แพทย์ชี้ “โรคด่างขาว” ไม่ใช่โรคติดต่อ ควรเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วย

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ชี้ “โรคด่างขาว” ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่มีผลกระทบต่อผู้ป่วยด้านจิตใจและความสวยงาม ผู้ป่วยมักมีความกังวลเนื่องจากการรักษาได้ผลตอบสนองช้า แนะควรเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วย

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคด่างขาว ไม่ใช่โรคติดต่อ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรค อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการสูญเสียเซลล์สร้างเม็ดสี หรือพบในผู้ป่วยโรคไทรอยด์ โรคเลือดจาง โรคความผิดปกติที่ต่อมหมวกไต โรค SLE โรคข้อรูมาตอยด์ เป็นต้นพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ อาการคือผิวหนังมีสีขาวคล้ายนมสด ลักษณะราบเรียบ ไม่นูนออกมาจากผิวปกติ มีขอบชัด สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ริมฝีปาก มือ แขน ขา

หากเกิดขึ้นในบริเวณที่มีผมหรือเส้นขน อาจทำให้เส้นผมหรือเส้นขนบริเวณนั้นเป็นสีขาวได้ อาการมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจมีรอยโรคเพิ่มขึ้น ขยายขึ้น หรือมีรอยโรคใหม่เกิดได้ ทั้งนี้การดีขึ้นของรอยโรคจากการสร้างเม็ดสีสามารถเกิดขึ้นเองได้หรือเกิดจากการโดนแสงแดด โอกาสที่รอยโรคจะหายเองได้ทั้งหมดมีน้อย

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคด่างขาว ไม่อันตรายแต่มีผลต่อจิตใจของผู้ป่วยในด้านความสวยงาม และความมั่นใจ บางครั้งอาจใช้การปกปิดด้วยเครื่องสำอาง การสักเม็ดสี หากรอยโรคเป็นบริเวณกว้างและไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจใช้วิธีเปลี่ยนสีผิวของผู้ป่วยให้เป็นสีขาวเช่นเดียวกับด่างขาว ด้วยการใช้ยา และการใช้เลเซอร์บางชนิด สำหรับการรักษามีหลายวิธี ได้แก่

1.การรักษาด้วยยาทากลุ่ม สเตียรอยด์ ได้ผลดีในกลุ่มผู้ป่วยด่างขาวที่มีพื้นที่รอยโรคไม่มาก แต่ต้องมีการประเมินการเปลี่ยนแปลง เช่น มีจุด หรือรอยโรคแคบลง ถ้าไม่มีสามารถหยุดยาภายใน 2 เดือน

2.การใช้ยา Calcineurin inhibitor ชนิดทา ได้แก่ tacrolimus และ pimecolimus พบว่าตอบสนองดีโดยเฉพาะรอยโรคบนใบหน้า หรือร่วมกับการตากแดด

3.การรักษาด้วยการฉายแสง เหมาะกับผู้ป่วยที่สามารถเข้ารับการรักษาได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ หากไม่สามารถรักษาต่อเนื่อง ผลการรักษาจะไม่ดี และอาจจะเกิดผลข้างเคียงได้สูง

4.การรักษาด้วยเลเซอร์และเครื่องกำเนิดแสงชนิดอื่น ได้แก่ Excimer laser, Helium-neon laser

5.การรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนัง จะใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ซึ่งกระบวนการรักษามีความยุ่งยากซับซ้อน การรักษาโรคด่างขาวมีหลายวิธีจึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ที่สำคัญผู้ใกล้ชิดควรเข้าใจ และให้กำลังใจผู้ป่วยเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

คลิกอ่าน >>> โรคด่างขาว

สาวแสบ!! ทำทีดูแหวนทองก่อนแอบซุกใส่กระเป๋า อ้างเงินไม่พอใช้

ตำรวจ สภ.คลองหลวง จับสาวแสบทำทีดูแหวนทองก่อนแอบซุกใส่กระเป๋าเดินหลบหนี อ้างเงินไม่พอใช้จ่าย

เมื่อเวลา 21.30น. วันที่ 3 พ.ค. 2561 พ.ต.ต.สามารถ เปาจีน สว.สส.สภ.คลองหลวง ร.ต.อ.ตำนานรัก รุ่งโรจ รองสว.สส.สภ.คลองหลวง ร.ต.ท.พลอย ศรีพลอย รองสว.สส.สภ.คลองหลวง พร้อมกำลังชุดสืบสวนได้ร่วมกันจับกุมตัวน.ส.รสา คำดี อายุ20ปี อยู่บ้านเลขที่90 หมู่ที่6 ต.วังหลุม อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร โดยจับกุมได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งภายในตลาดประตูน้ำพระอินทราชา ต.เชียงรากใหญ่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยกล่าวหาว่าลักทรัพย์

โดย พ.ต.ต.สามารถ เปาจีน สว.สส.สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 61 เวลาประมาณ 14.40 น. ได้มีคนร้ายเป็นหญิงเขามาทำทีเป็นลูกค้าของดูแหวนทองขนาด 2 สลึง ที่ห้างทองเยาวราชกรุงเทพภายในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัวนวนคร ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ซึ่งเป็นพนักงานคนใหม่ ได้นำแหวนออกมาให้หญิงที่ทำทีเป็นลูกค้าดูจำนวน 7 วง

ก่อนที่หญิงคนดังกล่าวจะเดินออกไปและไม่ซื้อแหวนที่ขอดู ภายหลังมาทราบว่าแหวนทองน้ำหนัก 2 สลึง ได้หายไป 1 วง จึงแจ้งหัวหน้างานและประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเปิดกล้องวงจรปิดตรวจสอบ พบว่าหญิงที่สวมเสื้อสีเหลืองที่มาเลือกซื้อแหวน ได้นำแหวน 1 วงวางบนฝ่ามือข้างขวาและใช้โทรศัพท์มือถือวางทับเพื่อปิดบังสายตาก่อนที่จะนำแหวนใส่กระเป๋าและเดินออกจากร้านไป เจ้าหน้าที่จึงเกาะรอยคนร้ายจากกล้องวงจรปิดจนสามารถจับกุมตัวได้

ทางด้าน น.ส.รสา คำดี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ผู้ก่อเหตุนั้นเป็นตนเองจริงที่ทำลงไปเพราะเดือนร้อนเงินขาดมือ ต้องจ่ายค่าเช่าห้องพัก และค่างวดรถจยย.แต่งานที่ทำอยู่คือการขายชุดนอน และกระเป๋าถือออนไลน์ระยะหลังขายไม่ดีเงินจึงขาดมือ จึงจำเป็นต้องมาก่อเหตุ หลังจากก่อเหตุแล้วได้นำแหวนทองไปจำนำไว้ที่ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีนวนคร ซึ่งอยู่ใกล้กันได้เงินมาจำนวน 9,000 บาท จึงนำไปใช้จ่ายจนหมดกระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในที่สุด

จ่อฝากขังลูกเลี้ยง ‘กรณ์’ อดีตนักการเมือง เช้านี้ หลังถูกจับคดีครอบครองโคเคน

ตำรวจทองหล่อ เตรียมฝากขัง ลูกเลี้ยง “กรณ์ จาติกวณิช” อดีตนักการเมือง เช้าวันนี้ หลังถูกจับกุมคดีครอบครองโคเคน

จากกรณีที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ จับกุม นายพันธิตร มหาเปารยะ อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของนางวรกร จาติกวณิช ภรรยาของนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตนักการเมือง ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครอง ซึ่งถูกจับกุมได้ขณะกำลังโดยสารรถแท็กซี่ผ่านด่านตรวจค้นหน้าอาคารโอเชียนทาวน์ ซอยสุขุมวิท 19 เมื่อเช้ามืดวานนี้ พร้อมของกลางโคเคนน้ำหนัก 0.92 กรัม 1 ถุง และหลอดที่ใช้เป็นอุปกรณ์การเสพ

กรณ์ จาติกวณิช

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ช่วงเช้าวันนี้ พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ จะควบคุมตัวนายพันธิตร ไปขออำนาจศาลอาญากรุงเทพใต้ พิจารณารับฝากขังตัวชั่วคราวในความผิดดังกล่าว ขณะที่ตำรวจยืนยันว่าระหว่างการควบคุมตัว ญาติยังไม่แสดงความจำนงขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด