ผู้ปกครองฮือไล่ ผอ.โรงเรียน อมเงินผ้าป่า-ประกันชีวิต

กลุ่มผู้ปกครองนักเรียนชาว ต.บางเคียน กว่า 60 คน รวมตัวกันมาประท้วงขับไล่ ผอ.โรงเรียนวัดบ้านลาด เนื่องจากมีการตรวจพบการทุจริตหลายอย่าง

วันนี้ (19 มิ.ย.61) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่โรงเรียนวัดบ้านลาด พื้นที่หมู่ 7 ต.บางเคียน อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ หลังมีรายงานว่า มีกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนชาว ต.บางเคียน กว่า 60 คน รวมตัวกันมาประท้วงขับไล่ ผอ.โรงเรียนวัดบ้านลาด เนื่องจากมีการตรวจพบการทุจริตหลายอย่าง โดยมีการขอให้ย้าย ผอ.ดังกล่าวออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง

จากการเดินทางไปตรวจสอบ พบว่า กลุ่มผู้ปกครองที่มารวมตัวประท้วงขับไล่ ต่างมีการพูดถึงพฤติกรรมการทุจริตในเรื่องการใช้เงินงบประมาณของโรงเรียนถึง 7 เรื่อง พร้อมกับมีการยืนถือป้ายระบุข้อความถึงความไม่โปร่งใส หลายอย่าง

อาทิ ทุจริตเงินซ่อมแซมอาคารเรียน เงินผ้าป่าโรงเรียนสำหรับเป็นค่าจ้างครู ทุจริตเงินผ้าป่าโครงการหนังสือดีเพื่อนักเรียน ใช้เงินโรงเรียนจัดซื้อแอร์และตู้เย็น แต่ได้ของมือสองที่เสื่อมสภาพใช้การไม่ได้ รวมถึงมี มีการไปปิดบัญชีกองทุนผ้าป่าโรงเรียนนำเงินมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ และการหักค่าเครื่องแบบนักเรียนเพื่อไปทำประกันชีวิตคนละ 150 บาท แต่กลับไม่ส่งให้บริษัทประกัน แม้แต่บาทเดียว

จากการสอบถาม นางศศิกานต์ กระต่ายทอง หนึ่งในผู้ปกครองที่เดินทางมาร่วมขับไล่ เปิดเผยอย่างดุเดือดว่า ทุกครั้งที่มีการจัดงานทอดผ้าป่าเพื่อนำเงินมาสนับสนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมการเรียนการสอน กิจกรรม และจ้างครูอัตราจ้างในโรงเรียน ทาง ผอ.รายนี้ มักจะนำเงินที่ได้จากการทอดผ้าป่าไปบริหารจัดการเอง

โดยที่ทางคณะกรรมการโรงเรียนไม่รู้เรื่อง จึงทำให้ไม่ทราบรายละเอียดต่างๆ ว่ามีเงินจำนวนเท่าไหร่ และใช้จัดจ้างตามวัตถุประสงค์ถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่เคยได้รับการชี้แจงจาก ผอ. อีกทั้ง ล่าสุดเมื่อช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมา ได้มีการได้มีการหักเงินค่าเครื่องแบบนักเรียนนำไปทำประกันชีวิตรายละ 150 บาท แต่เมื่อภายหลังมีการตรวจสอบกับบริษัทที่รับทำประกัน กับไม่พบว่ามีการนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าประกันแต่อย่างใด

และนอกจากนี้ยังมีการตรวจพบว่า ไม่มีการนำเงินที่ได้จากการทอดผ้าป่าโครงการหนังสือดีเพื่อเด็ก จำนวนกว่า 3 หมื่นบาท เข้าบัญชีกองทุนโรงเรียนด้วย จึงทำให้ทางผู้ปกครองเด็กนักเรียนทั้งหมด เกิดความไม่พอใจที่ ผอ.รายนี้ บริหารไม่โปร่งใสมาตลอด 2 ปี จึงมีการนัดกันมารวมตัวประท้วงขับไล่ให้ออกไปอยู่ในพื้นที่อื่น

ทั้งนี้ในเวลาต่อมา นางวีณากร นิลสนธิ ผอ.โรงเรียนวัดบ้านลาด ได้ออกจากห้องทำงานเพื่อมาชี้แจงในเรื่องประเด็นข้อสงสัยต่างๆ แต่สุดท้าย ก็ไม่สามารถชี้แจงกับกลุ่มผู้ปกครองได้ จนกระทั่ง นายสมบูรณ์ ศรีวิชา ผอ.สำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 ได้เดินทางมารับฟังปัญหา และรับเรื่องร้องเรียน

โดยได้กล่าวกับกลุ่มผู้ปกครองว่า วันนี้ ยังไม่สามารถดำเนินการในเรื่องการให้ย้ายออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมงได้ เพราะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหามูลความผิด ซึ่งจะใช้เวลาในการสอบอย่างน้อย 3 หรือ 5 วัน หากพบว่า มีการทุจริตจริงจะดำเนินการให้ย้ายออกจากพื้นที่อย่างแน่นอน พร้อมกับจะดำเนินการลงโทษทางวินัยด้วย จึงทำให้กลุ่มผู้ปกครองพอใจ และแยกย้ายกันกลับบ้านไปในที่สุด

