‘ปวีณา’ รุดช่วยเด็กหญิงวัย 1ขวบ 6เดือน ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ปวีณา หงสกุล ลงพื้นที่รับทราบ ผลการตรวจที่โรงพยาบาลชลบุรี หลังพ่อแม่ร้องเรียน ลูกสาววัย 1 ขวบ 6 เดือน ถูกล่วงละเมิดทางเพศ พบถูกระทำจริง ตำรวจเตรียมจับมาดำเนินคดี

วันนี้ ( 23เม.ย.61) ที่โรงพยาบาลชลบุรี นางปวีณา หงสสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสสกุล เพื่อเด็กและสตรี พร้อมคณะ ได้เข้ารับฟังผลการตรวจเด็กหญิง บี (นามสมมุติ) อายุ 1 ขวบ 6 เดือน หลังจากถูกพ่อและแม่ของเด็ก ได้มีการร้องเรียนไปว่าลูกสาว ที่นำไปจ้างเพื่อนบ้านเลี้ยง ถูกละเมิดทางเพศจนอวัยวะเลือดออก ต้องนำไปรักษาตัวในโรงพยาบาลชลบุรี และได้มีการแจ้งความไว้แล้วที่สถานีตำรวจภูธรชลบุรี

โดยที่ความคืบหน้าในวันนี้ พบว่ามีการยืนยัน จากทางแพทย์มีบาดแผลอวัยวะเพศ เยื่อพรหมจารีฉีกขาด จากการถูกของแข็ง ที่ไม่มีคมเข้าไปเสียดสี สรุปคือการถูกข่มขืนด้านทางนายโรจน์ (นามสมมุติ) พ่อของเด็ก เล่าว่า ได้นำลูกสาวไปจ้างให้เพื่อนบ้านเลี้ยง ตอนออกไปทำงานจนถึงเย็น จนในวันที่ 26 มีนาคม 2561 คนที่เลี้ยงโทรศัพท์มาบอกว่าลูกสาวอาเจียนอย่างรุนแรง จึงได้รีบกลับมา เพื่อจะนำไปส่งโรงพยาบาลชลบุรี

แต่กลับพบที่อวัยวะเพศเลือดออก จนเลอะแพมเพิล เลยรีบนำส่งโรงพยาบาลชลบุรี และเข้าแจ้งความกับทางพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี เพื่อให้ติดตามจับผู้กระทำผิดมาลงโทษ พร้อมร้องเรียนกับทางมูลนิธิปวีณาหงสสกุล เพื่อเด็กและสตรี ซึ่งในตอนนี้ลูกมีอาการดีขึ้น แต่ยังอยู่ในอาการหวาดกลัว

ซึ่งในส่วนของทางพ.ต.อ.อตินันท์ นุชนารถ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี เผยว่า เบื้องต้นได้นำตัวนางภา อายุ 40 ปี ที่รับจ้างเลี้ยงเด็กมาสอบปากคำ เพื่อตามหาผู้กระทำความผิด ที่ในวันเกิดเหตุมีประมาณ 3-4 คน โดยคาดว่าจะสามารถจับได้ในเร็วๆนี้

สู่ร่มกาสาวพัสตร์! ‘สรยุทธ’ บวชเงียบ คนดังแห่ร่วมอนุโมทนา

สรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดัง เข้ารับการอุปสมบทอย่างเงียบๆ ที่วัดหนองกะทุ่ม จ.นครราชสีมา คนดังแห่ร่วมอนุโมทนาบุญเพียบ

วันนี้ 23 เม.ย. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดัง ได้เข้ารับการอุปสมบทอย่างเงียบๆ ที่วัดหนองกะทุ่ม ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีเพื่อนดารามาร่วมอนุโมทนากันอย่างคับคั่ง อาทิ พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ (ไบร์ท) ผู้ประกาศข่าวรายการเรื่องเล่าเช้านี้ , โก๊ะตี๋ , ตัน ภาสกรนที , ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ และ อุดม แต้พานิช รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนที่ทราบข่าวก็ต่างมาร่วมบุญกันจนแน่นวัด

ขอบคุณภาพจาก Ning Ilada

แม่ค้าตัดพ้อมาตรฐาน ‘ปลาร้า’ เอื้อโรงงานใหญ่กีดกันชาวบ้านทำขายเอง

แม่ค้าในตลาดภาษีซุงในตัวเมืองชัยนาท เผยการออกมาตรฐาน ‘ปลาร้า’ ส่อเสื้อประโยชน์ให้กับโรงงานใหญ่ ชี้เป็นการกีดกันชาวบ้านทำขายเอง

จากกระแสร้อนที่เกิดขึ้นในวงการอาหารไทยเมื่อมีการกำหนดมาตรฐาน ‘ปลาร้า’ ขึ้น โดยจะต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นคือปลาร้าใหม่ เนื้อปลาต้องสีชมพูอ่อน ส้มอ่อน เหลืองอ่อน น้ำตาลอ่อน ไม่มีพยาธิหรือสิ่งแปลกปลอม ห้ามใส่สีและวัตถุกันเสีย หนังปลาคงรูปไม่ฉีกขาดนั้น

ล่าสุดวันนี้ (23 เม.ย.) มีเสียงสะท้อนจากแม่ค้าปลาร้าจากตลาดภาษีซุงในตัวเมืองชัยนาท โดยเจ้าของร้านแม่ชม้อยกล่าวว่า มาตรฐานปลาร้าที่กำหนดออกมานั้น หลายๆข้อดูเหมือนจะบีบคั้นจนเกินไป และทำได้ยาก อย่างเช่นข้อที่ระบุว่า “หนังปลาคงรูปไม่ฉีกขาด” บอกได้เลยว่าทำได้ยาก เพราะ “ปลาร้าคือปลาที่ผ่านกระบวนการหมัก”

ซึ่งการที่หนังจะคงรูปสวยงาม 100 เปอร์เซ็นนั้น ทำได้ยากมากๆ ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วมาตรฐานที่กำหนดออกมานั้น จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับโรงงานใหญ่ที่มีเครื่องมือทันสมัยมากกว่า และเป็นการกีดกันปลาร้าที่ชาวบ้านหมักขายกันเอง เพราะจะทำตามมาตรฐานที่ว่าได้ยาก ทำให้ต่อไปชาวบ้านที่มีอาชีพทำปลาร้า ขายเป็นรายได้ภายในครัวเรือนคงจะลำบากเพราะอาจจะวางขายไม่ได้

ส่วนผลกระทบกับร้านขายปลาร้าในขณะนี้ยังไม่มีผลมากนัก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจ และคุ้นเคยกัยปลาร้าที่บริโภคกันอยู่ในปัจจุบันว่า บางครั้งอาจจะพบหนอน หรือหนังปลาเปื่อยยุ่ยบ้าง แต่ลูกค้าก็ยังให้ความมั่นใจที่จะซื้อไปรับประทาน โดยมองการกำหนดมาตรฐานปลาร้าว่าเป็นเรื่องน่าขบขัน

ลูกค้ารายหนึ่งกล่าวว่า ตนรับประทานทั้งปลาร้าดิบและปลาร้าสุดมาตั้งแต่เล็กๆ ภาพของปลาร้าที่มีหนอนไต่ หรือหนังเปื่อยยุ่ย หรือเนื้อปลาเป็นสีเทาจะเป็นที่ชินตา และจวบจนวันนี้ตนอายุกว่า 50 ปีแล้วก็ยังไม่เคยปรากฏว่าเจ็บป่วยเพราะการรับประทานปลาร้า ตอนนี้จึงรู้สึกเฉยๆกับการกำหนดมาตรฐานปลาร้า ถ้ากำหนกมาตรฐานเพื่อการส่งออกก็น่าจะส่งผลดี แต่ถ้ากำหนดเพื่อใช้กับตลาดภายในประเทศ หรือตลาดชุมชน หากปลาร้าไม่ได้มาตรฐานห้ามวางขายนั้นตนเองไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน

เนื่องจากเหมือนเป็นการจำกัดสิทธิ์ของชาวบ้าน และผู้ซื้อผู้บริโภคปลาร้า เพราะหากมีการกีดกันปลาร้าด้วยการยกมาตรฐานมาเป็นเกณฑ์การเข้าสู่ตลาด ก็เท่ากับตัดมือตัดเท้าชาวบ้านที่มีอาชีพหาปลาและทำปลาร้าขาย ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนรายใหญี่ที่มีเงินทำโรงงานซื้อเครื่องมือทันสมัยมาทุ่มตลาด และแน่นอนที่ราคาปลาร้าจะขยับสูงขึ้นเมื่อผู้ผลิตน้อยลงตามกลไกตลาด ผู้ที่ได้รับผลกระทบตามมาระรอกที่ 2 ก็คือตัวผู้บริโภคเองที่ต้องก้มหน้าทนซื้อปลาร้าแพงรับประทาน