นิด้าโพล เผยปชช. 32.24% หนุน ‘ประยุทธ์’ เป็นนายกฯ

นิด้าโพล เผย คนไม่เชื่อมั่นมีเลือกตั้งได้ ปี 62 หนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ

“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,250 คน เรื่อง “ประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ครั้งที่ 2” พบว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.52 อยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ๆ เข้ามาบริหารและพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า เบื่อการบริหารงานของพรรคการเมืองเก่า หรือร้อยละ 37.36 เพราะเคยเห็นผลงานมาแล้ว

ด้าน บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามกฎหมายการเลือกตั้งปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 32.24 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 17.44 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 14.24 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) และพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 32.16 พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 25.12 พรรคพลังประชารัฐ (หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี) และอันดับ 3 ร้อยละ 19.20 พรรคประชาธิปัตย์

สำหรับปัญหาที่อยากให้นายกฯ คนต่อไปเข้ามาแก้ไขมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.04 ระบุว่า ปัญหาปากท้อง หนี้สินของประชาชน ปัญหาการว่างงาน และราคาพืชผลตกต่ำ รองลงมา ร้อยละ 13.84 ระบุว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้อำนาจโดยมิชอบ ผู้มีอิทธิพล ส่วนความเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้ง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยไม่มีการเลื่อนออกไปอีก พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.76 ไม่เชื่อมั่น เพราะยังไม่มีความพร้อม สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเลื่อนการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง รองลงมา ร้อยละ 31.68 ระบุว่า เชื่อมั่น เพราะบ้านเมืองเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

ระทึก! เกิดระเบิดโบสถ์อินโดนีเซียกว่า 3 แห่ง ประชาชนเสียชีวิต-บาดเจ็บอื้อ

เกิดเหตุระเบิดโบสถ์ 3 แห่งในอินโดนีเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

วันนี้(13 พ.ค.) เกิดเหตุระเบิดโบสถ์คริสต์ 3 แห่งที่ตั้งอยู่ที่เมืองสุราบายา เมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดชวาตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก

ทั้งนี้ สถานีวิทยุท้องถิ่น รายงานว่า เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย โดยเหตุระเบิดทั้งสามแห่งเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อเวลาประมาณ 7.00 น. ที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ โบสถ์ซานตา มารีอา ในย่านงาเกล มาดญา ซึ่งพบผู้เสียชีวิต 2 ศพ โบสถ์เพนตาคอสตัล มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และโบสถ์จีเคไอ ดิโพนีโกโร มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ อย่างไรก็ตาม มีผู้เผยแพร่ภาพนิ่งและภาพวิดีโอเหตุการณ์รอบโบสถ์ซานตา มารีอาที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และตำรวจได้เข้าปิดล้อมพื้นที่รอบโบสถ์ โดยสันนิษฐานว่าจุดที่คนร้ายจุดชนวนระเบิดคือบริเวณทางเข้า ด้านโฆษกตำรวจชวาตะวันออกกล่าวว่าขณะนี้กำลังเร่งระบุตัวผู้เสียชีวิต

นำตัว 2 ผัวเมีย กร่างชี้หน้าด่าตำรวจ ฝากขังผัดแรก

นำตัว 2 ผัวเมีย กร่างชี้หน้าด่าตำรวจ ขอศาลฝากขังผัดแรก พร้อมนำคลิปเหตุที่ สภ.บางศรีเมือง ประกอบสำนวนให้ศาลพิจารณาด้วย

ร.ต.อ. นิธินันท์ ศรีรุด รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ร้อยเวรเจ้าของคดี สามีภรรยาชี้หน้าด่าทอ และลูกชายทำร้ายเจ้าหน้าที่ ตร. เผยว่า วันนี้ (13 พ.ค. 61) ทางพนักงานสอบสวน จะนำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ไปขออำนาจศาลแขวงจังหวัดระยอง เพื่อผัดฟ้องฝากขังครั้งแรก ซึ่งกรณีความผิดในศาลแขวง ผู้ต้องหาปฏิเสธ ผัดฟ้องได้ครั้งละ 6 วัน ไม่เกิน 5 ครั้ง ซึ่งหมายความว่า คดีนี้จะสามารถดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลได้ภายใน 30 วัน นับจากนี้

โดยทั้ง 2 รายเบื้องต้น โดน 2 ข้อหาคือ มาตรา 136 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และมาตรา 138 ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน และกำลังจะแจ้งเพิ่มในความผิด พ.ร.บ.การจราจรอีกด้วย ส่วนลูกชาย ที่ชกเจ้าหน้าที่นั้น ทางตำรวจได้ดำเนินคดีไปแล้ว 3 ข้อหา คือ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ต่อสู้ขัดขวาง และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ขณะปฎิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ ทางตำรวจจะนำคลิปที่ครอบครัวนี้มีพฤติกรรมทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในท้องที่ สภ.บางศรีเมือง จ. นนทบุรี มาประกอบในสำนวนคดี และให้ทางศาลพิจารณาด้วยว่าการก่อเหตุที่มาบตาพุด นั้นไม่ใช่เป็นครั้งแรก แล้วได้ตรวจสอบประวัติอาชญกรรมของทั้ง 3 คนมาประกอบในสำนวนดำเนินคดีด้วย ซึ่งเบื้องต้นพบว่า ตัวของสามีนั้นเคยมีประวัติถูกดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์มาก่อนด้วย ส่วนของภรรยาและลูกชายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