จนท.เซ็ง! พบแมวบ้านถูกทิ้งในป่าเขาใหญ่ ฉะเจ้าของไม่มีปัญญาอย่าเลี้ยง

เพจเกี่ยวกับการอนุรักษ์โพสต์ข้อความเตือนสติอย่าริเอาสัตว์เลี้ยงไปทิ้งไว้ในป่า เพราะไร้ประโยชน์แถมมีแต่โทษหากมีเชื้อโรคติดไปด้วย แนะหากไม่มีปัญญาอย่าเลี้ยง

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมาเพจ “เพื่อนป่าไม้ พิทักษ์ป่าไทย” ได้มีการส่งต่อเรื่องราวจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่มีการเผยแพร่ภาพและข้อความหวังเป็นการเตือนสติให้คนรักสัตว์ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงแสนรักไปทิ้งไว้ในป่า เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้มันมีชีวิตรอดแล้วยังเป็นการผลักภาระให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลพิทักษ์ป่าด้วย

สัตว์เลี้ยง, เขาใหญ่, ข่าวสดวันนี้

โดยภาพได้เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้รายหนึ่งอุ้มลูกแมวสีดำไว้ในมือ ก่อนจะมีข้อความระบุว่า

#ถ้าไม่มีปัญญาเลี้ยง….ก็อย่าเลย…
#นี่คือ…แมวบ้าน…จะทิ้งมายุป่า…มันคิดไม่ธรรดา!!.

 — รู้สึกงงงวยที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ทั้งนี้เมื่อภาพและข้อความดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างก็เห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ อาทิผู้ใช้เฟซบุ๊ก Satit Praipruke ที่ระบุว่า สัตว์เลี้ยง VS สัตว์ป่า แม้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกันแต่สัญชาตญานต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากมีเชื้อโรคติดต่อตามไปด้วย… ..อันตรายอย่างยิ่งต่อทุกชีวิตที่อยู่ในผืนป่าเขาใหญ่!

สาวหอบทุเรียนเข้าแจ้งความ หลังโดนแม่ค้าหลอกขายทุเรียนอ่อน

แม่ค้าทุเรียน หอบทุเรียนพันธุ์หมอนทองเข้าแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังถูกแม่ค้าคนกลางหลอกขายทุเรียนอ่อนให้

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ สภ.เมืองจันทบุรี น.ส.นัทธมน เทศดี อายุ 30 ปี แม่ค้าขายทุเรียนชาว ต.ปะตง อ.สอยดาว จังหวัดจันทบุรี ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ชาญฤทธิ์ สุขเจริญ รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี พร้อมกับนำทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ใส่ท้ายรถยนต์กระบะมาแจ้งความด้วย

เนื่องจากทุเรียนดังกล่าวนั้นเป็นทุเรียนด้อยคุณภาพหรือทุเรียนอ่อนที่นางสาวนัทธมน ผู้เสียหายบอกว่าถูกแม่ค้าคนกลางหลอกขายมา กว่าจะรู้ว่าเป็นทุเรียนอ่อนก็ตอนที่ส่งทุเรียนไปให้ลูกค้าที่ต่างจังหวัด เมื่อลูกค้าจะแกะกินพบว่า เนื้อทุเรียนมีสีขาวและไม่มีรสชาติใดๆ

จากการสอบถามทราบว่า น.ส.นัทธมน ได้ซื้อทุเรียนจากแม่ค้าชื่อเล็ก บริเวณริมถนนสายจันทบุรี-สระแก้ว ช่วงบ้านหนองอ้อ ต.พลับพลา อ.เมือง จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นแม่ค้าที่เคยซื้อขายกันมาแล้ว 2 ครั้ง จนมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ด้วยความเชื่อใจประกอบกับช่วงที่ตนไปซื้อนั้นเป็นช่วงเวลามืดแล้วด้วย จึงใช้ไม้เคาะดูแล้วรีบขนขึ้นรถ โดยซื้อมา 498 กิโลกรัม แม่ค้าคิดในราคากิโลกรัมละ 68 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 33,864 บาท

ซึ่งช่วงที่ซื้อเงินตนไม่พอจ่ายยังไปกดเงินมาจ่ายเพิ่ม และนำไปส่งขายที่กรุงเทพมหานคร ตอนที่ส่งขายไปตนก็ไม่ได้เจาะดูเนื้อ ส่งไปให้ลูกค้าทั้งลูก จนลูกค้าแกะทุเรียนจะกินพบว่าเป็นทุเรียนอ่อน และส่งภาพมาให้ตนดู ตนจึงนำทุเรียนที่เหลือไปส่งตรวจที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว เพื่อตรวจดูคุณภาพของเปอร์เซ็นต์แป้ง ว่าเป็นไปตามกำหนดหรือไม่

เมื่อตรวจดูแล้วพบว่าครั้งแรกมีเปอร์เซ็นต์แป้ง 12 % ครั้งที่ 2 มี 14 % และครั้งที่ 3 มี 18 % ถือว่าเป็นทุเรียนอ่อนแน่นอน เนื่องจากจังหวัดจันทบุรีเคยออกประกาศไว้ว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทองคุณภาพของเปอร์เซ็นต์แป้ง จะต้องไม่น้อยกว่า 32% จึงจะเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวบรวมหลักฐาน และออกหมายเรียกแม่ค้าที่หลอกขายทุเรียนอ่อนมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งหากพบว่าเป็นความผิดจริง จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ย้อนคดี ‘เปรี้ยว’ หั่นศพ ก่อนฟังศาลนัดชี้ชะตาวันนี้ !!

ย้อนคดี “เปรี้ยว” หั่นศพ ก่อนศาลนัดชี้ชะตา 10 พ.ค.

ศาลจังหวัดขอนแก่น จะนัดฟังคำพิพากษา ในข้อร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กับ นางสาวปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว และพวกรวม 5 คน หลังก่อเหตุฆาตกรรม นางสาววริศรา กลุ่นจุ้ย หรือน้องแอ๋ม จากเดิมวันที่ 29 มิถุนายน ในเวลา 13.30 น.

โดยขณะนี้ นางสาวปรียานุช  นางสาวกวิตา ราชดา หรือ เอิร์น และ นางสาวอภิวันทน์ สัตยบัณฑิต หรือแจ้ ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในแดนหญิงเรือนจำกลางขอนแก่น ส่วนนายวศิน นามพรหม ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ขณะที่ นางสาวจิดารัตน์ พรหมคุณ หรือเบนซ์ อยู่ในระหว่างการประกันตัวโดยกองทุนยุติธรรม

เปรี้ยวฆ่าหั่นศพ

ย้อนเหตุคดีสะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นช่วงกลางปี 2560 เมื่อมีผู้พบชิ้นส่วนศพ ของ นางสาวสวริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ แอ๋ม ถูกฆ่าหั่นศพแล้วทิ้งอำพรางในป่า อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น กระทั่งทีมสืบสวน ที่เริ่มจากวางปมสังหารไปที่เรื่องชู้สาว แต่แล้วก็กลับพบว่า การหักล้างค่ายาเสพติด คือสาเหตุที่ทำให้ แอ๋ม ถูกฆ่าอำพราง

การแกะรอยของตำรวจจนพบกล้องวงจรปิดจับภาพนาทีที่ผู้ตาย ถูกขึ้นรถ ซีอาร์วี จากสถานบันเทิง ในจังหวัดขอนแก่นไปเป็นภาพสุดท้าย

จากนั้นได้ ขยายผลจนจับกุม นายวศินได้แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว และ นางสาวจิดารัตน์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยวศิน ซัดทอดว่า นางสาวปรียานุช หรือ เปรี้ยว เป็นคนใช้ถุงพลาสติกคลุมหัวแอ๋ม และลงมือซ้อม ซึ่งขณะนั้น น้องแอ๋ม พูดท้าทายว่า “ซ้อมเลย ถ้าไม่ตายจะมาเอาคืน” จึงถูก เปรี้ยว บีบคอจนแอ๋มจนแน่นิ่งไป และ ระหว่างให้ปากคำนั้น เปรี้ยวและ น.ส.กวินตา และ น.ส.อภิวันทน์ ได้หลบหนี ไปยังฝั่งเมียนมา ในอำเภอแม่สายแล้ว

ปฏิบัติการไล่ล่ากดดันโดยประสานไปยังทางการเมียนมาพร้อมลงพื้นที่กะรอยของตำรวจไทย ก็ทำให้ ทั้ง 3 สาว ทนไม่ไหวต้องออกมามอบตัวกับตำรวจพม่า และถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย เมื่อกลางดึกของวันที่ 3 มิถุนายน
การให้การของ เปรี้ยว หนึ่งในสามสาวที่ถูกคุมตัวได้ ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าเพียงคนเดียว แต่การแยกชิ้นส่วนของศพนั้น นายวศินเป็นคนลงมือ โดยใช้เลื่อยและมีดที่ซื้อมาในการชำแระ ส่วน เอิร์นและแจ้ และเป็นผู้นำ ชิ้นส่วนศพไปฝังอำพราง

ส่วนสาเหตุที่ลงมือ เปรี้ยวให้การว่า มาจากมีปัญหาหนี้สินเก่าที่ตนเองเคยยืมไปประมาณ 4 หมื่นบาท รวมถึงคดียาเสพติดที่ “แอ๋ม” ถูกตำรวจจับเมื่อปี 2559 ต่อมาเจ้าหน้าที่ขยายผลถึงตนเองจนอดีตสามีถูกจับ จึงวางแผนคิดจะสั่งสอนแต่เมื่อพลั้งมือก็จึงหั่นศพอำพลาง