ชาวบ้านอยุธยาสุดทน ตลิ่งทรุดบ้านจะพัง วอนหน่วยงานเร่งสร้างเขื่อน

ชาวบ้านกุ่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุดกลุ้มใจตลิ่งทรุดบ้านจะพัง วอนหน่วยงานเร่งสร้างเขื่อน

วันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ใน ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าได้รับความเดือดร้อนจากตลิ่งทรุดตัวอย่างต่อเนื่องจนจะถึงเสาบ้านเกรงว่าบ้านเรือนจะพังเสียหาย จึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่าที่บ้านเลขที่ 21 ม.7 ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ของนางอุ่นเรือน ดนตรี อายุ 60 ปี เป็นบ้านทรงไทยยกพื้นสูงปลูกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตลิ่งทรุดตัวจนถึงตัวเสาบ้านและยังคงมีการทยอยทรุดตัวทุกวัน ต้องทำการนำเสาและไม้มาคำยันตัวเสาบ้านเอาไว้

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบ้านเรือนอีกจำนวน 3 หลัง ที่ปลูกอยู่ใกล้เคียงกันประสบปัญหาตลิ่งทรุดตัวจนวนจะถึงตัวบ้าน ก่อนหน้านี้หลายปีที่ผ่านมามีบ้านที่ตลิ่งทรุดตัวจนต้องรื้อบ้านไปปลูกที่ใหม่

นางสมจิต อัตตะสาระ อายุ 71 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 22/1 ม.7 ต.บ้านกุ่ม ซึ่งได้รับผลกระทบเช่นกัน อยากฝากถึงกรมโยธาธิการมาบอกว่าจะสร้างเขื่อนให้รอมาหลายปีไม่เห็นมาสร้างสักที เข้ามาวัดเข้ามาสำรวจกันหลายครั้งบอกปีนั้นปีนี้สร้างแน่ ขอให้เร่งรัดดำเนินการให้ชาวบ้านด้วยบ้านจะพังหมดเสียก่อนจะให้ย้ายไปอยู่ที่ไหนไม่มีที่ทางที่จะไป

นางอุ่นเรือน กล่าวว่า บ้านของตนเองประสบปัญหาเรื่องตลิ่งพังมาหลายปี ทรุดตัวมาต่อเนื่อง จนทางเดินเข้าออกบ้านหายไปในแม่น้ำ ต้องขอใช้ทางเดินเข้าออกบ้านของเพื่อนบ้าน ทางกรมโยธาธิการเคยเข้ามาสำรวจ ความเสียหายทำการวัดระยะบอกว่าจะมาสร้างเขื่อนให้กับชาวบ้านมีระยะทางยาวประมาณ 300 เมตร บอกมาหลายครั้งผลัดมาหลายหน จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการสร้างเขื่อน จนตลิ่งทรุดจนถึงตัวเสาบ้าน บ้านตนเองอยู่ตำบลบ้านกุ่ม แต่ตนเองกลุ้มใจ เกรงว่าบ้านจะพังลงไปทั้งหลัง

ตำรวจ-ทหารกว่า 50 นาย อาวุธครบมือคุ้มกันทองคำ 32 กก.

หน่วยอรินทราช ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองครึ่งร้อย คุมกันทองคำ 32 กก.หลังรีดเป็นแผ่นที่กรมศิลปากร

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 20 มิ.ย.61 ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กำลังหน่วยอรินทราช ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองพร้อมอาวุธครบมือกว่า 50 คน จัดกำลังรอบบริเวณวัด เพื่อป้องกันเหตุความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมกับอำนวยความสะดวก

หลังจากเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.61 ที่ผ่านมา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยคณะทำงานบูรณะกลีบบัวทองคำองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ได้นำทองคำ ( กลีบบัวคว่ำ – บัวหงาย ) น้ำหนักรวมประมาณ 18 กิโลกรัม และทองคำใหม่จากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาน้ำหนักรวมประมาณ 36 กิโลกรัม ไปหลอมรวมใหม่ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา ก่อนนำไปรีดเป็นแผ่น โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร

และวันนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ และนำกลับมาเก็บรักษาพร้อมดำเนินการขึ้นรูปเป็นกลีบบัวคว่ำบัวหงาย ก่อนจะนำไปบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ต่อไป ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยอรินทราช ตำรวจ สภ.เมือง ทหารกองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ ฝ่ายปกครอง และคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัย

นายจำเริญ ทิพญพงษ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ทองคำที่นำมาบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งนี้มีสองส่วนคือทองเก่า และทองใหม่ที่ผ่านการหลอมรวมและรีดเป็นแผ่นทองคำเรียบร้อยแล้ว โดยมีน้ำหนักรวม 56.012 กิโลกรัม ซึ่งทางกรมศิลปากร จะนำทองคำทั้งหมดมาใช้ในการดำเนินการ 3 ส่วน ประกอบด้วย การจัดทำกลีบบัวคว่ำบัวหงาย หลังคากลีบบัวคว่ำบัวหงาย และตะปู ซึ่งจะเป็นตะปูเนื้อเงิน 100% เคลือบด้วยทองคำบริสุทธิ์ทั้งตัว

พร้อมยืนยันว่าการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งนี้ ถือเป็นพุทธบูชา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และคณะทำงานบูรณะกลีบบัวทองคำองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการอย่างเต็มกำลัง เลือกใช้และนำวิทยาการที่ทันสมัยที่สุด ตลอดจนเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีในช่วงสมัยนี้ เพื่อให้การบูรณะมีอายุยืนยาวคงทนสูงสุด คาดว่าเมื่อการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งนี้แล้วเสร็จ จังหวัดนครศรีธรรมราช จะไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ อีกในห้วงเวลาอย่างน้อย 100 ปี

นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมถึงการเตรียมประกอบพิธีสมโภชองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชว่า เมื่อการบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จจังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้กำหนดห้วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อประกอบพิธีสมโภชองค์พระบรมธาตุเจดีย์ โดยจะดำเนินการให้ยิ่งใหญ่ในฐานะนครศรีธรรมราชเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาของเอเชีย

ผู้เสียหายร้อง DSI หลังถูกหลอกเล่นแชร์กินดอก โกงเงินเสียหายกว่า 50 ล้าน

ผู้เสียหายร้องDSI หลังถูกหลอกเล่นแชร์กินดอกและโกงเงิน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

วันนี้ (20 มิ.ย.61) นางพิมลดา ตัวแทนกลุ่มคนไทยในประเทศออสเตรเลีย นำหลักฐานแจ้งความกับ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กรณีถูก น.ส.เพียงตะวัน สมพินิจ อายุ 31 คนไทยที่ไปเรียนต่อในประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการตั้งกลุ่มเล่นแชร์กินดอกและโกงเงิน

โดยใช้วิธีการชักชวนให้คนไทยและนักศึกษาไทยในออสเตรเลียกว่า 250 คน ร่วมลงทุนด้วยการนำเงินมาฝากไว้กับ น.ส.เพียงตะวัน แล้วเจ้าตัวอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

นางพิมลดา ตัวแทนผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เธอถูก น.ส.เพียงตะวัน ชักชวนให้มาร่วมลงทุนด้วยการนำเงินมาฝากไว้ และจะได้รับดอกเบี้ยในจำนวนที่สูงกว่าธนาคาร มีการตั้งกลุ่มเฟชบุ๊กและไลน์ใช้ในการพูดคุยกัน โดยการร่วมลงทุนนั้น น.ส.เพียงตะวัน จะให้มีวิธีการชักชวนโดยให้ข้อเสนอว่า หากนำเงินมาออมกับเธอเช่น 1 เดือน ลงทุน 2500 ดอลลาร์ จะได้รับเงินคืนสิ้นเดือนเป็นเงิน 3000 ดอลลาร์

ซึ่งการฝากเงินเช่นนี้ทำให้ได้รับดอกเบี้ยเร็วและมากกว่าการฝากเงินกับธนาคาร ทำให้กลุ่มผู้เสียหายต่างพากันร่วมลงทุนด้วย หลังจากสอบถามไป ทางด้าน น.ส.เพียงตะวันอ้างว่า เจ้าตัวนำเงินที่ได้จากการที่ผู้เสียหายร่วมลงทุนไปปล่อยกู้ และเล่นเทรดเงิน จากนั้นก็นำดอกเบี้ยหรือกำไรที่ได้มาจ่ายให้กับผู้ร่วมลงทุน

นางพิมลดา ตัวแทนผู้เสียหาย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตนเองได้เริ่มลงทุนครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2560 เป็นเงิน 2500 ดอลลาร์ รอ 3 เดือน ได้รับเงินคืน 4000 ดอลลาร์ ตามที่ได้ตกลงกันไว้จริง จึงทำให้กล้าลงทุนในครั้งต่อมา
การลงทุนครั้งที่ 2 เป็นเงินประมาณ 20000 ดอลลาร์ ตามที่ตกลงกันไว้ตนจะต้องได้เงินจากการลงทุนดังกล่าวรวมต้นและดอกเบี้ยแล้วเป็นเงิน 30500 ดอลลาร์ แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาที่จะได้รับเงินคืน กลับโดนทาง น.ส.เพียงตะวัน บ่ายเบี่ยง อ้างว่าจะทยอยจ่ายคืนให้สัปดาห์ละ 500 ซึ่งตั้งแต่วันเกิดเหตุคือปลายเดือนมีนาคม จนถึงขณะนี้ ตนเองได้รับเงินคืนเพียง 500 ดอลลาร์เท่านั้น