ยังเล็กอีก 2 – 3 คน ตนเข้าใจดีว่าบางครั้งในการเดินเร่เข้าไปร้องเพลงในร้านอาหารเพื่อขอรับความเมตตาผู้ใจบุญ ซึ่งอาจจะสร้างความรำคาญให้กับเจ้าของร้านหรือแขกบางคน ตนและน้องอ้วนต้องกราบขอโทษนะครับ และตนจะพยายามรบกวนเวลาทางร้านและแขกให้น้อยที่สุด โปรดเห็นใจและเมตตาสงสารให้ตนและน้องอ้วนใช้พื้นที่หากินด้วยเถิดครับ

‘เนติวิทย์’ สวมนาฬิกา 5 เรือน เข้าผ่อนผันทหาร บอกยืมเพื่อนมา

‘เนติวิทย์’ สวมนาฬิกา 5 เรือน เข้าผ่อนผันทหาร บอกยืมเพื่อนมา 14 เรือน

เรียกว่าช่วงนี้เป็นช่วงของการเกณฑ์ทหาร ที่ชายที่มีสัญชาติไทยและไม่ได้เรียน รด. ต้องเข้ารับการจับใบดำใบแดง วัดดวงกันไป แต่หากใครใคร่อยากเป็นก็สามารถสมัครได้เลย หรือถ้าใครยังไม่พร้อมก็สามารถผ่อนผันกันได้

และนับว่าเป็นสีสันของทุกปีที่จะต้องมีดารา นักร้อง นักแสดง ที่ถึงเกณฑ์ต้องเข้ารายงานตัว แต่ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ขณะนี้ในโลกออนไลน์ คงเป็นคลิปของ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้เดินทางเข้าขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร ที่หน่วยคัดเลือกทหาร วัดราษฎร์​โพธิ์ทอง​ จ.สมุทรปราการ

แต่ที่สร้างเสียงฮือฮาเป็นที่พูดถึงคือ การสวมนาฬิกา 5 เรือน และบอกว่า ยืมเพื่อนมา ทั้งหมด 14 เรือน นี่คือ 5 เรือน เท่านั้น ซึ่งเป็นการล้อปมนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

นายกฯ ซัด ‘ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ’ ทำผิดกฎหมาย น่าละอายใจ

นายกรัฐมนตรี เผยไม่สนใจ ปม ‘ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ’ ออกมาเคลื่อนไหวที่ประเทศญี่ปุ่น  ยันรัฐบาลประสานตามช่องทางกฎหมายแล้ว

นายกรัฐมนตรี ไม่สนใจกรณีที่ นายทักษิณ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาเคลื่อนไหวที่ประเทศญี่ปุ่น ยืนยันรัฐบาลได้ประสานตามช่องทางกฎหมายแล้ว ชี้การเป็นการกระทำที่น่าละอาย เพราะทำผิดกฎหมาย
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่งานเปิดตัวหนังสือ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเหมือนเป็นการเย้ยรัฐบาล ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการเย้ยรัฐบาล เพราะได้ดำเนินการตามกฎหมายไปทั้งหมดแล้ว แต่กฎหมายไทยไม่สามารถบังคับในต่างประเทศได้

โดยที่ผ่านมาได้ประสานกับประเทศต่างๆ ไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการยืนยันหรือตอบกลับมา ส่วนการเคลื่อนไหวก็เป็นการเคลื่อนไหวส่วนตัวที่ประเทศปลายทางอนุญาตเป็นครั้งคราว ซึ่งเขาน่าจะละอายตนเองมากกว่า เพราะทำผิดกฎหมายแล้วยังเอาหน้าไปข้างนอกอีก

นายกรัฐมนตรี ยังออกมาเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ระมัดระวังคำพูด หลังออกมาวิจารณ์ว่า หากสมาชิกพรรคคนใดสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ไม่ต้องอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะตนไม่ได้หวังให้ใครมาสนับสนุน และคนที่สนับสนุนถือเป็นเรื่องส่วนตัว

ส่วนความคืบหน้ากรณีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.นั้น ขณะนี้ได้ประสานและหารือกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการส่งร่างนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมให้เกิดความเรียบร้อย ไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งสนช.ได้เสนอรายชื่อเข้าชื่อยื่นตีความมายังรัฐบาล และรัฐบาลก็ส่งกลับไปยังสนช.แล้ว เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะทุกฝ่ายไม่ต้องการให้เกิดปัญหาภายหลังการเลือกตั้งและเชื่อว่าจะไม่กระทบโรดแมป