ไม่ใช่ครั้งแรก!! ครอบครัวหัวร้อน เคยปะทะคารมกับคู่กรณีจนตำรวจต้องมาห้าม

เพจ ตำรวจไทย สู้ๆ เผยเหตุการณ์ครอบครัวหัวร้อน ที่มาบตาพุด ไม่ใช่ครั้งแรก หลังเคยปะทะคารมกับคู่กรณีรายหนึ่ง จนทางตำรวจต้องเข้ามาห้ามปราม

จากกรณีครอบครัวผู้ใช้รถยนต์รายหนึ่งไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มาบตาพุด จนเกิดการชุลมุนลงไม้ลงมือกัน ถึงขั้นมีการชกต่อยเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บที่เบ้าตาซ้าย ก่อนนำส่งโรงพยาบาล และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ได้เชิญตัวคู่กรณีมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ ( 12 พ.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทางเพจ ตำรวจไทย สู้ๆ ได้ออกมาเปิดเผยถึงคลิปเหตุการณ์ของครอบครัวดังกล่าว ที่มีเรื่องกับตำรวจ สภ.มาบตาพุด ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก ซึ่งในคลิปนี้เป็นเหตุการณ์ที่ครอบครัวหัวร้อนได้มีเรื่องกับคู่กรณีรายหนึ่ง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย ซึ่งฝั่งทางครอบครัวดังกล่าวได้ส่งเสียงเอะอะโวยวาย จนคู่กรณีต้องถอยออกมา แต่ทางลูกชายของครอบครัวนี้พยามยามเดินไปหาเรื่องคู่กณีให้ได้ จนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคอยยืนดูเชิงไว้

อย่างไรก็ตามภายหลังคลิปดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้ใช้เฟซบุ๊กตำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่มองว่าครอบครัวดังกล่าวแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ขอบคุณคลิปจาก ตำรวจไทย สู้ๆ

มาเลเซีย ขึ้นบัญชีดำ ห้ามอดีตนายกฯนาจิบ ราซัค ออกนอกประเทศ

มาเลเซีย ขึ้นบัญชีดำ ห้ามอดีตนายกฯนาจิบ ราซัค และภริยา เดินทางออกนอกประเทศ

วันนี้(12 พ.ค.) นายมุสตาฟาร์ อาลี อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซีย เปิดเผย ล่าสุดว่า อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค และนางรอสมาห์ แมนซอร์ ภริยา ถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเดินทางออกนอกประเทศแล้วขณะนี้ หลังพรรคแนวร่วมแห่งชาติ หรือ BN พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้แก่นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด โดยกรมตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซีย เพิ่งจะขึ้นบัญชีบุคคลทั้งสอง ขณะที่ นายนาจิบ ทวีตข้อความระบุว่า เพิ่งจะได้รับแจ้งจากกรมตรวจคนเข้าเมือง ว่า เค้าและครอบครัวไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ จึงขอเคารพการตัดสินใจและจะยังคงอยู่ในประเทศพร้อมกับครอบครัว ทั้งที่วางแผนจะเดินทางไปพักผ่อนในช่วงระยะเวลาสั้นๆ พร้อมภริยาที่อินโดนีเซีย

การเดินทางเมื่อช่วงเช้า ถูกฝูงชนที่ไม่พอใจสกัดรอดักอยู่ที่สนามบิน “สุบัง” ใกล้กรุงกัวลาลัมเปอร์ ท่ามกลางข่าวลือว่า ทั้งคู่อาจหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่ นายมหาเธร์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของมาเลเซีย ประกาศจะเปิดให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาว่า นายนาจิบ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในกองทุนอื้อฉาว ‘1MDB’ ที่โยงใยถึงหลายประเทศ

ด้านแหล่งข่าวตำรวจเปิดเผยกับ นสพ.มาเลย์ เมล ว่า นายนาจิบ และภริยา จะไม่เดินทางไปกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ในวันนี้ หลังจากมีฝูงชนประมาณ 100 คน รวมตัวอยู่บริเวณด้านนอกสนามบินเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. เพื่อรออดีตนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางมาถึง โดยฝูงชนพยายามเข้ารุมล้อมรถยนต์หลายคันที่แล่นผ่าน และต้องการเห็นบุคคลที่อยู่ภายในรถแต่ละคัน โดยใช้ทั้งวิธีทุบหลังคาและพยายามจ้องผ่านหน้าต่างรถ ซึ่งเคลือบฟิลม์ดำเข้ม พร้อมขว้างปาก้อนหินและตะโกนถ้อยคำเกลียดภริยาของนายนาจิบ ที่ชอบใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ หรูหรา แต่คนภายในรถก็พยายามบอกว่า นายนาจิบ ไม่ได้อยู่ภายในตัวรถ

ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ฟ้องร้องกองทุน ‘1MDB’ ที่มีนายนาจิบเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น เพื่อยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีบุคคลใกล้ชิดนายนาจิบ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันยักยอก ขณะที่ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ สำนักงานอัยการและสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ได้ดำเนินการยึดทรัพย์มูลค่าเกือบ 6,300 ล้านบาท จากกองทุนดังกล่าว หลังการตรวจสอบพบว่า เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของนายโลว์ เต็ก โฮ นักธุรกิจชาวมาเลเซีย และเป็นเพื่อนใกล้ชิดของครอบครัวนายนาจิบ

ฮือฮา! เฒ่าไอริชหอบสินสอดนับล้านขอหนุ่มไทยแต่งงาน

เฒ่าไอริชหอบสินสอดนับล้านขอหนุ่มไทยแต่งงาน ระบุฝ่ายเจ้าสาวเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ และจิตใจดี

วันนี้ (12 พ.ค.61) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 101/1 หมู่ 9 ต.หนองกระโดน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีการจัดพิธีมงคลสมรสระหว่างชายกับชาย คือ นายอลิสเตอร์ บริดี อายุ 66 ปี นักธุรกิจชาวไอซ์แลนด์ ฝ่ายเจ้าบ่าว และนายพุมเรตร สังทอง อายุ 31 ปี โดยมีพ่อ-แม่ฝ่ายเจ้าสาวสักขีพยาน ท่ามกลางแขกผู้ร่วมงานทั้งเพื่อนเจ้าบ่าวชาวไอซ์แลนด์ และเพื่อนคนไทย รวมถึงญาติพี่น้องของฝ่ายเจ้าสาว มาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง

โดยเฉพาะในช่วงพิธีแห่ขันหมาก เพื่อนฝ่ายเจ้าบ่าวชาวไอซ์แลนด์ทั้งชายหญิงต่างพากันเต้นกันสนุกสุดเหวี่ยง เมื่อได้ยินการบรรเลงแตรวงสุดมันส์ของไทย ส่วนสินสอดงานมงคลสมรสดังกล่าว พบว่า ฝ่ายเจ้าบ่าวได้หอบเงินสดจำนวน 400,000 บาท ทองรูปพรรณน้ำหนัก 10 บาท พร้อมรถเก๋ง 1 คัน รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

จากการสอบถามนายอลิสเตอร์ ซึ่งไม่สามารถพูดไทยได้ ต้องคอยใช้ล่ามช่วยแปลภาษาสื่อถึงความรักที่มีต่อฝ่ายเจ้าสาวว่า ตนมาทำธุรกิจเกี่ยวกับฟิตเนส อยู่ที่เกาะสมุยกว่า 15 ปีแล้ว และได้พบนายพุมเรตร ฝ่ายเจ้าสาว มาขอสมัครทำงาน ซึ่งตนก็เปิดโอกาสให้เข้ามาทำงาน โดยตอนแรกเป็นเพียงแค่พนักงานเท่านั้น แต่ระยะหลัง ตนเห็นถึงความขยันตั้งใจทำงาน จึงได้ให้มาทำตำแหน่งเป็นเลขาตน

จนกระทั่งความใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่เกิดความรักความผูกพัน จึงตัดสินใจคบหาอยู่กินฉันสามีภรรยา มาร่วม 13 ปีก่อนจะขอคนรักแต่งงาน และหาฤกษ์มงคลมาจัดพิธีวิวาห์ในวันนี้ ตนชอบนายพุมเรตรมากที่เป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ และจิตใจดี ส่วนหลังจากแต่งงานกันแล้ว จะกลับไปใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันที่เกาะสมุย เพราะตนชอบที่นั่น ชอบบรรยากาศและทะเล แต่อนาคตหากอายุมากแล้ว ก็อาจจะให้คนรักพากลับมาอยู่บ้านเกิดที่นครสวรรค์

ขณะที่ฝ่ายเจ้าสาว นายพุมเรตร ได้บอกความในใจถึงการแต่งงานว่า รู้สึกดีใจมาก เพราะไม่คิดว่าตลอดเวลาที่คบอยู่ด้วยกันมาตลอด 13 ปี นายอลิสเตอร์จะมาขอแต่งงาน จนกระทั่งมาถึงวันที่วิวาห์จริง ก็ยิ่งรู้สึกตื่นตันใจและตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก ส่วนการจัดงานวิวาห์ในวันนี้ เราสองคนคิดกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะจัดงานแต่งงานกันอย่างเรียบง่าย ตามประเพณีไทยทุกประการและขั้นตอน ซึ่งก็มีมีพิธีแห่ขบวนขันหมาก รดน้ำสังข์ ผูกข้อมือ รวมถึงจัดโต๊ะจีนเลี้ยงฉลองร่วมกับแขกที่มาร่วมงานเพียง 30 โต๊ะ ก็ถือว่าพอใจมากสำหรับตนแล้ว