เร่งสอบ! หลังพบข้าราชการเอี่ยวคดีป้าทุบรถ 15 คน

กทม. พบข้าราชการเอี่ยวคดีป้าทุบรถ 15 คน เร่งสอบเข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่

นายวันชัย ถนอมศักดิ์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงผลการประชุมเกี่ยวกับคดีตลาดป้าทุบรถ ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สั่งการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะพิจารณาคำพิพากษาของศาลทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน ใน 2 ประเด็นหลัก คือ

1. ข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนของคำพิพากษาของศาลที่กรุงเทพมหานครยอมรับคำตัดสินและจะถือปฏิบัติตามที่ศาลมีคำสั่ง

2. ค่าเสียหาย ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดกับอัยการที่ว่าความให้กรุงเทพมหานครด้วย

สำหรับคณะกรรมการฯ ชุดนี้จะพิจารณาถึงความรับผิดชอบในส่วนของค่าเสียหายที่กรุงเทพมหานครจะต้องชดใช้ให้ผู้ร้อง ซึ่งเบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องกรณีดังกล่าว จำนวน 15 คน มีทั้ง อดีตผู้อำนวยการเขต อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาฯ และผู้อำนวยการเขต จึงต้องดูให้ละเอียดว่าตั้งแต่ปี 2553 แต่ละช่วงเกี่ยวข้องกับใครบ้าง

ป้าทุบรถ, ศาลปกครอง, หมู่บ้านเสรีวิลล่า

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการละเมิดขึ้นมาเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นการทำความผิดในกรณีละเมิดหรือไม่ หากเป็นกรณีละเมิด กรุงเทพมหานครก็จะให้ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 15 คน เป็นผู้ชดใช้ ซึ่งจะรับผิดชอบชดใช้ไม่เท่ากันแล้วแต่ระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ หากเกษียณแล้วอาจรับผิดชอบเพียงฐานละเมิด ส่วนผู้ที่ยังไม่เกษียณอาจต้องรับผิดชอบทั้งละเมิด คดีแพ่ง หรือคดีอาญาด้วยหรือเปล่า ซึ่งวินัยร้ายแรงอาจถึงขั้นไล่ออก ปลดออกได้

อย่างไรก็ตาม ข้อกฎหมายมีความละเอียดอ่อน กรุงเทพมหานครจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนกรณีการรื้อตลาดหรือไม่นั้น ขณะนี้คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ต้องดูว่าเจ้าของตลาดอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่ หากเจ้าของตลาดไม่อุทธรณ์หรือหากคำพิพากษาถึงที่สุดให้รื้อตลาดก็ต้องรื้อ โดยเจ้าของตลาดต้องเป็นผู้รื้อเองในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งหากครบกำหนดระยะเวลาในการรื้อตลาดแล้วเจ้าของตลาดยังไม่รื้อ กรุงเทพมหานครก็จะทำการรื้อและเรียกเก็บค่ารื้อตลาดจากเจ้าของตลาด ส่วนเรื่องค่าเสียหายก็ต้องพิจารณาว่าใครต้องรับผิดชอบบ้างและรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ค. 61 แล้วเสนอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาต่อไป

ชาวบ้านร้อง!! หวั่นอันตรายสายเคเบิ้ลสุดยุ่งเหยิงเลื้อยพันรั้ววัด

ชาวบ้านร้องผู้สื่อข่าว พบสายเคเบิ้ลพาดพันรั้ววัดท่าโบสถ์  เกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่ผู้ที่สัญจรผ่าน วอนหน่วยงานเจ้าของเข้าแก้ไขโดยด่วน

วันที่ 17 พ.ค. 61 ชาวบ้านหมู่ที่2 ต.สามง่ามท่าโบสถ์ อ.หันคา จ.ชัยนาท แจ้งเรื่องร้องเรียนมายังผู้สื่อข่าวว่า ที่บริเวณริมของวัดท่าโบสถ์ มีสายเคเบิ้ลของหน่วยงานอินเทอร์เน็ตพาดผ่าน และมีสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านในละแวกนี้กังวล เพราะสายเคเบิ้ลขนาดใหญ่จำนวนมากถูกม้วน และนำมาคล้องมัดไว้กับกำแพงและรั้วเล็กของทางวัดอย่างไม่เป็นระเบียบ และสายเคเบิ้ลบางส่วนอยู่ในสภาพขาดชำรุดและกองอยู่กับพื้นริมถนน