ออกแล้ว! ‘เค้กทุเรียนบ้าน’ ของดีเมืองตรัง หนึ่งปีกินได้แค่ 2 เดือน

ออกแล้วเค้กทุเรียนบ้าน ของดีเมืองตรัง หนึ่งปีได้กินแค่ 2 เดือน ขายกล่องละ 80 บาททำวันละ กล่องเท่านั้น หวังให้สดใหม่จากเตาทุกวัน

วันนี้ (19 มิถุนายน 2561) ผู้สื่อข่าว MThai ได้เดินทางที่ร้านอาหารเขาพับผ้า ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง เพื่อพูดคุยกับนางปริยากร องศารา อายุ 58 ปีเจ้าของร้านอาหารเขาพับผ้า ที่ใช้ช่วงเวลาของฤดูกาลทุเรียนบ้าน หรือทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองร่วงหล่น ออกตระเวนรับซื้อทุเรียนบ้านถึงสวนของเกษตรกร เพื่อนำมาทำเค้กทุเรียนบ้าน ของดีเมืองตรัง ที่ 1 ปีจะกินได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น

เค้กทุเรียน
เค้กทุเรียน

โดยนางปริยากร เผยว่า ปีนี้ลูกค้ามาถามหาเค้กทุเรียนบ้านตั้งแต่ต้นฤดู คือตั้งแต่เดือน มิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งหลังเปิดตัวได้ประมาณ 1 สัปดาห์ปรากฏว่าขายดีจนผลิตแทบไม่ทันเลยทีเดียว บางวันขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง ลูกค้าบางรายที่ต้องเดินทางไกลจึงต้องสั่งจองล่วงหน้า

สำหรับการทำเค้กทุเรียนบ้านนั้น ก็ทำเหมือนกับเค้กทั่วๆ ไป แต่ใส่เนื้อทุเรียนบ้านลงไปปั่นและตีให้กับเข้าเนื้อแป้ง ก่อนนำมาเข้าเตาอบนานประมาณ 25 นาทีแล้วจึงนำออกจากเตา ใส่กล่องบรรจุ ขายในราคากล่องละ 80 บาท

อย่างไรก็ดีแม้ว่า เค้กทุเรียนบ้านจะมีให้รับประทานกันแค่ช่วงสั้นๆ แต่ทางร้านก็มีเค้กผลไม้ตามฤดูกาลที่หาได้ง่ายในพื้นที่ มาให้รับประทานตลอดปีด้วย ซึ่งหากลูกค้าท่านใดอยากลองชิมก็สามารถแวะเวียนไปได้

‘แอมเนสตี้’ รวมตัวหน้าคุก คัดค้านโทษประหารชีวิตในรอบ 9 ปี

นักกิจกรรมของแอมเนสตี้ ประเทศไทย กว่า 10 คน ยืนชูป้ายมีข้อความคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต

วันนี้ ( 19 มิ.ย. 61) ที่ บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี นักกิจกรรมของแอมเนสตี้ ประเทศไทย กว่า 10 คน สวมหน้ากากกระดาษสีขาว และสวมเสื้อสีดำพร้อมยืนชูป้ายมีข้อความคัดค้านเป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศที่แสดงเชิงสัญลักษณ์ไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต

เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตตามที่ประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายหลังจากกรมราชทัณฑ์ประหารชีวิตนักโทษชายรายหนึ่งที่กระทำความผิดในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์

โดยเป็นการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาสารพิษที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 ปี นับแต่ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2552 เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คิดจะก่ออาชญากรรมร้ายแรงหรือกระทำความผิดกฎหมายได้ยั้งคิดถึงบทลงโทษ เมื่อ 18 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า โทษประหารชีวิตไม่ใช่คำตอบของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม และเรื่องนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง ถ้าสังคมไม่ต้องการเห็นความรุนแรง หรือเห็นการเข่นฆ่า เราก็ไม่ควรใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา

ที่ผ่านมาทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งกระทรวงยุติธรรมเองล้วนมีการศึกษาว่าโทษประหารชีวิตไม่สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้ จึงมีโรดแม็พที่จะยกเลิกโทษประหาร เมื่อเกิดเรื่องนี้ทำให้รู้สึกผิดหวัง และเสียใจกับการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่ปล่อยให้มีการประหารเกิดขึ้น

ผอ.แอมเนสตี้ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย เพราะมีผลต่อปฎิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่รัฐบาลไทยเคยลงนามไว้เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งหากไทยไม่มีการลงโทษประหารชีวิตภายใน 10 ปี หรือภายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 ให้ถือว่าไทยได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปโดยปริยาย แต่จากการลงโทษในครั้งนี้ทำให้ข้อตกลงในปฎิญญาสากล ที่ให้ไว้ต้องตกไปโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้แอมเนสตี้ก็จะเดินหน้าเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ต่อไป​