ฉุนหนัก! ป้าวัย 60 โมโหถูกหนุ่มวัย 52 ตบหัว ใช้มีดจ้วงแทงเจ็บ

ฉุนหนัก! ป้าวัย 60 โมโหถูกหนุ่มวัย 52 ตบหัว ใช้มีดจ้วงแทงเจ็บ 

วันนี้(25 พ.ค.) เมื่อเวลา 16.30 น. ร.ต.ท.เจษฎา เหมโก รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุแทงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวถนนท่า น้ำปากเกร็ดใต้สะพานพระราม 4 หน้าวัดบ่อ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.เขมพัทธิ์ โพธิ์พิทักษ์ ผกก. พ.ต.ท.พลเทพ นันทสำเริง รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.สุวัฒน์ วังงาม สวป. สภ.ปากเกร็ด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวนปราบปราม มูลนิธิป่อเต๊กตึ้ง รีบรุดไปตรวจสอบ

ต่อมาทราบชื่อ นายสุทิน แก้ววิชัย อายุ 52 ปี ซาเล้งรับจ้างขนของในตลาด มีบาดแผลถูกแทงที่บริเวรหลังซ้าย จึงรีบนำตัวส่ง รพ.ชลประทาน ให้แพทย์เย็บบาดแผล ช่วยชีวิตจนอาการปลอดภัย ส่วนมือมีดเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงหลังก่อเหตุวิ่งหลบหนีเข้าไปในวัดบ่อ เจ้าหน้าที่ตามจับตัวได้ในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือนางเวียงสวรรค์ ไวว่อง อายุ 60 ปี จากนั้นคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.ปากเกร็ด พร้อมมีดพับของกลางที่ใช้ก่อเหตุ

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุคนเจ็บกับคนแทงและเพื่อนๆตั้งวงกินข้าวกินเหล้ากันใต้สะพานระหว่างนั้นคนเจ็บได้ขอเงินนางเวียงสวรรค์เพื่อไปซื้อเหล้ามากินต่อ แต่นางเวียงสวรรค์ปฎิเสธไม่ให้ เลยถูกนายสุทินตบเข้าที่หัวจนรู้สึกอับอาย จึงลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมไปข้างหลังก่อนชักอาวุธมีดพับที่พกติดตัวจ้วงแทงไปหนึ่งทีจนเลือดสาดแล้วสิ่งหลบหนีเข้าไปในวัดแต่ไม่รอดถูกจับตัวได้ในที่สุด

ขนส่งฯ เตือน! อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพ แอบอ้างรับทำใบขับขี่ปลอม

กรมการขนส่งทางบก เตือน! อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างรับทำใบขับขี่ปลอม ย้ำ!!!การขอรับใบอนุญาตขับรถ ต้องผ่านการทดสอบข้อเขียนด้วยระบบ E-exam ผ่านการทดสอบขับรถตามมาตรฐานที่กำหนด และต้องมาสอบด้วยตนเองเท่านั้น

วันนี้(25 พ.ค.) นายจงรักษ์ กิจสำราญกุล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกดำเนินการให้กับ ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถเป็นไปตามระเบียบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และต้องผ่านการอบรมและทดสอบข้อเขียน ทดสอบขับรถด้วยตนเองทุกขั้นตอน (ยกเว้นใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ สามารถมอบอำนาจได้) และไม่มีการเรียกเก็บเงินอื่นใดนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น หากมีผู้แอบอ้างอาสาดำเนินการแทนว่าสามารถขอใบอนุญาตขับรถให้ได้โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบใดๆ ผู้ที่หลงเชื่อ นอกจากจะได้รับใบอนุญาตขับรถปลอม ไม่มีฐานข้อมูลอยู่ในระบบ ไม่รองรับการใช้งานกับเครื่องแสดงตัวตนในการขับรถ และหากนำใบอนุญาตขับรถปลอมมาแสดงเป็นหลักฐานกับทางราชการ อาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาฐานใช้เอกสารปลอมด้วย

ทั้งนี้ ใบอนุญาตขับรถที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบกเป็นแบบสมาร์ทการ์ด(Smart card) รูปแบบที่มีเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด(QR Code) มีนวัตกรรมป้องกันความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลและนวัตกรรมป้องกันการปลอมแปลง เคลือบบัตรด้วยเทคโนโลยีโฮโลแกรม มีแถบแม่เหล็ก (Magnetic Strip) และระบบจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งยากต่อการปลอมแปลง จึงขอแจ้งเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อ กลุ่มมิจฉาชีพที่รับอาสาดำเนินการแทนหรือรับปลอมแปลงเอกสารราชการโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง อีกทั้งยังมีโอกาสสูญเสียเงินและเอกสารสำคัญด้วย ดังนั้นการมาติดต่อราชการที่กรมการขนส่งทางบกทุกครั้งขอให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เพื่อป้องกันมิให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และหากพบเห็นบุคคลใดมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ หรือได้รับการติดต่ออาสาดำเนินการแทนสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ประสงค์ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์, รถยนต์สามล้อ ทั้งการขอใหม่และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ สามารถจองคิวอบรมภาคทฤษฎีเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ DLT e-Booking หรือเลือกช่องทางการอบรมกับสถาบันการศึกษาของรัฐได้ที่ได้ทำความตกลง (MOU) กับกรมการขนส่งทางบก ให้สามารถเป็นผู้ทำการทดสอบภาคทฤษฎีได้ ซึ่งผู้ที่ผ่านการอบรมกับสถาบันการศึกษาจะได้รับใบรับรองผ่านการอบรม

สำหรับนำมายื่นแสดงเป็นหลักฐานขอเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทดสอบข้อเขียน (E-exam) และทดสอบขับรถกับกรมการขนส่งทางบก และสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ หรือเลือกเรียนและอบรมกับโรงเรียนสอนขับรถเอกชน ที่ผ่านการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ตามหลักสูตรที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนสอนขับรถเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ หรือสถาบันการศึกษาดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th/site/ltsb สอบถามเพิ่มเติมสาย

เอาจริง! เมืองพัทยาติดรั้วกั้นทางเดินเท้า กันรถบัสวิ่งรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ทำถนนชำรุด

เมืองพัทยาเอาจริง สนธิกำลังทหาร เข้าทำการติดรั้วเหล็กกั้นแนวทางเดินเท้าหลังบ้านสุขาวดี กันรถบัสโดยสารวิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวทำถนนชำรุด และผิดวัตถุประสงค์การใช้งาน หลังยื่นหนังสือขอความร่วมมือ 2 รอบแต่ไม่ได้รับการแก้ไข

จากกรณีที่เมืองพัทยานำกำลังลงพื้นที่ร่วมฝ่ายปกครองอำเภอบางละมุง สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี และกำลังทหารจากมณฑลทหารบกที่ 14 เพื่อทำการรังวัดแนวเขตอาคารและตรวจสอบแนวที่ดินสาธารณะ บริเวณด้านหลังบ้านสุขาวดี ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับรายงานว่ามีการปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการทำแนวรั้วปิดกั้นทางสาธารณะและก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่งเมืองพัทยาที่ห้ามไม่ให้มีการใช้รถโดยสารขนาดใหญ่วิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวบนฟุตปาธทางเท้าสาธารณะริมชายหาดจนทำให้เกิดความเสียหาย ด้วยเส้น ทางเท้าดังกล่าวเมืองพัทยาได้ใช้งบประมาณเข้ามาปรับปรุงเพื่อจัดสร้างไว้ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวในการใช้เดินพักผ่อนและออกกำลังกาย ซึ่งที่ผ่านมาทางบ้านสุขาวดีได้ให้ความร่วมมือในการรื้อถอนอาคารและแนวกำแพงที่ต่อเชื่อมกับซอยบางละมุง 8 เพื่อเปิดทางสาธารณะในระยะประมาณ 150 เมตรไปแล้ว ยังเหลือเพียงปัญหาการปิดกั้นทางฟุตปาธเพื่อห้ามรถบัสโดยสารวิ่งบนเส้นทางดังกล่าว

ล่าสุดวันนี้ (25 พ.ค.) นายมารุต อุทัยวัฒนานนท์ นายช่างตรวจเขต สำนักการช่างเมืองพัทยา พร้อมด้วยนายธิปชัย รัตนวีรถาวร หัวหน้าฝ่ายดูแลรักษาและคุ้มครองที่สาธารณะ สำนักการช่างเมืองพัทยา สนธิกำลังร่วมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 14 นำอุปกรณ์เครื่องจักร ได้แก่รถขุดเจาะ และตะแกรงเหล็กขนาด 3.80 เมตร ไปทำการติดตั้งและปิดกั้นทางฟุตปาธทางเดินเท้าสาธารณะอย่างเป็นทางการ โดยมีตัวแทนจากบ้านสุขาวดีเข้าร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการขุดเจาะแนวถนนเพื่อฟังวางตะแกรงเหล็กจำนวน 3 จุด ระยะห่างกันประมาณ 200-300 เมตร เพื่อกันไม่ให้รถโดยสารและรถยนต์ทุกชนิดใช้เป็นทางสัญจรอย่างถาวรต่อไป

ด้านนายมารุต อุทัยวัฒนานนท์ นายช่างตรวจเขต สำนักการช่างเมืองพัทยา เปิดเผยว่าจากการตรวจ สอบครั้งก่อนพบว่าทางบ้านสุขาวดีนำรถบัสโดยสารมาวิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวบนทางฟุตปาธสาธารณะ ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์การใช้งานและยังทำให้ถนนบางส่วนชำรุด เมืองพัทยาจึงทำหนังสือขอความร่วมมือในระงับการดำเนินการแล้ว พร้อมแจ้งเพิ่มอีกจำนวน 2 ครั้งซึ่งทางบ้านสุขาวดีรับปากว่าจะดำเนินการแก้ไข แต่จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่ายังมีการใช้มาใช้พื้นที่ทางเดินชายหาดอยู่ เมืองพัทยาจึงได้กำหนดันในการเข้ามาดำเนิน การปิดกั้นทางอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ซึ่งหากพบว่ายังมีการฝ่าฝืนก็จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อไป

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะมีการต่อยอดด้วยการออกแบบและวางแผนการปรับภูมิทัศน์ทางเดินเท้าสาธารณะริมชายหาดในช่วงบริเวณดังกล่าวขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความสวยงามและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการออกแบบ