เผยปลายทาง ‘ยาบ้า’ หลังถูกจับกุม แล้วไปอยู่ที่ไหน?

เพจสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  เผยปลายทาง ‘ยาบ้า’ หลังถูกจับกุม แล้วไปอยู่ที่ไหน?

วันนี้(8 พ.ค.) เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดที่เจ้าหน้าที่จับกุมจากคนร้าย หลังนำมาเป็นของกลางแล้ว นำไปเก็บไว้ที่ไหน? โดยข้อความระบุว่า

“รู้ไหมว่า..ยาบ้า เมื่อจับกุมแล้วไปไหน? มาดูขั้นตอนการดำเนินการ 1.เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม
เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จับกุมผู้กระทำความผิดได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะดำเนินการตรวจสอบจำนวน ปริมาณและน้ำหนัก พร้อมทั้งจัดทำบันทึกการตรวจยึด/จับกุม และนำยาเสพติดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนโดยเร็ว

2.พนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับของกลางดังกล่าว พนักงานสอบสวนจะบรรจุยาเสพติดนั้นลงในภาชนะที่เรียบร้อย แข็งแรง ปิดฉลากที่ภาชนะบรรจุยาเสพติด โดยให้ปิดทับภาชนะในลักษณะที่หากจะมีการเปิดภาชนะดังกล่าวแล้ว จะต้องทำให้ฉลากที่ปิดภาชนะฉีกขาด โดยลงลายมือชื่อชุดจับกุม พนักงานสอบสวนและผู้ต้องหา ลงเลขคดี พร้อมทั้งจัดทำหนังสือนำส่งยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์ และให้พนักงานสอบสวนหรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่ได้รับมอบหมายนำยาเสพติดของกลางทั้งหมดส่งสถานตรวจพิสูจน์โดยเร็ว

3.สถานตรวจพิสูจน์ เมื่อสถานตรวจพิสูจน์ได้รับหีบห่อที่บรรจุของกลางดังกล่าว เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจพิสูจน์ไม่น้อยกว่าสองคนจะตรวจสภาพภาชนะที่บรรจุยาเสพติดของกลางว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีการแกะหีบห่อ และทำการตรวจสอบจำนวน ปริมาณ และน้ำหนัก ว่าตรงกับรายการที่ระบุในหนังสือนำส่งหรือไม่

จากนั้นสถานตรวจพิสูจน์ จะทำการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ และรายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนทราบ ส่วนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ จะถูกส่งไปเก็บรักษาที่คลังเก็บรักษาของกลางกระทรวงสาธารณสุข โดยจะไม่มีการส่งยาเสพติดกลับไปให้กับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมหรือพนักงานสอบสวนอีก

4.คลังเก็บรักษายาเสพติดของกลาง กระทรวงสาธารณสุข เมื่อสถานตรวจพิสูจน์ส่งยาเสพติดของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ไปยังคลังเก็บรักษายาเสพติดของกลาง คณะทำงานเก็บรักษาของกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ตรวจรับและทำบัญชีเก็บไว้เป็นหลักฐาน และเก็บรักษาไว้จนกว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ริบยาเสพติดให้โทษของกลางดังกล่าว

5.การเผาและทำลาย กระทรวงสาธารณสุข จะดำเนินการทำลายยาเสพติดของกลางอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยจะมีการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจรับของกลางจากคลังเก็บรักษา โดยมีผู้แทนจากหลายหน่วยงาน เพื่อร่วม ทำการตรวจสอบว่ายาเสพติดมิได้หายไปไหน หลังจากนั้นก็จะนำยาเสพติดของกลางส่งต่อให้กับคณะขนย้าย เพื่อทำการขนยาเสพติดของกลางดังกล่าวไปยังสถานที่เผาทำลาย และส่งยาเสพติดของกลางดังกล่าวให้กับคณะเผาทำลาย เพื่อดำเนินการเผาทำลายจนหมดสิ้น

โดยคณะทำงานแต่ละชุดที่มีผู้แทนจากหลายหน่วยงานจะดำเนินการตรวจสอบจำนวน ปริมาณ และน้ำหนักยาเสพติดของกลางทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ายาเสพติดของกลางมิได้หลุดรอดไปไหนจนกว่ายาเสพติดจะถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น #จับแล้วไม่หายนะจ๊ะ แฮ่..!!!  #ONCB #ปปส #1386”

ที่มา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ศาลเลื่อนอ่านพิพากษา หมอนิ่มกับพวก คดีร่วมกันจ้างวานและฆ่า เอ๊กซ์ จักรกฤษณ์ 

ศาลจังหวัดมีนบุรีเลื่อนอ่านคำพิพากษาหมอนิ่มกับพวกอีก 3 คดีร่วมกันจ้างวานและฆ่า “เอ๊กซ์” จักรกฤษณ์  เหตุคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ เป็นวันที่ 21 มิถุนายน แต่จำเลยขอเลื่อนเป็น 26 มิถุนายน

ช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลจังหวัดมีนบุรี นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีจ้างวานฆ่าเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ อดีตนักยิงปืนทีมชาติ ซึ่งผู้ต้องหาในคดีนี้คือ นายจีรศักดิ์ หรือจี กลิ่นคล้าย อายุ 47 ปี ทำหน้าที่เป็นมือปืน นางสุรางค์ ดวงจินดา อายุ 76 ปี พญ.นิธิวดี หรือหมอนิ่ม ภู่เจริญยศ อายุ 42 ปี นายสันติ หรืออิ๊ด ทองเสม อายุ 32 ปี ทนายความคนสนิทหมอนิ่ม และนายธวัชชัย หรืออ้น เพชรโชติ อายุ 35 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในวันก่อเหตุ เป็นจำเลย 1-5 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และจ้างวานฆ่าผู้อื่น

โดยภายหลังจากที่ผู้ต้องหาเดินทางมาครบและถึงกำหนดอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ได้มีการสั่งเลื่อนการอ่านคำพิพากษา ออกไปเป็นวันที่ 21 มิถุนายน เนื่องจากยังเรียงคำพิพากษาไม่แล้วเสร็จ แต่จำเลยขอเลื่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 26 มิถุนายน เพราะไม่สะดวกตามนัด โดยในวันนี้หมอนิ่มพร้อมมารดา และผู้ถูกคุมขังอีก 2 เดินทางมารอฟังคำพิพากษา ส่วนตัวทนายอี๊ด มีการติดต่อแจ้งขอเลื่อนการเข้าฟังคำพิพากษาก่อนหน้านี้เนื่องจากมีเหตุรถเสียอยู่ที่ภาคใต้

สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2556 ที่ จำเลยที่ 2- 4 ร่วมกันจ้างวานให้ จำเลย 1 กับพวกที่หลบหนี ใช้อาวุธปืนยี่ห้อลูเกอร์ รุ่นโตโกเรฟ ขนาด 7.62 มม. สังหารนายจักกฤษณ์ หรือเอ็กซ์ พณิชย์ผาติกรรม อายุ 41 ปี อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติ เหตุเกิดบริเวณหน้าวัดบางเพ็งใต้ ถนนสุขาภิบาล 3

ซึ่งคดีนี้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ศาลชั้นต้น จังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาประหารชีวิต แพทย์หญิงนิธิวดี หรือ หมอนิ่ม และนายสันติ หรือทนายอี๊ด ส่วนนายจีรศักดิ์ และนายธวัชชัย มือปืนและผู้ที่ทำหน้าที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต

ส่วนนางสุรางค์ มารดาหมอนิ่ม พิพากษาให้ยกฟ้อง ก่อนที่ในเวลาต่อมาศาลอุทธรณ์ จะมีคำสั่งให้หมอนิ่มและทนายอี๊ดประกันตัว โดยตีราคาประกันคนละ 1 ล้านบาท โดยสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศก่อนจะได้รับอนุญาต ขณะที่ในส่วนแม่ของหมอนิ่ม มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานเบิกความขัดแย้งกันและเชื่อว่ารับผิดแทนลูก ขณะที่จำเลยอีก 2 ราย คือ มือปืนและคนขี่รถจักรยานยนต์ถูกคุมขังที่เรือนจำคลองเปรม

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงเตือนพระทั่วประเทศหากทุจริตรับโทษร้ายแรง

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงเตือนพระทั่วประเทศหากทุจริตรับโทษร้ายแรง พร้อมทรงเน้นย้ำให้เอาใจใส่ในการคัดกรองบุคคลจะมาบรรพชาอุปสมบท

จากการประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ระดับเจ้าคณะปกครองครั้งแรกของคณะสงฆ์ไทย ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2561

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) เสด็จมาทรงเป็นประธานในการเปิดประชุมพร้อมประทานพระโอวาทความว่า สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระราโชบายไว้ เป็นแนวทางการดำเนินงานของคณะสงฆ์ว่า

พัฒนาความรู้และคุณภาพของพระสงฆ์ให้เป็นหลักใจของประชาชน ให้พระมีความสำนึกและเป็นประโยชน์ในสังคมไทย มหาเถรสมาคม รับสนองพระราโชบายนี้ด้วยการประกาศเน้นย้ำให้พระสังฆาธิการ เจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ และพระมหาเถระทั้งหลายเอาใจใส่ในการคัดกรองบุคคลจะมาบรรพชาอุปสมบท การอบรมสั่งสอนพรภิกษุสามเณรในปกครอง และกวดขันผู้อยู่ในปกครองหรือผู้เป็นศิษย์ให้ดำรงตนในกำระเบียบ และพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

พระสังฆาธิการที่มาประชุมในที่นี้ ย่อมทราบดีว่า เป็นเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายในกฎหมายของบ้านเมือง ถ้าบุคคลใดมีตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ก็ย่อมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน คือ ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบบุคคลผู้เป็นพนักงานย่อมต้องได้รับผลร้ายตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างไม่มีข้อยกเว้น กฎหมายนั้นนับเป็นบรรทัดฐานที่หนักสุดของสังคม

ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืน ก็ต้องได้รับโทษตามบัญญัติ ในขณะเดียวกันเราทั้งหลายล้วนเป็นบรรพชิต ยังมีบรรทัดฐานอีกระดับหนึ่งเรียกว่า พระธรรมวินัย คอยกำกับ ถ้าดำรงตนอยู่ในพระธรรมวินัย ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลใดๆ ว่ากฎหมายบ้านเมืองจะส่งผลร้ายอะไรแก่ตัวท่าน ในการประชุมครั้งนี้จึงขอย้ำเตือนให้ทุกท่านได้ศึกษาทบทวน ปฏิบัติการ และกวดขันผู้อยู่ในปกครองให้อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งอย่างเคร่งครัด และขอให้ปฏิบัติตามจริยาพระสังฆาธิการ เพื่อช่วยรักษาเชิดชูคณะสงฆ์ให้มั่นคงคู่ราชอาณาจักรไทย

ข้อมูลจาก จส.100