พนักงานโคเรียนแอร์ ชุมนุมขับไล่ครอบครัวเจ้าของสายการบิน

พนักงานสายการบินโคเรียนแอร์ของเกาหลีใต้ร่วมชุมนุมประท้วงครอบครัวเจ้าของบริษัทที่ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้อื่น และเรียกร้องให้ประธานสายการบินลาออก

วันนี้(15 พ.ค.) กลุ่มพนักงานสายการบินโคเรียนแอร์หลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่สวมหน้ากากปกปิดใบหน้า ได้ร่วมเดินขบวนประท้วงเป็นครั้งที่ 2 เพื่อเรียกร้องให้ประธานสายการบินลาออก และให้มีการลงโทษสมาชิกในครอบครัว

โดยผู้ประท้วงที่รวมถึงพนักงานของกลุ่มบริษัทฮานจิน กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของโคเรียนแอร์ นักเคลื่อนไหว และนักศึกษา ถือแผ่นป้ายข้อความและตะโกนไปตามท้องถนนในกรุงโซล โดยเรียกร้องให้นายโช ยาง โฮ ลาออกจากตำแหน่งประธาน รวมถึงยุติบทบาทด้านการบริหารของสมาชิกตระกูลโช หลังจากบุตรสาวและภรรยาของเขาแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ล่วงละเมิดทางวาจา ทำร้ายร่างกายพนักงาน และลักลอบนำสินค้าหรูเข้าประเทศ

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกระบบโครงสร้างธุรกิจแบบครอบครัว หรือแชโบล ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งจะถูกควบคุมโดยสมาชิกในตระกูลใหญ่ โดยระบบดังกล่าวถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องอื้อฉาว เช่นกรณีของตระกูลโช

ก่อนหน้านี้ น.ส.โช ฮยุน อาห์ ลูกสาวคนโตนายโช ยาง โฮ เพิ่งถูกลงโทษจำคุก จากกรณีไล่หัวหน้าพนักงานต้อนรับลงจากเครื่องบิน เพราะไม่พอใจที่ได้รับเสิร์ฟถั่วแมคคาเดเมียทั้งซอง ส่วนเมื่อต้นปี น.ส.โช ฮยุน มิน น้องสาว ปาขวดและสาดน้ำใส่หน้าผู้จัดการฝ่ายโฆษณาคนหนึ่งกลางที่ประชุม ต่อมาเธอยอมรับสารภาพว่าควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ศุลกากรกำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่าครอบครัวนี้ใช้เที่ยวบินของโคเรียนแอร์ ลักลอบนำสินค้าหรูเข้ามาในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า มานานหลายปี รวมถึงข้อกล่าวหายักยอกเงินและนำเงินทุนไปเก็บไว้ในแหล่งหลบเลี่ยงภาษีในต่างประเทศ ขณะที่นาย โช ยาง โฮ อาจต้องเผชิญข้อกล่าวหาหลีกเลี่ยงภาษีมรดก

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศปิดตำนาน ‘โรงงานยาสูบ’

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศปิดตำนาน ‘โรงงานยาสูบ’ โดยให้แปลงเป็น ‘การยาสูบแห่งประเทศไทย’ เปิดให้กู้ ออกพันธบัตร ตราสาร ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ.2561 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ โดยเนื้อหาของกฎหมายมีทั้งสิ้น 45 มาตรา ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้ระบุไว้ว่า โดยโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ แต่ไม่เป็นนิติบุคคล

ทําให้มีข้อจํากัดบางประการในการดําเนินกิจการ ประกอบกับการผลิตบุหรี่ซิกาแรตเป็นกิจการผูกขาดของรัฐ สมควรดําเนินการโดยนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะ และกําหนดให้มีคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

เพื่อทําหน้าที่และมีอํานาจวางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการอันจะส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในเชิงอุตสาหกรรมและขจัดอุปสรรคในการดําเนินธุรกิจ รวมทั้งส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงและควบคุมมาตรฐานการผลิต โดยคํานึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมจึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

สำหรับเนื้อหาดังกล่าวระบุให้จัดตั้งการยาสูบขึ้น เรียกว่า “การยาสูบแห่งประเทศไทย” เรียกโดยย่อว่า “ยสท.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Tobacco Authority of Thailand” เรียกโดยย่อว่า “TOAT” และให้มีตราเครื่องหมายของ “ยสท.” โดย ยสท. เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการผลิตบุหรี่ซิกาแรตซึ่งเป็นกิจการผูกขาดของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และการกระทำกิจการอื่นดังต่อไปนี้

ประกอบอุตสาหกรรมและดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับยาสูบ ใบยา หรือผลิตภัณฑ์จากพืชอื่นทั้งในและนอกราชอาณาจักร รับจ้างผลิตยาสูบเพื่อส่งออกไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักรดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับใบยาสูบ

ส่งเสริมให้มีการศึกษา วิจัย พัฒนา และปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานการผลิตยาสูบ ใบยาหรือผลิตภัณฑ์จากพืชอื่นและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาสูบ ใบยา หรือผลิตภัณฑ์จากพืชอื่น

อีกทั้ง ยสท. ยังสามารถให้กู้หรือให้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สินเพื่อส่งเสริมกิจการใบยาอุตสาหกรรมยาสูบ หรือผลิตภัณฑ์จากพืชอื่น และออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อใช้ในการลงทุน รวมทั้งจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดเพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับกิจการของ ยสท.

สำหรับบทเฉพาะกาล กำหนดให้กระทรวงการคลังโอนบรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และความรับผิด ของกระทรวงการคลังในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นของ ยสท.

แต่ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้โอนเฉพาะในส่วนที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการของ ยสท. ให้ประธานกรรมการและกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบ ตามระเบียบการบริหารงานโรงงานยาสูบ พ.ศ.2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบการบริหารงานโรงงานยาสูบ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2557

ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นประธานกรรมการและกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกิน 90 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

และให้ผู้อำนวยการยาสูบ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ เป็นผู้ว่าฯ ต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ทั้งนี้ ให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่ ค่าตอบแทนพิเศษ และสิทธิประโยชน์อื่นตามสัญญาจ้างต่อไป

ที่มา  ราชกิจจานุเบกษา

ล่าระทึก! ตำรวจร่วมแก๊งอุ้มรีดทรัพย์ หนีกบดานก่อนจนมุม

ชุดสืบสวน ตามรวบหนึ่งใน 2 ตำรวจ ร่วมแก๊งอุ้มรีดทรัพย์ ใน จ.ปทุมธานี ได้แล้ว หลังหนีมากบดาน จ.บุรีรัมย์

เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าควบคุมตัว ร้อยตำรวจเอก เฉลิมชัย สุติบุตร สังกัดสถานีตำรวจนครบาล (สน.) พลับพลาไชย 2 ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีแก๊งอุ้มรีดทรัพย์ใน จ.ปทุมธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา หลังเปิดฉากไล่ล่าจับกุมมาตั้งแต่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ใน อ.นางรอง ที่ผู้ต้องหารายนี้มากบดาน

กระทั่งซิ่งรถกระบะหนีมาจนถึงบริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) อ.นางรอง ชุดจับกุมจึงตัดสินใจยิงยางหลัง 2 ข้าง เพื่อสกัดรถให้หยุด ก่อนเข้าล้อมจับกุมได้ในที่สุด ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชน จากการตรวจค้นรถกระบะ พบปืนสั้น 1 กระบอก และป้ายทะเบียน 2 แผ่น ซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่า นำมาจากรถประสบอุบัติเหตุ ไว้ใช้เปลี่ยนแผ่นป้ายตบตาชุดสืบสวน จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัว ส่งพนักงานสอบสวน ที่ จ.ปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหาย 4 ราย เข้าแจ้งความที่ สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ว่าถูกคนร้ายประมาณ 5-7 ราย อ้างเป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติด บุกยัดยาเสพติด และอุ้มจากบ้านไปรีดทรัพย์สิน มูลค่าหลายแสนบาท กระทั่งศาลจังหวัดธัญบุรี ออกหมายจับผู้ต้องหา 7 ราย ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยในจำนวนนี้ มีตำรวจ 2 นาย คือ ร้อยตำรวจเอก เฉลิมชัย และดาบตำรวจ สมบัติ สนั่นเอื้อ สังกัด สน.ประเวศ นอกนั้น เป็นพลเรือน 5 ราย ซึ่งจับได้แล้ว 1 ราย และถอนหมายจับไป 1 ราย

ต่อมา ในวันที่ 3 พ.ค. ชุดสืบสวนพบศพ นายประสิทธิ์ อ่องเอี่ยม 1 ในผู้ต้องหา ใน อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ซึ่งจากการสืบสวน พบว่าเป็นฝีมือ ร้อยตำรวจเอก เฉลิมชัย กระทั่งทราบว่าหนีมากบดานใน จ.บุรีรัมย์ จึงมีการประสานกำลังหลายฝ่ายร่วมไล่ล่าจับได้ในที่สุด