‘หมอวิชัย’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบการทำงานของ ก.ล.ต.

‘หมอวิชัย’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบการทำงานของ ก.ล.ต. หลังเคยร้องเรียนอดีตผู้บริหารที่โกงเงิน IFEC และขอให้ดำเนินคดีกับผู้ถือหุ้นที่ไซฟ่อนเงินแต่เรื่องเงียบหาย

นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ผู้ถือหุ้นใหญ่และอดีตประธานกรรมการบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC นำหลักฐานยื่นร้องเรียนต่อพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

โดยประการแรก ก.ล.ต. ไม่แจ้งความคืบหน้าการดำเนินการต่อข้อร้องเรียนขอให้ตรวจสอบอดีตผู้บริหาร IFEC ซึ่งบริษัทตรวจสอบพบการกระทำความผิดว่า “ไซ่ฟ่อนเงิน” จำนวนมากออกจาก IFEC จนเป็นเหตุให้ IFEC ขาดทุนและมีหนี้สินมากมาย โดยภายหลัง IFEC ได้ยื่นฟ้องอดีตผู้บริหารคนดังกล่าวกับพวกในคดีครอบงำกิจการแบบผิดกฎหมาย

ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องไว้แล้ว รวมทั้ง IFEC ยังยื่นฟ้องอดีตผู้บริหารคนเดียวกันกับพวกในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินให้แก่ IFEC ในอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้แล้วเช่นกัน

“การที่ก.ล.ต.รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการทุจริตทั้ง 2เรื่องไว้แล้วนานเกือบปี แต่ไม่มีความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบและหรือแจ้งผลการดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทำให้กระผม บริษัท ผู้ถือหุ้น ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศชาติได้รับความเสียหาย” นายวิชัยกล่าว

ประการที่ 2 นายวิชัย ร้องต่อ ปปช. ว่า ก.ล.ต. มีหนังสือ และ คำสั่งต่างๆ มากมาย โดยใช้อำนาจ และ บังคับใช้กฎหมาย ต่อ บริษัท และ คณะกรรมการ อย่างมากมาย เกินจำเป็น และ หรือ เกินกว่าอำนาจหน้าที่ ประการที่ 3 วินิจฉัยข้อกฎหมายและออกคำสั่งขัดต่อกฎหมายหรือคำวินิจฉัยกฤษฎีกา จนเป็นเหตุให้ IFEC ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ

หลังกล่าวโทษนายวิชัยต่อตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เป็นเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่กรรมการ และพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ตั้งแต่ 5 กันยายน 2560 โดย ก.ล.ต.ส่งหนังสือแจ้ง IFEC ว่า การเรียกประชุมโดยผู้เรียกไม่ใช่ประธานกรรมการขัดต่อกฎหมาย (โดยมิได้นำเรื่องเสนอกฤษฎีกา ตีความ โดยเร็ว แต่ต่อมาเมื่อผ่านมา กว่า 8 เดือน กลต. จึงเพิ่งจะเสนอ กฤษฎีกา วินิจฉัยกรณีดังกล่าว ที่ กลต. ได้วินิจฉัยไว้ขัดกัน)

โดยขณะนี้มีการเสนอข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยข้อกฎหมายมาตรา 81และมาตรา 83 แห่งพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ตามคำร้องขอของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไว้ว่า “ถึงแม้มาตรา 81 จะบัญญัติให้ประธานกรรมการเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการ แต่มิได้หมายความว่าในกรณีที่ไม่มีประธานกรรมการ หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

หรือประธานกรรมการไม่ปฏิบัติหน้าที่ กรรมการคนอื่นๆ จะไม่สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการได้ โดยเห็นว่าหากยังคงมีกรรมการเหลืออยู่ครบองค์ประชุม กรรมการที่เหลือสามารถจัดประชุมฯได้ เพื่อให้การบริหารการบริหารจัดการงานต่างๆของบริษัทสามารถดำเนินการต่อไปได้”

ดังนั้น หากคำวินิจฉัยของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นจริงดังที่ปรากฏเป็นข่าว คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า ก.ล.ต. วินิจฉัยข้อกฎหมายและออกคำสั่งในเรื่องการประชุมคณะกรรมการIFEC ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน เป็นเหตุให้เกิดข้อขัดข้องในการบริหารงานของIFEC ทำให้บริษัท เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้นกว่า 30,000 ราย ได้รับความเสียหาย

นอกจากนั้น ประเด็นที่ 4. ก.ล.ต.ยังได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการบริษัททุกท่าน แจ้งให้ลาออกจากการตำแหน่ง โดยหากไม่ลาออก จะพิจารณากล่าวโทษ ตามความผิดอาญา มาตรา 89/7 เป็นผลให้กรรมการบริษัทจำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งถึง 3 คน

“จากเหตุผลทั้ง 4 ข้อ ตน ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ ของ กลต. จึงยื่นเรื่องร้องเรียน ต่อ ปปช.เพื่อขอให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และขอให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นายวิชัย กล่าวทิ้งท้าย

แมคโดนัล ขู่เอาผิดคนโพสต์ภาพสาวโชว์ กกน. ชวนกิน ‘เบอร์เกอร์’

แมคโดนัลด์ แจงภาพหญิงสาวเปิดกระโปรงโชว์กางเกงในในร้าน ลั่นไม่มีส่วนรู้เห็น เล็งเอาผิดคนถ่ายภาพและคนโพสต์เหตุทำเสียชื่อเสียง  

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความไม่เหมาะสม หลังปรากฏภาพหญิงสาวเปิดกระโปรงโชว์กางเกงใน ในสถานที่สาธารณะทั้งในห้าง และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่างแมคโดนัลล์นั้น

ล่าวสุดเพจของแมคโดนัลล์ ได้มีการชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ผ่านคอมเมนต์ได้โพสต์ระบุว่า แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ไท้ได้มีส่วนรู้เห็นถึงการกระทำดังกล่าว จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นคาดว่าการถ่ายภาพของบุคคลดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในปี 2560 แต่เพิ่งมีการโฑสต์และแชร์ในสื่อสาธารณะ

อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่สร้างผลกระทบในทางลบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของแบรนด์แมคโดนัลด์ ทางบริษัทกำลังรวบรวมข้อมูลและจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ถ่ายภาพ ผู้โพสต์ และผู้ส่งต่อภาพอนาจารเหล่านี้

ไล่ออกแล้ว 2 สาว ดูแลผู้ป่วยชรา อัดคลิปไม่เหมาะสม

สถานดูแลผู้สูงอายุ “บ้านใจเกื้อ” ไล่ออกแล้ว 2 สาว ดูแลผู้ป่วยชรา อัดคลิปตะโกนด่าใส่หูคนแก่ พร้อมขอโทษญาติ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปพนักงานสาว 2 คน ของสถานดูแลผู้สูงอายุบ้านใจเกื้อ แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม อัดคลิปล้อเลียนผู้ป่วยชราเข้ารับการดูแล และใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ จนเกิดเป็นกระแสนำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุดวันนี้ (17 พ.ค. 61) สถานดูแลผู้สูงอายุ “บ้านใจเกื้อ” ได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางสถานดูแลผู้สูงอายุบ้านใจเกื้อ ขอแจ้งให้ทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยพนักงานแสดงพฤติกรรมและการให้บริการไม่เหมาะสม ซึ่งทางสถานดูแลผู้สูงอายุได้รับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว

ทางผู้บริหารและพนักงานได้กล่าวขอโทษและชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับญาติของผู้รับบริการเป็นที่เรียบร้อย พร้อมแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องกราบขออภัยเป็นอย่างสูง

ทั้งนี้ ได้ลงโทษพนักงานบุคคลดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี โดยให้พ้นสภาพการเป็นพนักงาน ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป และสถานดูแลผู้สูงอายุฯ จะนำข้อมูล ข้อคิดเห็นต่างๆ มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก