เผยผลสรุป การเอาผิดทางกฎหมาย “เมจิก สกิน” แบบละเอียดยิบ!

อย. แจง ปฏิบัติหน้าที่เข้ม เอาผิดทางกฎหมายกับบริษัท เมจิก สกิน จำกัด มิให้หลอกลวงผู้บริโภค

อย. เผยผลสรุปการเอาผิดทางกฎหมายกับบริษัท เมจิก สกิน จำกัด โดยเจ้าหน้าที่ อย. ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. ปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งผลิตและจำหน่ายมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคถึงผลข้างเคียงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ฉลากระบุผลิตโดยบริษัท เมจิก สกิน จำกัด รวมทั้งการโฆษณาเกินจริงทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของบริษัทดังกล่าวที่ขายผ่านออนไลน์

จนมีการแถลงข่าวการบุกจับโรงงานผลิตและระงับโฆษณาไปแล้วเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 พร้อมทั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2561 จัดทำข่าวแจ้งผู้จำหน่ายหากขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด ถือว่าผิดกฎหมาย ย้ำ อย. ยึดมั่นในการทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค หากพบผลิตภัณฑ์ใดปฏิบัติไม่ถูกต้อง อย. พร้อมจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยถึงการดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท เมจิก สกิน จำกัด จากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ผลิตโดยบริษัทดังกล่าว พบว่าทั้งหมดผลิตที่บ้านเลขที่ 540/1 ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา โดยได้ยึดอายัดผลิตภัณฑ์บางส่วน เช่น Linda Drink , Chlorophyll Detox Fiber , Apple Slim , Shi-No-Bi- และ Treechada (Underarm Serum)

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารนั้น จากการตรวจสอบฐานข้อมูลของ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ไม่พบข้อมูลของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด และนางวรรณภา พวงสน เกี่ยวกับการขออนุญาตผลิตอาหาร นอกจากนี้ยังพบผลิตภัณฑ์อาหารอีก 3 รายการ ได้แก่ 1. SNOW Milk , 2. Fit Yoksod และ 3. Slim milk ผลิตโดยบริษัท เมจิก สกิน จำกัด หลังมีผู้ร้องเรียนไปสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ตรวจพบการกระทำที่ผิดกฎหมายคือ ผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับ ไม่เกิน 30,000 บาท , ผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารปลอม กรณีแสดงฉลากเพื่อลวง หรือพยายามลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดในลักษณะพิเศษว่า ได้รับเลขสารบบอาหาร ณ สถานที่ผลิตแห่งนี้แล้ว มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท

ทั้งนี้ อย. ได้ดำเนินการออกคำสั่งระงับการผลิต ณ บ้านเลขที่ดังกล่าว เพื่อมิให้มีการผลิตสินค้าที่หลอกลวงผู้บริโภคอีกต่อไป

ส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางภายใต้ผู้จดแจ้ง ชื่อ นางวรรณภา พวงสน ที่อยู่ 588/81 ต.โคกกรวด อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา จำนวน 227 รายการ ซึ่งจากการตรวจสอบสถานที่ผลิตตามที่ได้จดแจ้งไว้ พบว่าไม่มีสภาพการผลิตและไม่พบเครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมทั้งสารเคมีและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตเครื่องสำอางแต่อย่างใด

ดังนั้น เครื่องสำอาง 227 รายการ จึงเป็นเครื่องสำอางที่ผลิตไม่ตรงตามที่ได้ จดแจ้งไว้ นอกจากนี้ยังได้ตรวจพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางภายใต้ผู้จดแจ้งชื่อ บริษัท เมจิก สกิน จำกัด จำนวน 41 ราย ซึ่งจากคำให้การของกรรมการบริษัท เมจิก สกิน จำกัด ให้การรับสารภาพว่าไม่ได้ทำการผลิตเครื่องสำอาง ดังนั้น จึงถือได้ว่าเครื่องสำอางที่ตรวจพบผลิตจากสถานที่ที่ไม่ตรงตามที่ได้จดแจ้งไว้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผู้จดแจ้งทั้ง 2 แห่ง ได้กระทำผิดกฎหมาย ฐานผู้จดแจ้งผลิตเครื่องสำอางไม่ตรงตามที่ได้จดแจ้งไว้ มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

นอกจากนี้ อย. ยังได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง สั่งให้ระงับการกระทำฝ่าฝืน หรือแก้ไขปรับปรุงหรือปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยให้ระงับการผลิตและขายเครื่องสำอางทุกรายการที่จดแจ้งในนามของนางวรรณภา พวงสน ได้แก่ สถานที่ผลิตเลขที่ 588/81 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา จำนวน 227 รายการ

