ผู้ค้าในตลาดข้างบ้าน ‘ป้าทุบรถ’ เตรียมยื่นอุทธรณ์ ยืนยันจะขายที่เดิม

กลุ่มผู้ค้าในตลาดข้างบ้าน ‘ป้าทุบรถ’ เตรียมยื่นอุทธรณ์ ยันจะขายที่เดิม ขอความเห็นใจ เพราะสู้ราคาค่าเช่าที่ของ กทม. ไม่ไหว

วันนี้ (27 พ.ค. 61) มีรายงานว่า บริเวณตลาดเปิ้ลพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งขวาของบ้าน นางสาวบุญศรี  นางสาวรัตนฉัตร และ นางสาวราณี แสงหยกตระการ หรือ ป้าทุบรถ ยังมีผู้ค้านำของมาขายตั้งแต่เวลา 04.00 น. ทั้งที่มีคำสั่งศาลให้รื้อตลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครและตำรวจ ได้ลงพื้นที่ตรวจขอความร่วมมือ ทำให้ไม่สามารถขายของได้ในวันนี้

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ค้า ยืนยันว่าะขอขายของในพื้นที่เดิม พร้อมขอความเห็นใจ เนื่องจากพื้นที่ที่กรุงเทพมหานครจัดให้ มีค่าเช่าวันละ 500 บาท ซึ่งมากกว่าตลาดเปิ้ลพาณิชย์ ที่เก็บค่าเช่าในวันจันทร์-ศุกร์ เพียงวันละ 100 บาท และวันเสาร์-อาทิตย์ เพียงวันละ 200 บาท ประกอบกับการที่ค้าขายในพื้นที่นี้มายาวนาน และพร้อมทำข้อตกลงหากไม่ให้ขายทุกวันจะขอขายเพียงวันเสาร์-อาทิตย์ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง โดยมีทนายประชาชนมาให้ความช่วยเหลือตั้งโต๊ะรับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อรวบรวมไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานเขต และศาลปกครอง

ด้าน น.ส.กัญญา พุ่มชื่น ทนายความ เปิดเผยว่า ตั้งโต๊ะให้ประชาชนและผู้ค้าลงชื่อเพื่อยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลระงับการบังคับคดี และขออนุญาตขายของได้ชั่วคราวในระหว่างการยื่นอุทธรณ์คดี ซึ่งหลังจากรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ค้าแล้ว จะนำไปยื่นกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตประเวศในวันพรุ่งนี้ และจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองภายในวันที่ 15 มิถุนายน เบื้องต้นมีผู้ค้าเขียนเรื่องราวร้องทุกข์แล้ว 100 กว่าราย

นอกจากนี้ เดิมทีตลาดเปิ้ลพาณิชย์ อนุญาตให้ขายของได้ และได้รับการยืนยันจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตประเวศแล้วว่าสามารถขายของในพื้นที่ได้ หากมีการปรับปรุงพื้นที่ให้สะอาด ถูกสุขลักษณะ ไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งขณะนี้ผู้ค้าในตลาดก็ได้ร่วมมือกันปรับปรุงพื้นที่ พยายามทำให้ตลาดเปิ้ลพาณิชย์เป็นตลาดตัวอย่าง ผู้ค้าทำบัตรประกอบการ และเสียภาษีอย่างถูกต้อง

สำหรับบรรยากาศตลาดอื่นๆบริเวณรอบบ้านทั้งตลาดรุ่งวาณิชย์ ตลาดยิ่งนรา และตลาดร่มเหลือง ไม่มีผู้ค้าเข้ามาขายของในพื้นที่แต่อย่างใด และยังมีเจ้าหน้าที่เทศกิจและกรุงเทพมหานครมาคอยสังเกตการณ์อยู่โดยรอบ

รวบหนุ่มต้องสงสัย อ้างเป็นตำรวจสันติบาล แอบติดกล้องในห้องน้ำชายสนามบอลหญ้าเทียม

ผู้จัดการหนุ่มโร่แจ้งตำรวจ พบชายต้องสงสัยอ้างเป็นตำรวจสันติบาลแอบติดกล้องในห้องน้ำชายภายในสนามบอลหญ้าเทียมพร้อมยึดกล้องไว้เป็นหลักฐาน

วานนี้(26 พ.ค.61) ที่สนามบอลหญ้าเทียมแห่งหนึ่งในพื้นที่แหลมฉบัง เลขที่ 888 หมู่ที่ 6 ถนน สุขุมวิท อ.ศรีราชา ชลบุรี ศูนย์วิทยุ สภ.แหลมฉบัง ได้รับแจ้งจาก นายชยากร คล้ายแก้ว ผู้จัดการที่สนามบอลหญ้าเทียมแห่งหนึ่งว่าได้ควบคุมชายต้องสงสัยอ้างเป็นตำรวจสันติบาลแอบเข้าไปติดกล้องแอบมองในห้องน้ำชายภายในสนามบอลหญ้าเทียมให้มาตรวจสอบ

จากการตรวจค้นตัวก็พบบัตรประจำตัว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยศสิบตำรวจตรีกิตตินันท์ รั้วประเสริฐ ผบ.หมู่ศูนย์ควบคุมการจราจร CCTV กก 4 บก.จร. อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 ซ.บางกระดี่ 30 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯยืนอยู่ในอาการหน้าถอดสี

นายชยากร เล่าว่า ขณะที่ตนกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในออฟฟิศอยู่นั้น ได้มีแม่บ้านที่ทำงานอยู่ภายในสนามบอลวิ่งมาบอกกับตนว่าพบเจอกล่องยาสีฟันอยู่หลายกล่องที่วางอยู่ภายในห้องน้ำชายจนผิดสังเกต หลังจากที่ตนทราบตนจึงรีบเดินไปตรวจสอบหลังจากการตรวจสอบภายในกล่องยาสีฟันก็พบว่ามีกล้องที่ใช้สำหรับการแอบถ่ายซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องยาสีฟันที่วางไว้ตามจุดต่างๆภายในห้องน้ำของสนามบอล

จากนั้นตนจึงรีบเดินไปทำการควบคุมตัวชายคนที่อ้างว่าเป็นตำรวจ เนื่องจากมีคนเห็นว่าชายคนนี้ได้ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ โตโยต้า วีออส มาที่สนามบอลและได้นำกล่องยาสีฟันมาวางไว้ภายในห้องน้ำหลังจากทำการควบคุมตัวแล้ว จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แหลมฉบังมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายกิตตินันท์ รั้วประเสริฐ ไปยัง สภ.แหลมฉบัง พร้อมรถยนต์เก๋งโตโยต้า วีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กณ-1444 กรุงเทพมหานคร สอบปากคำเพิ่มเติมที่โรงพักส่วนข้อหาอนาจารหรือถ้ำมองนั้น จะต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

เตรียมจับอีก 30 วัด ล็อต 4 ทุจริตเงินทอนวัด สูญกว่า 100 ล้าน

เร่งสอบทุจริตคดีเงินทอนวัด ล็อต 4 พบทำผิดแล้ว 30 แห่ง เสียหายกว่า 100 ล้านบาท

ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ได้ลงพื้นที่สืบสวนหาพยานหลักฐาน เพิ่มเติมในคดีทุจริตเงินทอนวัด จนพบหลักฐานต้องสงสัยที่มีการเกี่ยวข้องกับการทุจริตในเงินทอนวัดล็อตที่ 4 ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบการทุจริตในงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาช่วง พ.ศ. 2554 -2559 มีเป้าหมายดำเนินการ 60 แห่งใน 13 จังหวัด ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบไปแล้ว 40 แห่ง พบการกระทำผิดประมาณ 30 วัด ความเสียหาย 102 ล้านบาท โดยแบ่งโซนเป็น ภาคเหนือ พบการทุจริตเงินทอนวัดงบบูรณะปฏิสังขรณ์ 3 วัด เสียหายกว่า 6 ล้านบาท และอยู่ระหว่างตรวจสอบอีก 4 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบทำผิด 1 วัด ในงบปริยัติธรรม ภาคใต้มีเป้าหมาย 7 วัด ตรวจสอบแล้วพบการทุจริต 4 วัด อีก 3 วัดอยู่ระหว่างตรวจสอบ

ภาคตะวันออกมีเป้าหมาย 2 จังหวัด พบ 2 วัดทุจริตงบบูรณะฯ เงินทอน ของบประมาณมา 6 ล้าน ทอนคืน 5 ล้านบาท สุดท้ายภาคกลางตรวจสอบแล้ว 3 จังหวัด พบวัดกระทำผิด 16 วัด ทุจริตงบประมาณบูรณะฯประมาณ 70 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในการทำคดีทุจริตเงินทอนวัดล็อต 4 ครั้งนี้ ดำเนินการไปแล้วประมาณ 60% ส่วนวัดที่รอตรวจสอบต้องใช้ระยะเวลาตามรอยเส้นทางเงิน รวมทั้งเทคนิคสอบสอน คงจะกำหนดเวลาไม่ได้ว่าจะเปิดเผยข้อมูลได้เมื่อไหร่ แต่จะเร่งทำงานอย่างเต็มที่ป้องกันการทำลายพยานหลักฐาน