โดนแล้ว! ตำรวจกร่างชักปืนขู่ชาวบ้าน ถูกสั่งให้ออกจากราชการชั่วคราว

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ สั่งสอบตำรวจเมากร่างใช้ปืนขู่ชาวบ้าน พร้อมให้ออกราชการชั่วคราว และแจ้ง 5 ข้อหาหนัก

วันนี้(2 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เผยคลิปเหตุการณ์บางช่วงบางตอนที่ จ่าสิบตรี อริญชย์ จันทะแสน ตำรวจประจำงานป้องปราบปราม สถานีตำรวจภูธร (สภ.)เมืองชัยภูมิ ช่วยราชการศูนย์อำนวยการปราบปรามยาเสพติด จังหวัดชัยภูมิ ใช้ปืนพกข่มขู่ นายบัณฑิต เนียมชัยภูมิ ผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ตาเนิน อำเภอเนินสง่า และ น.ส.สิริพร ขันทองคำ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ถนนสาย 201 ชัยภูมิ-สีคิ้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่ามา ซึ่งเคราะห์ดีที่ไม่เกิดเหตุสลด ก่อนที่จ่าสิบตรี อริญชย์ ซึ่งมีอาการขาดสติคล้ายคนเมาสุรา จะถูกรวบตัวในเวลาต่อมา

โดยวานนี้ นายบัณฑิต ผู้เสียหายได้นำคลิปวิดีโอ มามอบให้กับตำรวจ สภ.เมืองชัยภูมิ เพื่อเป็นหลักฐาน พร้อมเล่าถึงนาทีชีวิตว่า น.ส.สิริพร ถูกใช้ปืนจี้ลงจากรถเป็นคนแรก ตามด้วยตัวเอง แถมตำรวจรายนี้ ยังถามทุกคนว่า “เป็นคน หรือเอเลี่ยน” จากนั้น ยังถูกอีกฝ่ายใช้ด้ามปืนตบหน้า 2 ครั้ง ก่อนถูกปืนจ่อศีรษะ ซึ่งเคราะห์ดีที่มีจักรยานยนต์วิ่งผ่าน แล้วปืนก็ลั่นลงพื้น 1 นัด ขณะที่ฝ่ายหญิง ได้ฉวยโอกาสวิ่งหนี

ต่อมา ตนเองพยายามพูดเกลี้ยกล่อมจ่าสิบตรี อริญชย์ ให้ใจเย็น และจะซื้อน้ำในร้านของฝากบริเวณดังกล่าวให้ จังหวะนั้น ดาบตำรวจ ธชานนท์ ทิศเหนือ มาพบพอดี จึงช่วยกันแย่งปืน ก่อนที่ตำรวจ สภ.เมืองชัยภูมิ จะเข้าระงับเหตุ และช่วยจับกุมตัวไว้ได้ ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น ตำรวจรายนี้ อ้างว่าก่อนเกิดเหตุ ได้ทะเลาะกับภรรยา และไปดื่มสุราจนเมาหนัก

ขณะที่พันตำรวจเอก พงค์พัชร์ แจ้งหมื่นไวย์ ผู้กำกับการ สภ.เมืองชัยภูมิ ระบุว่า ได้รายงานผู้บังคับการตำรวจภูธรชัยภูมิแล้ว ก่อนมีคำสั่งให้ตำรวจนายนี้ ออกจากราชการไว้ก่อน รวมทั้งแจ้งข้อหา พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ, มีอาวุธปืนเครื่องกระสุนในครอบครอง, ยิงปืนในที่สาธารณะ, ใช้อาวุปืนข่มขู่ให้เกิดความตกใจกลัว และทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งระหว่างนี้ ได้นำตัวไปสงบสติอารมณ์ในห้องขัง สภ.บ้านเขว้า พร้อมตั้งกรรมการสอบสวน

สลด! เด็ก 12ปี ผูกคอตายเพราะคิดถึงพ่อ-ตายายไม่เชื่อหลานคิดสั้น

เด็กชายวัย 12 ปี ผูกคอตายในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน บริเวณริมถนนสายนครสวรรค์-พิษณุโลก ตายายไม่เชื่อหลานจะคิดสั้น

เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ 2 พ.ค. 61 ร.ต.อ.ชัยวัฒน์ ทิพยโสตถิ ร้อยเวร สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้รับแจ้งว่ามีผู้พบศพคนผูกคอตายภายในห้องน้ำปั๊มน้ำมันเอสโซ่ บริเวณริมถนนสายนครสวรรค์-พิษณุโลก ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ นครสวรรค์ พื้นที่หมู่ 10 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมกับแพทย์เวรโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยนครสวรรค์

ที่เกิดเหตุพบศพ ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 12 ปี ในชุดเสื้อยืดคอกลมสีแดง-ดำ นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ สภาพใช้เชือกไนลอนสีขาวผูกคอตายอยู่ภายในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน โดยมีแม่บ้านที่ทำความสะอาดเป็นผู้มาพบศพคนแรก และได้รีบโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ส่วนการตรวจสอบสภาพศพเด็กชาย มีรอยคล้ายถูกถูกเฆี่ยนตีที่บริเวณฝ่ามือและแขน และมีร่องรอยจากการถูกเชือกรัดที่คอ ซึ่งแพทย์ระบุว่า เพิ่งจะเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

ต่อมา น.ส.มณฑา มลิสุทธิ์ อายุ 36 ปี มารดาของเด็กชายที่เสียชีวิต ได้เดินทางมายังจุดเกิดเหตุด้วยสีหน้าตื่น พร้อมกับให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ว่า เพิ่งจะพาบุตรชายย้ายจาก จ.ตรัง มาอาศัยอยู่ห้องเช่ากับแฟนใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับปั๊มน้ำมันได้เพียง 2 เดือน

เนื่องจากก่อนนี้ บุตรพักอาศัยอยู่กับกับสามีเก่าที่ จ.ตรัง มานานหลายปี และเพิ่งจะเสียชีวิตจากการคิดสั้นผูกคอตาย โดยหลังจากเสร็จงานศพสามีเก่า บุตรชายก็มีอาการเปลี่ยนไป มักจะซึมเศร้า ไม่ค่อยทานอาหาร และมักจะเอาเสื้อผ้าของบิดาที่เอาติดมาด้วย นำมาใส่เป็นประจำ

กระทั่งมาวันนี้ ไม่คาดคิดว่า บุตรจะคิดสั้นนำเชือกมาผูกคอตายที่ปั๊มน้ำมัน เพราะตนไม่ได้เอะใจ เนื่องจากทุกเช้าบุตรจะมาเข้าห้องน้ำที่นี่แล้วกลับมาที่ห้องพัก ส่วนล่องรอยที่พบบนฝ่ามือเด็กนั้น เกิดจากตนใช้ไม้ตี เนื่องจากบุตรดื้อ

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งไว้ 2 ประเด็น คือการคิดสั้นฆ่าตัวตาย และถูกฆาตกรรมแล้วนำศพมาผูกคอเพื่อปิดบังอำพราง เนื่องจากตาและยายของเด็ก ที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ได้เดินทางมาดูศพ และติดใจไม่เชื่อว่าหลานจะคิดสั้นผูกคอตาย จึงจะมีการนำศพของเด็กที่เสียชีวิตส่งไปผ่าพิสูจน์ พร้อมกับจะทำการสอบปากคำ น.ส.มณฑา และญาติพี่น้อง รวมถึงสามีใหม่อย่างละเอียดอีกครั้ง

สธ. แจงเหตุ รพ. ส่งผู้ป่วยกลับผิดบ้านจนเสียชีวิต ลั่นพร้อมเยียวยา

กระทรวงสาธารณสุข ขอรับผิดเหตุส่งผู้ป่วยไปผิดบ้านจนเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต ลั่นพร้อมเยียวยาเต็มที่

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (1 พ.ค. 2561) ดร.นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุสุดสลดกรณีโรงพยาบาลสลับผู้ป่วย จนเป็นเหตุทำให้อีกคนไปผิดบ้าน จนเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต ว่า

เรื่องนี้ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ ผิดพลาดไม่ได้ตรวจสอบการรับผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ป่วยทั้งสองคนเป็นหญิงอายุ 83 ปี เหมือนกัน มีอาการป่วยวิกฤต ทางแพทย์ที่รักษาได้แจ้งให้ญาติทราบว่า ทำรักษาได้เพียงประคองอาการไปเท่านั้น และต้องเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจเพิ่ม

โรงพยาบาล, รถพยาบาล, ข่าวจังหวัดนครปฐม

ทางญาติของครอบครัวทั้งสองจึงไม่ขอรับการเจาะคอเพิ่ม เพราะต้องการให้ผู้ป่วยจากไปแบบไม่ทรมาน โดยครอบครัวหนึ่งมีความประสงค์จะให้ผู้ป่วยสิ้นลมหายใจที่โรงพยาบาล ขณะที่อีกครอบครัวหนึ่งต้องการนำผู้ป่วยไปสิ้นลมหายใจที่บ้านอ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

แต่ในวันเกิดเหตุครอบครัวของผู้ป่วยอีกคน ส่งญาติมารับผู้ป่วยเพื่อกลับบ้านเกิดที่ อ.บ้านโป่ง พอมาถึงพบว่า ผู้ป่วยทั้งสองคนมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน พักเตียงใกล้กัน ทางญาติก็ประสานกับเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในตึกนั้น และนำผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล เวลา 07.30 น.

จากนั้นช่วงเวลา 09.40 น. เจ้าหน้าที่ดูแลประจำแผนกพบว่ามีการส่งตัวผู้ป่วยผิดคน จึงประสานญาติ และนำรถโรงพยาบาลไปรับผู้ป่วยที่รับผิดตัวระหว่างทางกลับมาโรงพยาบาล จากผู้ป่วยที่รับผิดไป ก็เสียชีวิตในวันต่อมา ส่วนผู้ป่วยที่ญาติประสงค์จะรับกลับไปที่ อ.บ้านโป่ง ก็เสียชีวิตเหมือนกัน

ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ละเอียดรอบคอบ แต่ส่วนหนึ่งก็ทางญาติที่มารับก็ต้องรู้ว่าผู้ป่วยที่จะมารับคือคนไหน ชื่ออะไร เพราะผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤตและแก่ชรา จะมีใบหน้าคล้ายๆกัน ทางญาติก็มีหลายคน จึงทำให้ญาติเข้าใจผิดคนได้

ทั้งนี้ ตนได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ ที่ประมาท ดำเนินการผิดพลาด พร้อมสั่งปรับปรุงระบบพัฒนาการรับผู้ป่วยกลับบ้านอย่างเข้มงวด สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขได้เข้าไปเยียวยาและขอโทษกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งสองครอบครัวแล้ว และพร้อมจะรับผิดชอบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ด้านสาธารณสุขต่อไป