รวมทั้งมีกล่องสีดำจำนวนหลายกล่องถูกนำมาห้อยติดไว้กับรั้วเหล็ก ชาวบ้านเกรงว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้ โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางบริเวณนี้เพื่อไปเรียนที่โรงเรียนวัดท่าโบสถ์ จึงอยากให้หน่วยงานเจ้าของสายเคเบิ้ลดังกล่าวเข้าทำการแก้ไขให้ชาวบ้านด้วย ก่อนที่จะมีคนได้รับอันตรายจากสายเคเบิ้ลหรือเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นได้ เพาะหากเป็นการพาดสายเคเบิ้ลที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยนั้นควรจะต้องอยู่บนเสาไฟฟ้าและอยู่ในระดับที่สูงจากพื้นดินเพียงพอที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตราย

พรรคเพื่อไทย แถลง 7 ความล้มเหลว ครบรอบ 4 ปี รัฐบาล คสช.

พรรคเพื่อไทย แถลง 7 ความล้มเหลว ครบรอบ 4 ปี รัฐบาล คสช. เผยทำประเทศเสียโอกาส ชี้เป็นรัฐบาลที่ใช้เงินเกินตัว ทำงบประเทศขาดดุลตลอด 4 ปี สูงที่สุดในประวัติการณ์

แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายวัฒนา เมืองสุข และนายชูศักดิ์ ศิรินิล แถลงข่าว เรื่อง 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล และคสช. นำประเทศไปสู่ความมืดมนและอันตราย ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นว่า 4 ปี ของการรัฐประหาร ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหา ซึ่งทำให้ประชาชนและประเทศต้องสูญเสียโอกาส

สำหรับ 7 ข้อล้มเหลวของการบริหารประเทศโดยรัฐบาล คสช. คือ 1. ความล้มเหลวในการทำตามข้ออ้างในการยึดอำนาจ แต่ไม่เห็นความจริงใจในการสร้างความสามัคคีปรองดอง ความขัดแย้งแตกแยกยังคงมีอยู่ คสช. กลายมาเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา ได้มีการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งถึง 4 ครั้ง

2. ความล้มเหลวในการสร้างความปรองดอง โดยไม่ศึกษาสาเหตุของความขัดแย้ง ไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ที่หัวหน้า คสช. และคนใน คสช. เป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งในอดีต และมาเป็นคู่ขัดแย้งในปัจจุบัน

3. ความล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น แต่ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม ไม่รู้การประชุมมาแล้ว 8 เดือน กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล และ คสช. ที่ใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม เมื่อคนในรัฐบาลถูกกล่าวหาเรื่องทุจริต

4. ความล้มเหลวในการทำให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตย แต่การแสดงออกทางความคิดเห็น กลับถูกปิดกั้น เสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน ได้ฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบที่ถอยหลัง จากประชาธิปไตยไปอย่างมาก รวมถึงการวางกลไกเพื่อสืบทอดอำนาจ

5. ความล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งยังพบคำสั่งให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร จำกัดสิทธิเสรีภาพในการเสนอข่าวของสื่อมวลชน พร้อมปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทาง เฟสบุ๊กของบุคคล

6 ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ งบประมาณยังไม่เหมาะสม เป็นเงินมหาศาล ทำให้ประเทศเกิดภาวะขาดดุลเพิ่มสูงขึ้น ตลอด 4 ปี งบประมาณ นับเป็นการใช้เงินที่เกินตัวมากที่สุดในประวัติการณ์

7 ความล้มเหลวในภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสืบทอดอำนาจ โดยชักชวนนักการเมืองเข้าร่วมรัฐบาลพยุงอำนาจ เลื่อนโรดแมปการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ก่อนการแถลงข่าว พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล ,นายภูมิธรรม เวชชยชัย ได้เข้าเจรจากับตำรวจที่มาร่วมสังเกตการณ์ที่อ้างว่าการแถลงข่าวอาจเข้าข่ายกระทำผิดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และเมื่อตกลงได้แกนนำพรรคได้มาแถลงข่าว แต่ปรับจากเดิมที่จะแถลง 5 คน เหลือเพียง 3 คนและแถลงในนามสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้มีตำรวจจาก สน.มักกะสัน ในฐานะเจ้าของพื้นที่มาร่วมติดตามสังเกตการณ์การแถลงข่าวคำนวน 15 นาย และตำรวจนอกเครื่องแบบ ซึ่งโดยปกติการแถลงข่าวแต่ละครั้งจะไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายความมั่นคงเข้ามาติดตาม ส่วนเหตุผลที่มาวันนี้ตำรวจอ้างว่าผู้ใหญ่ให้ความสนใจกับการแถลงข่าวของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ได้เชิญสำนักข่าวต่างประเทศเข้ามาร่วมทำข่าวในวันนี้ด้วย