คุมตัว ‘เจ้าคุณสังคม’ ผช.เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ส่งฝากขังศาล

ตำรวจกองปราบ คุมตัวอดีตพระเมธีสุทธิกร หรือ ‘เจ้าคุณสังคม’ ส่งฝากขังศาลอาญา หลังสอบปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง รอลุ้นประกัน

พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม นำตัวอดีตพระเมธีสุทธิกร หรือ พระราชอุปเสณาภรณ์ หรือเจ้าคุณสังคม สังฆะพัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หนึ่งในผู้ต้องหาคดี ฟอกเงิน คดีเงินทอนวัด กรณีที่ร่วมกันทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่ให้กับวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เมื่อปี 2557

หลังพนักงานสอบสวนสอบปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ ได้เดินทางมาที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อตรวจร่างกายตามขั้นตอน เบื้องต้นมีรายงานจากคณะทำงานว่า อดีตเจ้าคุณสังคมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เช่นเดียวกับอดีตพระ 6 รูปที่จับก่อนหน้านี้

ขณะนี้พนักงานสอบสวน นำตัวอดีตพระเมธีสุทธิกร ไปฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง หลังจากนี้จะต้องติดตามต่อไปว่าศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่

สำหรับอดีตพระเมธีสุทธิกร ตำรวจตรวจสอบพบว่ามีบัญชีส่วนตัวมีเงินจำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ (พศ.) โอนเข้าบัญชีเพื่อนำมาอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่อดีตพระเมธีสุทธิกร ได้ร่วมกับอดีตพระราชกิจจาภรณ์ หรือ เจ้าคุณเทอด นำเงินเหล่านี้โอนไปให้นายทวิช สังข์อยู่ ที่ถูกจับดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้แล้ว

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า วันนี้ร้อยโทฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย จะมอบตัวที่กองบังคับการปราบปรามด้วยเช่นกัน โดยร้อยโทฐิติทัตน์ เป็นเจ้าของปืน จำนวน 23 กระบอก ที่ตำรวจตรวจค้นได้ภายในบ้านพักย่านสะพานสูง

ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ หจก. ดี ดี ทวีคูณ ที่เข้าไปรับงานเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะเดียวกันนางสาวนุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี ที่เป็นผู้รับโอนเงินจากพระชั้นผู้ใหญ่จำนวน 25 ล้านบาท ก็เป็นแม่บ้านทำงานในบ้านหลังดังกล่าวด้วย

ขอบคุณ จส.100

เอสโตเนียประเทศแรกของโลกให้ประชาชนนั่งรถขนส่งสาธารณะฟรีทั่วประเทศ 24 ชม.

รัฐบาลเอสโตเนีย ริเริ่มนโยบายให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะฟรีทั่วประเทศ ดีเดย์วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 นี้

เอสโตเนียกำลังจะกลายเป็นประเทศในฝันสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะรัฐบาลเตรียมกำหนดสวัสดิการพื้นฐาน เป็นประเทศแรกของโลกที่ให้ประชาชนขึ้นรถขนส่งสาธารณะทั้งรถเมล์ รถบัส และรถไฟฟรีทุกสายฟรีทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง

ขั้นตอนในการรับสิทธิ ก่อนจะได้รับสวัสดิการดังกล่าว จะต้องลงทะเบียนเป็นผู้พำนักอาศัยในเอสโตเนียก่อน จากนั้นก็จะได้บัตรสวัสดิการ มาเพื่อใช้บริการขนส่งโดยสารต่าง ๆ ของประเทศ

โดยงบประมาณที่ภาครัฐนำมาใช้ในสวัสดิการให้ประชาชนใช้บริการรถสาธารณะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนี้ มาจากภาษีประจำปีของประชาชน ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ให้บริการเรื่องขนส่งสาธารณะก็ได้รับงบประมาณสนับสนุนเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น หน่วยงานรถไฟของเอสโตเนีย ได้รับงบอุดหนุนกิจการจากภาษีประชาชนกว่า 31 ล้านยูโร หรือราว 1.1 พันล้านบาท

ปัญหารถติดในเมืองจากรถส่วนตัว เป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลผลักดันนโยบายดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ เอสโตเนียมีมาตรการต่าง ๆ อาทิ เพิ่มอัตราค่าที่จอดรถในที่สาธารณะ รวมถึงการทดลองใช้ระบบขนส่งสาธารณะฟรีในเมืองหลวงมาระยะหนึ่ง จนกระทั่งกลายเป็นกระแสสังคม และผู้คนในเมืองอื่น ๆ สนใจในนโยบายนี้กันมากขึ้น และด้วยสาเหตุที่เอสโตเนียเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่มาก ทำให้การดูแลสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อประชาชนไม่ยากเย็นเท่าประเทศใหญ่ ๆ

ก่อนหน้านี้ กรุงทาลลินน์ เมืองหลวงของเอสโตเนีย ได้ยกเลิกการเก็บค่าโดยสารในระบบขนส่งสาธารณะให้แก่คนในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2013 ก่อนที่จะมีแนวคิดขยายโครงการนี้ให้ทุกคนมีสิทธิ์ใช้บริการขนส่งสาธารณะฟรีแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเพื่อท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วย

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะเพื่อประชาชน เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ ที่หลายประเทศในยุโรปกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นจริง อาทิ แคว้นเวลส์ ของสหราชอาณาจักร ที่ใช้นโยบายรถบัสฟรีในวันช่วงวันหยุด หรือในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสที่กำลังอยู่ระหว่างศึกษานโยบายนี้อย่างจริงจัง

ที่มา www.citylab.com

ตร.ออกหมายจับแล้ว คนปล่อยข่าวปลอม นายกฯให้ปชช. เติมน้ำแทนน้ำมัน

ตำรวจออกหมายจับ “รัตนะ เฮง” แอดมินชาวกัมพูชา ผู้เผยแพร่ข่าวปลอม นายกฯ ไล่ประชาชนเติมน้ำเปล่า – 6 คนไทยที่แชร์โดนด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (31 พ.ค. 2561) พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ได้แถลงข่าวผลการสืบสวนเว็บไซต์ข่าวปลอมชื่อ “Ratstas.com” ที่โจมตี พล.อ. ประยุทธ์ กรณีเผยแพร่ข่าวปลอมทำนอง นายกฯ ของไทย แนะนำให้ประชาชนเติมน้ำแทนน้ำมันหลังจากมีราคาแพง ว่า

ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมหลักฐานก่อนขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับผู้ก่อเหตุแล้ว ในข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงประเทศฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งขณะนี้กำลังประสานกับทางการกัมพูชา เพื่อดำเนินการจับกุมตัวมาดำเนินคดี

โดยผู้ก่อเหตุที่นำข่าวปลอมดังกล่าวมาเผยแพร่ คือ นายรัตนะ เฮง ชาวกัมพูชาเป็นแอดมินอีกหลายเว็บไซต์ เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยหลายครั้ง โดยผ่านด่านชายแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีสำนักพิมพ์ที่กัมพูชา มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ เล่นบิทคอยน์ รวมถึงมีแนวคิดต่อต้านรัฐบาล

พร้อมทั้งดำเนินคดี 6 คนไทย ที่แชร์ข่าวจากเว็บไซต์ของนายรัตนะ ซึ่งทั้ง 6 คนให้การว่าไม่มีเจตนาแอบแฝงหรือแนวคิดทางการเมือง แค่เห็นว่าบ้านเมืองน้ำมันแพง เลยแชร์ข่าวออกไป แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ก็ได้แจ้งข้อหา นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อไม่ให้บุคคลอื่นทำเป็นเยี่ยงอย่าง