ซึ่งผลิตจากสถานที่ไม่ตรงตามสถานที่ที่ได้จดแจ้งไว้ และที่จดแจ้งในนามบริษัท เมจิก สกิน จำกัด บ้านเลขที่ 522/46 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา จำนวน 39 รายการ ซึ่งผลิตจากสถานที่ที่ไม่ตรงตามสถานที่ที่ได้จดแจ้งไว้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ถูกระงับได้ที่เว็บไซต์ของ อย. (www.fda.moph.go.th) รวมทั้งมีคำสั่งเพิกถอนใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง และมีคำสั่งเรียกเก็บคืนเครื่องสำอางที่จดแจ้งในนามนางวรรณภา พวงสน และที่จดแจ้งในนามบริษัท เมจิก สกิน จำกัด เพื่อ อย. จะได้นำไปทำลายต่อไปด้วย

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท เมจิก สกิน จำกัด ตามความผิดที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ อย. ได้มีการแถลงข่าวให้สาธารณชนทราบเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 และได้ออกข่าวแจ้งผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด ถือว่าผิดกฎหมาย

โดยขอย้ำว่า หากมีผู้จำหน่ายรายใดที่ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ฉลากระบุว่าผลิตโดยบริษัท เมจิก สกิน จำกัด และที่ฉลากมีการแสดงเลขสารบบอาหาร ก็ถือว่าเป็นการจำหน่ายอาหารปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับ ตั้งแต่ 5,000 – 100,000 บาท แต่หากกรณีอาหารนั้นไม่แสดงเลขสารบบอาหารก็ยังคงถือว่าเป็นการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท

นพ.วันชัย เลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า กรณีของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด ทางเจ้าหน้าที่ อย. ได้ปฏิบัติงานตรวจสอบดำเนินคดีตามกฎหมาย อย. อย่างเคร่งครัด จนทำให้ตำรวจได้บุกจับเครือข่ายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้กระทำผิดไปแล้ว เพื่อมิให้ประชาชนได้รับอันตรายจากผลิตภัณฑ์และผู้จำหน่ายโดนหลอกลวงอีกต่อไป

ดังนั้น อย. ขอย้ำเตือนผู้ประกอบการอย่าได้ลักลอบผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางโดยผิดกฎหมาย พร้อมปรามผู้จัดจำหน่ายทั้งรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงพรีเซ็นเตอร์ หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายหรือการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ส่วนของผู้บริโภคขอให้ระมัดระวังการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ อย่าได้หลงเชื่อสรรพคุณที่อวดอ้างเกินจริงผ่านทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย นอกจากจะเสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้วยังอาจได้รับอันตรายโดยคาดไม่ถึง หากผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือมีข้อสงสัยในเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย.1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั่วประเทศ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

เช็คด่วน! หลักเกณฑ์ ‘คลินิกแก้หนี้’ แก้ปัญหาหนี้ส่วนบุคคล โดยไม่มีหลักประกัน

เช็คด่วน! หลักเกณฑ์โครงการคลินิกแก้หนี้ ที่แก้ปัญหาหนี้ส่วนบุคคลโดยไม่มีหลักประกัน

วันนี้(23 เม.ย. 2561) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ ร่วมกันแถลงข่าว “การปรับหลักเกณฑ์โครงการคลินิกแก้หนี้” เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นเปิดกว้างกับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ อีกทั้งยังให้มีความเหมาะสมกับสภาพของลูกหนี้โดยรวมเพิ่มขึ้น

นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารพาณิชย์ 16 แห่ง โดยการสนับสนุนของ ธปท. ได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการคลินิกแก้หนี้ขึ้น ซึ่งถือเป็นโครงการในการแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยการเป็นตัวกลางช่วยให้ลูกหนี้ที่สุจริตและมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้มีโอกาสแก้ไขภาระหนี้ที่มีกับเจ้าหนีหลายราย สามารถผ่อนชำระหนี้ในระยะยาวตามจำนวนมี่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย ซึ่งปกติจะทำได้ยากเนื่องจากเจ้าหนี้แต่ละรายอาจมีหลักเกณฑ์ที่ต่างกัน

สำหรับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางแทนเจ้าหน้าในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้อยู่ในระดับที่จัดการได้และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเริ่มนำร่องตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 เป็นต้นมา และมีความสำเร็จในการช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งการปรับหลักเกณฑ์ในครั้งนี้จะช่วยให้โครงการมีการขยายขอบเขตการดำเนินการให้ครอบคลุมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกหนี้บางส่วนที่ติดขัดเรื่องคุณสมบัติเบื้องต้นในบางประเด็น ทำให้เสียโอกาสที่จะเข้าร่วมโครงการ ดังนั้นเพื่อขยายโอกาสให้กับประชาชน และให้โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จตามความมุ่งหวังของทั้งภาครัฐและธนาคาร จึงมีการปรับหลักเกณฑ์ ดังนี้

1. ปรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ จากเดิมให้เฉพาะบุคคลธรรมดาที่มีเงินเดือนประจำ ก็จะมีการขยายให้เป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ ซึ่งจะทำให้ผู้มีอาชีพอิสระหรือเจ้าของกิจการสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยได้เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา

2. ปรับเกณฑ์จากเดิมที่ลูกหนี้จะเข้าโครงการได้ต้องเป็นลูกหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อ บุคคลที่ไม่มีหลักประกันกับธนาคารตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไปท่ค้างชำระเกิน 3 เดือนก่อน 1 พ.ค. 2560 จะเปลี่ยนเป็นขยายเวลาเป็นก่อน 1 เม.ย. 2561

3. จากเดิมลูกหนี้จะต้องยังไม่ถูกฟ้องดำเนินคดี จะแก้ไขคุณสมบัติเป็นลูกหนี้ต้องไม่ถูกฟ้องดำเนินคดีหรือถูกดำเนินคดีแล้วแต่ยังไม่มีคำพิพากษา

ทั้งนี้ สำหรับข้อกำหนดอื่นๆ อาทิ ต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี มียอดหนี้ค้างชำระรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท และเงื่อนไขที่เต็มใจจะไม่ก่อหนี้เพิ่มใน 5 ปี รวมทั้งพร้อมเรียนรู้ในการสร้างวินัยทางการเงินที่ดียังคงไว้เช่นเดิม

ด้าน นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ประธานกรรมการ บสส. เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 594 ราย ภาระหนี้รวม 129.65 ล้านบาท และในสิ้นเดือน เม.ย.
นี้ จะมีลูกหนี้ที่ผ่อนชำระเสร็จสิ้นเป็นรายแรก ซึ่งนอกจากแก้ไขปัญหาหนี้แล้ว บสส. ยังได้จัดอบรมความรู้ทางการเงินและการบริหารจัดการหนี้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการทุกรายด้วย

สดร. ชวนดูดาวเมืองละโว้ รำลึก 330 ปี สุริยุปราคาลพบุรี

สดร. ชวนดูดาวเมืองละโว้ รำลึก 330 ปี สุริยุปราคาลพบุรี 30 เมษายนนี้ที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จัดงาน “รฦกนารายณ์มหาราช ย้อนอรุณรุ่งแห่งดาราศาสตร์ 330 ปี” เฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 330 ปี สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาบางส่วน ณ ลพบุรี และครบรอบ 150 ปี ร.4 ทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ ในปี 2561 เชิญชวนผู้สนใจแต่งชุดไทยดูดาว ชมจันทร์ ฟังเสวนาและชมนิทรรศการในบรรยากาศย้อนยุค วันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2561 บ่ายสามโมง – สามทุ่ม ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี หวังถ่ายทอดเรื่องราวปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อเทอดพระเกียรติในพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของกษัตริย์ไทย

ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ ฟังเรื่องเล่า “ปรากฏการณ์สุริยุปราคาสำคัญอย่างไร เหตุใดพระมหากษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองพระองค์จึงทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง” โดย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เสวนาเรื่องราวดาราศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์และสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดย รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม นักดาราศาสตร์ รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์ และ “รอมแพง” จันทร์ยวีร์ สมปรีดา นักเขียนนิยายประวัติศาสตร์ “บุพเพสันนิวาส” มีคุณจรรยา ธนาสว่างกุล นักแสดง
ผู้รับบท “พี่ผิน” จาก “บุพเพสันนิวาส” เป็นผู้ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ สดร. ยังยกทัพกล้องโทรทรรศน์หลากชนิดมาบริการประชาชนเกือบสิบตัว ส่องวัตถุท้องฟ้ายามค่ำคืน อาทิ ดวงจันทร์ ดาวพฤหัสบดี เป็นต้น ส่องกล้องโทรทรรศน์โบราณจำลองบรรยากาศการชมสุริยุปราคาในปี 2311 พร้อมเก็บภาพความประทับใจหลากหลายมุมในวังนารายณ์ ชมนิทรรศการความรู้ดาราศาสตร์และประวัติศาสตร์เคล้าเสียงเพลงอันไพเราะ

โดย “แนน วาทิยา” ผู้ร้องเพลง “เธอหนอเธอ” และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย พลาดไม่ได้ในงาน “รฦกนารายณ์มหาราช ย้อนอรุณรุ่งแห่งดาราศาสตร์ 330 ปี” วันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2561 เวลา 15.00-21.00 น. ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี เข้าร่วมฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนล่วงหน้าที่ www.facebook.com/NARITpage หรือhttps://goo.gl/qqAh5B สอบถามเพิ่มเติม โทร. 081-8854353