พาณิชย์ติวเข้มชาวสวนผลไม้รุกตลาดยุคการค้าเสรีชี้ไทยติดอันดับ 10 ของโลก

กระทรวงพาณิชย์ เดินสายติวเข้มเกษตรกรชาวสวนผลไม้รุกตลาดยุคการค้าเสรี ระบุไทยติดอันดับ 10 ของโลก

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเดินหน้าให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย เกี่ยวกับความตกลงการค้าเสรีอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2561 จะลงพื้นที่พบปะชาวสวนผลไม้ ณ จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรและผู้ประกอบการผลไม้ไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศคู่ค้าของไทยได้ลดเลิกภาษีศุลกากรกับสินค้าผลไม้ไทยภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมทั้งการพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพพร้อมส่งออกและแข่งขันในตลาดต่างประเทศ และเตรียมความพร้อมเกษตรกรไทยให้ก้าวทันกฎเกณฑ์การค้าและรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไป รวมถึงการใช้ช่องทางการค้าออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน

“ความตกลงการค้าเสรีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้การส่งออกผลไม้ไทยขยายตัว สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ขณะที่คุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดต่างประเทศนำเข้าผลไม้จากไทยมากขึ้น ดังนั้น การสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ของไทยให้สามารถปลูกผลไม้ เก็บเกี่ยว บรรจุหีบห่อ ตลอดจนพัฒนาผลผลิตให้ตรงความต้องการตลาดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในตลาดโลกได้” นางอรมน กล่าว

ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้และผลไม้แปรรูปอันดับที่ 10 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกกว่า 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรีด้วย โดยผลไม้เมืองร้อนของไทยที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่ ลำไย ทุเรียน และมังคุด ซึ่งมีอาเซียนเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย และเนื่องจากสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ได้ยกเว้นภาษีนำเข้าผลไม้และผลไม้แปรรูประหว่างกันแล้ว ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ส่งผลให้ไทยส่งออกผลไม้และผลไม้แปรรูปไปอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ไทยมีมูลค่าการส่งออกลำไยไปอาเซียน 675 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากปี 2559 ส่งออกทุเรียน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 230 จากปี 2559 และส่งออกมังคุด 146 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 132 จากปี 2559

ขณะที่จีน เป็นตลาดส่งออกผลไม้และผลไม้แปรรูปอันดับที่ 3 ของไทย รองจากอาเซียน และสหรัฐอเมริกา โดยภายใต้ความตกลง FTA อาเซียน – จีน ไทยและจีนได้ยกเลิกภาษีศุลกากรสินค้าผลไม้ระหว่างกันแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 โดยในปี 2560 ไทยส่งออกผลไม้และผลไม้แปรรูปไปจีน 740 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงขึ้นร้อยละ 25.46 เมื่อเทียบกับปี 2559 และสูงขึ้นกว่าร้อยละ 1,650 เมื่อเทียบกับปี 2545 ซึ่งเป็นปีก่อนหน้าที่จีนยกเลิกภาษีนำเข้าผลไม้จากไทย สินค้าผลไม้ของไทยที่ส่งออกในตลาดจีน ได้แก่ ทุเรียน ลำไย และมังคุด โดยในปี 2560 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีน 216 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออกลำไยไปจีน 152 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกมังคุดไปจีน 60 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) และอาเซียน – ออสเตรเลีย- นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็ได้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับผลไม้ที่นำเข้าจากไทยแล้วทุกรายการ ขณะที่ประเทศอื่น เช่น เกาหลี และญี่ปุ่น ที่ไทยมีความตกลง FTA ด้วยก็ได้เปิดตลาดและลดภาษีสินค้าผลไม้ให้ไทยหลายรายการแล้วเช่นกัน

นางอรมน กล่าวอีกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตของการส่งออกผลไม้ไทย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จึงได้ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดสัมมนาในหัวข้อ “การค้าเสรีเพื่อยกระดับเกษตรกรไทยก้าวสู่ Smart Enterprises 4.0” เน้นให้ความรู้เรื่องสินค้าผลไม้ในตลาดการค้าเสรี เริ่มตั้งแต่การผลิต การเพาะปลูก ไปจนถึงขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยวและส่งออกให้ถึงมือผู้บริโภคในต่างประเทศ และการใช้ประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้าภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีต่างๆ แก่เกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ ณ จังหวัดสุโขทัย และระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2561 จะจัดสัมมนาและลงพื้นที่พบปะเกษตรกรสวนผลไม้ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น มาร่วมให้ความรู้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการผลไม้ไทยภาคตะวันออก

หมอไทย เจ๋ง ! ค้นพบวิธีรักษา ‘ธาลัสซีเมีย’ ด้วยการบำบัดยีนให้หายไม่ต้องถ่ายเลือด

รามาธิบดีค้นพบวิธีการรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดด้วยการบำบัดยีนเป็นครั้งแรกของโลก

เรียกได้ว่าโรค ‘ธาลัสซีเมีย’ หรือที่เราเรียกว่า โรคโลหิตจางเป็นโรคที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสน้อยที่จะหายขาด โดยโรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย ต้องรักษาแบบประคับประคองโดยการให้เลือดและยาขับเหล็กตลอดชีวิต ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรค ‘ธาลัสซีเมีย’ประมาณ 200,000 – 300,000 คนในประเทศไทย ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีอาการตั้งแต่ 2 – 3 ปีแรกที่เป็นโรคซึ่งจะต้องได้รับเลือดทุกเดือน

นพ.สุรเดช หงส์อิง
นพ.สุรเดช หงส์อิง

เพจ ‘Rama Lounge’ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง (Suradej Hongeng) หัวหน้าโครงการโรคมะเร็งในเด็ก และอาจารย์แพทย์สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แพทย์ผู้ทำการวิจัยการรักษาโรค ‘ธาลัสซีเมีย’ ให้หายขาดด้วยการบำบัดยีน โดยมีบุคลากรในไทยที่เข้าร่วมวิจัยนี้มีอีก 2 คนคือ ผศ.นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ อาจารย์แพทย์จากหน่วยโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็กของรามาธิบดีและ ศ.เกียรติคุณ นพ.สุทัศน์ ฟู่เจริญ แห่งศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ระบุว่าได้ร่วมมือกับ Professor Philippe Leboulch, นักวิจัยจาก University of Paris และทีมแพทย์จากสหรัฐอเมริกา Harvard Medical School ในการใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากพ่อแม่ของผู้ป่วยนำมาทดลองรักษา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของวงการการรักษาโรคธาลัสซีเมีย ความยากคือการตัดต่อยีน ซึ่งเราก็ทดลองจนประสบความสำเร็จในที่สุด โดยเราเป็น 1 ใน 8 แห่งทั่วโลกที่ทำการรักษาในรูปแบบนี้

นพ.สุรเดช หงส์อิง
นพ.สุรเดช หงส์อิง

ทั้งนี้ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน The New England Journal of Medicine ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561 ขณะที่ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่ารู้สึกดีใจมากกับการได้รับการตีพิมพ์ งานวิจัยนี้ใช้เวลา 5 – 6 ปีกว่าจะประสบความสำเร็จ หลังจากที่มีการวางแผนมานานเกือบ 10 ปีก่อนหน้านี้ กระทั่ง ณ ปัจจุบัน การรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เราก็มีความคาดหวังว่าต้องการให้คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมีระบบการรักษารูปแบบนี้อย่างครบวงจร

ขอบคุณข้อมูลและภาพจากเพจ ‘Rama Lounge’

ประกันจ่ายอ่วม ? สาวซิ่ง CRV ชนสนั่นจักรยานยนต์พลิกคว่ำ 10 คันรวด

สาวซิ่ง CRV ชนสนั่นรถจักรยานยนต์ 10 คันรวด ขณะจอดอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าแปซิฟิคพาร์คศรีราชา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 พ.ค.61 ร.ต.ท.นราธิป นะยะเนตร รองสารวัตรเวรสอบสวน สภ.ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันหลายคัน เหตุเกิดบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า แปซิฟิคพาร์คศรีราชา ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบรถยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น CR-V สีขาว หมายเลขทะเบียน 5กญ 4059 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้ารถยนต์ฝั่งซ้าย มีร่องรอยเฉียวชน เป็นรอยยาว

ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ รวม 10 คัน สภาพจอดพลิกคว่ำชนกันเป็นแนวยาว ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ เอ็กซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กม 2540 ขอนแก่น, ยี่ห้อฮอนด้า สกู๊ปปี้ จำนวน 3 คัน สีขาว หมายเลขทะเบียน ขจพ 939 ลำพูน, สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กร 8078 ระยอง, สีแดงดำ หมายเลขทะเบียน งวต 921 ชลบุรี, รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นซูมเมอร์เอ็กซ์ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 1กด 2656 ชลบุรี, รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 125 ไอ จำนวน 2 คัน สีดำ หมายเลขทะเบียน จฉว 629 ชลบุรี, สีแดงขาว หมายเลขทะเบียน จจร 207 ชลบุรี, รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก 125 ไอ จำนวน 2 คัน สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กฐ 5179 สุรินทร์, สีเขียว หมายเลขทะเบียน 2กฒ 5983 ชลบุรี และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก สีแดง หมายเลขทะเบียน งจย 723 ชลบุรี ทั้งหมดได้รับความเสียหาย

จากการตรวจสอบพบ น.ส.ณัฐธิดา คำสมหมาย อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 142/140 ม.7 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา ผู้ขับขี่รถยนต์ คันดังกล่าว อยู่ในอาการตกใจ ไม่สามารถให้การได้ ยืนรอให้เจ้าหน้าที่ประกันภัยมาดำเนินการในขั้นตอนต่อไปจากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ในขณะที่ตนกำลังเดินผ่าน บริเวณจุดเกิดเหตุ จู่ ๆ ตนก็ได้เห็นรถยนต์คันดังกล่าว ขับออกมาจากห้างสรรพสินค้าแล้วเลี้ยงซ้ายมา แต่เลี้ยงไม่พ้น จนพุ่งกับรถจักรยานยนต์ ที่จอดไว้อยู่หน้าห้าง ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย หมวกกันน็อกกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ทุกคนที่กำลังเดินผ่านก็หันมาทางเดียวกันและตกใจไปพร้อม ๆ กัน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกภาพในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐานก่อน รอให้เจ้าหน้าที่ประกันภัยมาดำเนินการในส่วนของค่าเสียหาย ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้นับได้ว่าโชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต