ซูเปอร์โพล เผยปชช. ส่วนใหญ่ซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ แต่ผิดหวังภาพไม่ตรงปก

ซูเปอร์โพล เผยประชาชนส่วนใหญ่ซื้อสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ เสื้อผ้า แต่ภาพไม่ตรงปก โฆษณาเกินจริง

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิ สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดผลวิจัยตลาด สินค้าออนไลน์ จำนวนทั้งสิ้น 500 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10 – 26 พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนเกินครึ่ง ประมาณ ร้อยละ 56.1 เคยซื้อสินค้าออนไลน์ โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.2 ระบุ เว็บ Lazada, ร้อยละ 23.0 ระบุ Shopee ร้อยละ 26.8 ระบุ Instagram, facebook, chilindo, kaidee, Amazon เป็นต้น ขณะร้อยละ 43.9 ไม่เคยซื้อ

สำหรับ สินค้าที่ เคยซื้อส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.0 เสื้อ กางเกง,ร้อยละ 8.6 เครื่องสำอาง, ร้อยละ 7.8 กระเป๋า และ ร้อยละ 6.7รองเท้า แต่ เมื่อสอบถามถึงความพึงพอใจ ในการซื้อสินค้าออนไลน์ พบว่า ร้อยละ 39.4 ระบุ สินค้าที่ซื้อมาไม่ตรงกับที่แสดงในเว็บ รองลงมาคือ ร้อยละ 31.4 ผิดหวัง สินค้าไม่ได้คุณภาพ และ ร้อยละ 29.8 ระบุ โฆษณาเกินจริง

หวิดดับ! ท่อนคอนกรีตสร้างมอเตอร์เวย์ปากช่อง-ลำตะคอง ตกใส่เก๋งพังยับ

หวิดดับ! ท่อนคอนกรีตสร้างมอเตอร์เวย์ปากช่อง-ลำตะคอง ตกใส่เก๋งพังยับ ขณะขับรถปกติ มาตามถนนมิตรภาพ

วานนี้(25 พ.ค.) เวลา 17.15 น. เกิดเหตุวัตถุตกใส่รถยนต์ของประชาชน ได้รับความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ บริเวณลำตะคอง ถนนมิตรภาพ ช่วงหลัก กม.ที่ 79-80 ขาออกนครราชสีมา ใกล้เคียงสวนท้าวสุรนารี ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง ในที่เกิดเหตุ พบมีท่อนคอนกรีตสำหรับพาดสายไฟฟ้าแรงสูง ความยาวประมาณ 1.20 เมตร ตกอยู่บนผิวการจราจรและมีสายไฟฟ้าพาดอยู่บนพื้นถนน

จากการตรวจสอบพบรถยนต์ โตโยต้า อัลติส สีขาว ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1กฐ 6065 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าของรถพังเสียหายยับเยิน จอดอยู่บริเวณช่องทางเดินรถด้านซ้ายสุด ใกล้กันพบผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นางณัฆฐ์ชวัล สังข์เมือง อายุ 43 ปี และเด็กชายปรัตถกร งามวัน อายุ 8 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยปากช่อง ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นพร้อมนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพปากช่อง

นายสิทธิกร งามวัน อายุ 40 ปี เล่าว่า ตนและครอบครัว รวม 3 คน เดินทางมาจากกรุงเทพ เพื่อไปเยี่ยมแม่ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุจู่ๆ เสาไฟฟ้าซึ่งมีสายไฟพาดข้ามถนนได้ล้มลง จากนั้นก็มีท่อนปูนตกลงมาใส่ที่ด้านหน้าของรถอย่างจัง จนทำให้รถได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีผู้บาดเจ็บ

ที่มา ปากช่องไทม์

‘ออยเซนเซ’ ติวเตอร์คนดังสุดปัง-เป๊ะ ที่เริ่มต้นจากการ ‘เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง’

M-Trilingual : ทุกวันนี้สถาบันกวดวิชาได้รับความนิยมลดลง เพราะผู้คนหันมามุ่งศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการเรียนผ่านช่องทางบนสื่อสังคมออนไลน์ด้วยตัวเอง ที่ปัจจุบันวิชาความรู้ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเลือกหาความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา

คอลัมน์ M-Trilingual ได้สัมภาษณ์ ‘ครูออย’  อัจฉรา จาง  หรือที่นักเรียนเรียกกันติดปากว่า ‘ออยเซนเซ’ ถึงทุกเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นแบบหมดเปลือก นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงเส้นทางสู่การติวเตอร์ภาษาญี่ปุ่นชื่อดัง โดยเธอประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาญี่ปุ่น จากการเริ่มต้นหาความรู้ด้วยตัวเองผ่านอินเตอร์เน็ต และยังได้เผยเคล็ดลับการเรียนภาษาญี่ปุ่นให้สำเร็จ สู่รายได้ที่มาจากทักษะภาษาญี่ปุ่นในระดับต่าง ๆ ที่แสนจะงดงาม

 เซนเซ มาจากภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘ครู’  ทำให้ ครูออย เรียกตัวเองว่า ‘ออยเซนเซ’ จนติดปาก โดยติวเตอร์สุดแซ่บคนนี้ โด่งดังบนโลกออนไลน์ และมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมาก จากลีลาการสอนภาษาที่ แปลก แหวกแนว และมีความ โมเอะในตัว รวมทั้งบรรยากาศในสตูดิโอที่เธอใช้ถ่ายทอดสดสอนภาษาไปสู่ผู้เรียนบนโลกออนไลน์ ก็ถูกจัดวางอย่างสวยงาม แน่นอนว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งติวเตอร์ บรรยากาศในห้องเรียน และลีลาการสอนที่เข้าใจง่าย ต่างผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว เป็นสาเหตุให้มีนักเรียนสนใจ ติดตามเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเธอเป็นจำนวนมาก

อัจฉรา จาง , ออยเซนเซ
อัจฉรา จาง หรือ ออยเซนเซ

เส้นทางก่อนเป็นติวเตอร์ภาษาญี่ปุ่นของ ‘ออยเซนเซ’ เริ่มจากการเป็นผู้ที่สามารถพูดได้ถึง 3 ภาษาได้แก่ ไทย อังกฤษ และจีน เมื่อมาเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองจึงง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีพื้นฐานภาษาที่ 3 มาก่อน เพราะภาษาจีนและญี่ปุ่นที่มีตัวเขียนที่ใกล้เคียงกัน จากนั้นเธอค่อย ๆ ฝึกฝนภาษาญี่ปุ่นเรื่อยมา และสอบวัดผลภาษาญี่ปุ่นในระบบ JLPT จนได้ระดับ N2 ซึ่งเป็นระดับที่ยากมากที่สุดเป็นอันดับ 2 และเริ่มถ่ายทอดความรู้ทักษะ ‘ภาษาญี่ปุ่น’ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ยอดฮิตอย่าง ‘เฟซบุ๊ก’ โดยขณะนี้ เพจ ‘เรียนญี่ปุ่นเอง อ่านเขียนปัง พูดฟังเป๊ะ’ ของ ‘ออยเซนเซ’ มีผู้ให้ความสนใจ และติดตามกว่า 4 หมื่นคน

‘ออยเซนเซ’ แนะนำว่า หากอยากเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง สามารถหาเนื้อหาบทเรียนจากอินเตอร์เน็ตเพื่อปูพื้นฐานในเบื้องต้นก่อน และค่อย ๆ ติดตามครูที่เปิดสอนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในยุคดิจิตอลเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะมีช่องทางต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเลือกศึกษาหาความรู้มากมาย ส่วนการฝึกฟัง-พูด ก็ควรเน้นฟังเสียงพูดจากเจ้าของภาษา ผ่านสื่อที่มีอยู่ทั่วไป เช่น การฟังข่าวภาษาญี่ปุ่น ดูซีรีย์ญี่ปุ่น หรือฝึกพูดกับอาจารย์ที่สอนทางออนไลน์ แต่กระนั้นกุญแจสำคัญนั่นคือการนำภาษาญี่ปุ่นไป ‘ใช้จริงในชีวิตประจำวัน’ จะที่ทำให้ทักษะภาษาญี่ปุ่นแข็งแรงขึ้นได้

 'ครูออย'  อัจฉรา จาง 
‘ครูออย’  อัจฉรา จาง

ทั้งนี้ ‘ออยเซนเซ’ ยังเผยด้วยว่า การหาความรู้ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ มีข้อดีตรงที่ ผู้ที่เดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถเข้ามาเรียนได้ง่าย เนื่องจากแรงงานบางกลุ่ม ที่บริษัทจัดสรรให้ไปทำงานที่ต่างประเทศ มีระยะเวลาเรียนภาษาของประเทศนั้น ๆ ที่จำกัด บางรายไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้อย่างลื่นไหล จึงนิยมหันมาเรียนออนไลน์ที่ทุกวันนี้นับว่าสะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะเลือกสถานที่เรียนได้ทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต

นอกจากนี้สำหรับใครที่กังวลว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาญี่ปุ่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก็สามารถเลือกเรียนเอกภาษาญี่ปุ่น หรือวิชาเลือกในระดับมัธยมปลาย ที่โรงเรียนที่เปิดสอนทั่วประเทศ ซึ่งทุกวันนี้มีเปิดสอนอย่างแพร่หลาย รวมถึงในระดับอุดมศึกษา ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่มีการเปิดสอนเป็นวิชาเอกอย่างกว้างขวาง รวมถึงสถาบันสอนภาษาของทั้งเอกชนและรัฐบาล  ที่มีการเปิดสอนทั้งหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว

เมื่อพูดถึงประวัติของภาษาญี่ปุ่น เป็นภาษาที่มีความใกล้เคียงกับภาษาจีน เพราะตัวอักษรจีนได้ถูกเผยแพร่ไปสู่ประเทศญี่ปุ่นผ่านหนังสือต่าง ๆ โดยในสมัยก่อน ญี่ปุ่นเองยังไม่มีตัวอักษรเป็นของตัวเอง ทั้งนี้เอกสารภาษาจีนที่เขียนในญี่ปุ่นมักจะได้รับอิทธิพลจากภาษาญี่ปุ่น ขณะที่อักษรจีนได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในญี่ปุ่น โดยในปัจจุบันอักษรคันจิของญี่ปุ่นและอักษรจีนมีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะมีวิวัฒนาการจากอดีตเป็นต้นมา แต่ยังมีบางส่วนที่ความหมายคล้ายกัน ดังนั้นผู้ที่รู้ภาษาจีน หรือ ญี่ปุ่น ภาษาใดภาษาหนึ่ง จะสามารถต่อยอดเรียนอีกภาษาได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามประโยชน์ของการเรียนภาษาญี่ปุ่น เป็นการเปิดโลกไปสู่วัฒนธรรมใหม่ ๆ เพราะนอกจากการเรียนภาษาในด้านเนื้อหา บทเรียน ผู้เรียนยังจำเป็นต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เพื่อให้สามารถสื่อสารในภาษานั้น ๆ ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อรู้จักวัฒนธรรม สังคม ความเป็นอยู่ ของประเทศนั้น ๆ ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว จะทำให้ผู้เรียนได้เปิดกว้าง และรับสิ่งใหม่ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ หากมีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่น จะมีโอกาสในการทำงานที่ใช้ภาษาเป็นหลัก เพราะในประเทศไทย ทักษะภาษาญี่ปุ่น สามารถใช้ประกอบอาชีพได้ และเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างมาก โดยเฉพาะในบริษัทข้ามชาติ อุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบัน

จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางออกนอกประเทศในช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ ซึ่งไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมที่ปรับอันดับขึ้นจากอันดับ 5 เป็น 4 เป็นรอง ไต้หวัน ฮาวาย และ สิงคโปร์ ที่อยู่ในอันดับ 1-3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลสำรวจของสมาคมธุรกิจนำเที่ยวญี่ปุ่น ที่สอบถามยอดขายจากสมาชิกบริษัททัวร์กว่า 463 แห่ง โดยมีเที่ยวชาวญี่ปุ่นรวมสูงสุด 1.6 ล้านคนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในแต่ละปี ซึ่งแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้นั้นก็จะได้เปรียบอย่างมาก รวมถึงหากพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เมื่อเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็จะช่วยให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างรู้ลึกรู้จริงมากกว่า

อย่างไรก็ตามการสอบวัดผลภาษาญี่ปุ่น Japanese Language Proficiency Test ตัวย่อ JLPT เป็นการสอบเพื่อวัดผลและรับรองความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาภาษาญี่ปุ่นภายในและนอกประเทศที่แบ่งความยากง่ายเป็น 5 ระดับ ซึ่งระดับ 1 เป็นระดับที่ยากที่สุด โดยคนส่วนใหญ่ใช้ผลสอบวัดผลนี้เป็นหลักฐานในการยื่นสมัครเข้าทำงาน เพื่อยืนยันกับทางบริษัทว่า เรามีความรู้ภาษาญี่ปุ่นจริง โดยในประเทศไทยจัดสอบที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สงขลา

เมื่อพูดถึงรายได้ของผู้ที่มีความสามารถในด้านภาษาญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถพื้นฐานของบุคคลนั้น ๆ และผลการสอบวัดระดับ  JLPT ทั้งนี้จะมีค่าตอบแทนเริ่มต้นเดือนละ 30,000-70,000 บาท แต่หากเป็นตำแหน่งระดับบริหารขึ้นไปจะมีค่าตอบแทนสูงถึงหลักแสนบาท

ทั้งนี้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในภาษาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย และมีการเปิดสอนอย่างแพร่หลาย โดยมีตลาดแรงงานรองรับผู้ที่มีทักษะภาษาญี่ปุ่นสูง รวมทั้งรายได้เริ่มต้นที่น่าพึงพอใจ รวมทั้งไทยและญี่ปุ่น ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างเป็นเวลายาวนานนับร้อยปี ทั้งในด้านด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม โดยญี่ปุ่นเองความสำคัญกับบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน

โดยมีชาวไทยอีกเป็นจำนวนมากที่หลงไหลไปกับความสวยงาม และวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ชาวไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นมากที่สุด บ้างก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อเรียนรู้และเข้าใจประเทศญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยประสานความร่วมมือ ติดต่อสื่อสารที่สำคัญนั่นก็คือภาษา ที่จะทำให้ผู้คนจากทั้ง 2 ชาติ มีความเข้าใจซึ่งกันและกันได้มากขึ้น