นายกฯ ปัด ครม.เทงบพัฒนาอีสานตอนล่าง 2 หมื่นล้าน

นายกฯ ยืนยัน การลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ไม่เกี่ยวกับการเมือง พร้อมปฏิเสธอนุมัติงบประมาณ 20,000 ล้านบาท ให้กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ พร้อมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มต้นภารกิจด้วยการเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 หรือ นครชัยบุรินทร์ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์ ก่อนเป็นประธานประชุม ครม.นอกสถานที่ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

โดยภายหลังการประชุม พลเอก ประยุทธ์ เปิดเผยว่า ยังไม่มีการอนุมัติงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ให้กลุ่ม 4 จังหวัดดังกล่าวตามที่มีการเสนอข่าว อย่างไรก็ตาม หากมีโครงการใดตรงกับแผนงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป พร้อมมองว่า เรื่องการขอขยายสนามบินเพิ่ม ต้องดูที่ความคุ้มค่าด้วย

นอกจากนี้ ยืนยันว่า การประชุม ครม.นอกสถานที่ครั้งนี้ ไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนการทดลองขี่จักรยานยนต์ ถือเป็นการเรียนรู้ ความพยายามและมุ่งมั่นของนักแข่งรุ่นเยาว์

สำหรับการการประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ ได้เสนอโครงการลงทุน ทั้งด้านการเกษตร, พัฒนาแหล่งน้ำ, โครงสร้างพื้นฐาน, คุณภาพชีวิต และเชื่อมโยงการค้าการลงทุนบริเวณชายแดน เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ มีเป้าหมายยกระดับเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงเสนอขยายการพัฒนาสนามบินบุรีรัมย์ แต่ทั้งหมดคณะรัฐมนตรีไม่อนุมัติ

จากนั้นช่วงบ่าย พลเอก ประยุทธ์ และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์ บ้านสนวนนอก ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรี และคณะได้ขึ้นรถกระสวยอวกาศเยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวบ้านในหมู่บ้าน ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงเย็น

‘วิญญัติ’ จี้ ปปง. ยึดทรัพย์ ‘ภคินี-อรรถวิชช์’ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

“ วิญญัติ ” จี้ ปปง. ยึดทรัพย์ นางภคินี แลนาย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ คดีปี 47

วันนี้ (9 พ.ค. 61) ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นาย วิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อเสรีภาพ ( สกสส. ) พร้อมคณะทำงาน เดินทางเข้ายื่นต่อ นายวิทยา นีติธรรม เลขานุการสำนักงาน ปปง.

เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทรัพย์สินทั้งหมดของ นางภคินี สุวรรณภักดี กับพวกซึ่งรวมถึงผู้รับโอนทรัพย์สินจากนางภคินีด้วย ซึ่งคณะกรรมการธุรกรรม สำนักงาน ปปง. จึงมีคำสั่งยึดทรัพย์ 3 ครั้ง และได้ส่งเรื่องให้พนักงาน อัยการมีคคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้มีคำสั่ง ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไปแล้วนั้น

จากการตรวจสอบทรัพย์สินของนางภคินี แล้วบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ ทั้งในฐานะผู้รับโอนได้มาครอบครองหรือใช้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดมูลฐานพบว่ายังมีทรัพย์สินที่น่าเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอีกจำนวนทั้งสิ้น 24 รายการ หรืออาจจะมากกว่านี้ ซึ่งมีรายละเอียดรายการทรัพย์สินที่ได้นำส่งมาด้วยในวันนี้

ตอนนี้คณะทำงานและตรวจสอบไปถึงการยึดบัญชีทรัพย์สินที่ปปช ได้แสดงต่อสถานะเทียบกันแล้วพบว่านาย อรรถวิชช์ ไม่ได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีที่ดินจากการรับให้จากนางภคินี ผู้เป็นมารดา ยื่นแสดงต่อพนักงาน ปปชจำนวน 7 รายการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการปปชทั้ง 9 ท่านตรวจสอบทรัพย์สินเหล่านี้เพื่อดำเนินการตามกฎหมายด้วยอีกทางหนึ่ง

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่าตนไม่ให้หนังสือในวันนี้ก็เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และเพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายโดยยึดหลักนิติธรรม ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่นายอรรถวิชช์ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แสดงรายการทรัพย์สินต่อปปชหรือไม่ แต่ต้องมีการตรวจสอบให้กระจ่างหากพบว่าเป็นทรัพย์สินมาจากผู้กระทำผิด ฐานฟอกเงินจริงก็ต้องยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ยืนยันอีกครั้งว่าตนเห็นว่าในอดีตนายอรรถวิชช์ เคยแสดงออกตลอดว่าต้องการตรวจสอบคนนั้นคนนี้ว่าทุจริตหรือทำให้รักเสียหายมาแล้วดังนั้นเมื่อมีข้อมูลเช่นนี้ นายอรรวิชช์ ก็ต้องถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยเช่นกันจะไม่เกิดการเลือกปฏิบัติประกอบกับตนเห็นว่ามีบางคดีที่ แม้เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินมาจากผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินที่ยังไม่ได้ถูกตัดสินไม่ใช่เราโอนโดยตรงยังถูกดำเนินคดีฟอกเงินได้

เรื่องนี้จึงต้องขอให้ประชาชนร่วมกันจับตาว่า ปปง จะดำเนินการยึดทรัพย์สินของนายอรรถวิชช์ กับพวกในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินหลายรายการมาจากนางภคินี โดยตรงหรือไม่ กรณีสังคมจะได้เห็นว่ามาตรฐานของปปงจะเป็นอย่างไร

ด้านนาย วิทยา นีติธรรม เลขานุการสำนักงาน ปปง. กล่าวว่า ต้องขอบคุณ นาย วิญญัติ ที่แจ้งข้อมูลเข้ามา แต่ในการพิจารณา เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก็ต้องตรวจสอบว่าข้อมูลที่ให้มา ว่าเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไหม ถ้าใช่ก็พิจารณาตามกฎหมาย ถ้าไม่ใช่ก็ให้ความเป็นธรรมเจ้าทรัพย์สินเขาไป

พ่อร้องสื่อ ลูกชายป่วยซึมเศร้าคลุ้มคลั่ง ถูกทหารยิง-ทุบศีรษะดับ

ลุงวัย 65 ปี เข้าร้องเรียนสื่อมวลชน หลังขอให้ทหารช่วยพาลูกชายไปโรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการเครียด และโรคซึมเศร้า แต่สุดท้ายลูกชายกลับถูกยิง และทุบตีจนเสียชีวิต 

นายดุสิต ถานัน อายุ 65 ปี ชาวจังหวัดนครพนม พร้อมญาติ ได้เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน ไปยังหน่วยงานทหาร หลังลูกชาย คือ นายพัฒนพงษ์ ถานัน อายุ 36 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นาย ทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธปืนยิง และใช้ไม้ทุบตีศีรษะจนเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณทุ่งนาใกล้หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ท้องที่ สภ.นาโดน

นายดุสิต เล่าว่า ลูกชายมีอาการเครียด ซึมเศร้า และมีอาการคุ้มคลั่ง จึงได้ปรึกษาเพื่อนบ้าน และผู้นำชุมชน ทุกคนแนะนำให้ไปรักษาที่ โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์

ในวันเกิดเหตุตนได้ติดต่อให้ทหาร ช่วยนำตัวลูกชายไปส่งโรงพยาบาล แต่ลูกชายขัดขืนไม่ยอมไปด้วย อีกทั้งพยายามต่อสู้ และวิ่งหนี จึงโดนทหารยิง และทุบศีรษะจนถึงแก่ชีวิต หลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งความกับตำรวจ แต่เรื่องกลับเงียบ จนตอนหลังมีทหารที่ฆ่าลูกชายมาเสนอเงินช่วยเหลือ 1 แสนบาท แต่ยืนยันไม่รับ และจะไม่เผาศพลูกจนกว่าจะได้รับความเป็นธรรมจริง ๆ

ด้านพลตรีสมชาย ครรภาฉาย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 นครพนม ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้ละทิ้ง ได้เข้าไปดูแลให้กำลังใจ ช่วยเหลือจัดงานศพเบื้องต้น พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าทำศพ 10,000 บาท และนำกำลังทหารไปร่วมไว้อาลัย ส่วนการเยียวยาช่วยเหลือนั้น อยู่ในขั้นตอนการเจรจา

โดยเรื่องที่เกิดขึ้นจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งในส่วนของทหารจะพิจารณาสอบสวนดำเนินการทางวินัยต่อไป อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงว่ากรณีดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ระงับควบคุมเหตุ เนื่องจากผู้ตาย มีอาการป่วยเป็นโรคเครียด มีอาการคุ้มคลั่ง