ปะการังโผล่!! หลังน้ำทะเล ‘เกาะทะลุ’ ลดต่ำสุดในรอบ 20 ปี

เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลลดลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี ที่ ‘เกาะทะลุ’ ทำให้ปะการังและสัตว์ทะเลหายาก อย่างหอยมือเสือโผล่พ้นน้ำ

ปะการังหลายชนิดโผล่อยู่เหนือน้ำทะเล บริเวณ อ่าวใหญ่ อ่าวเทียน และอ่าวมุก ของเกาะทะลุ ตำบลทรายทอง อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี ตลอด 3 วันที่ผ่านมา

โดยลดลง 70 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ห่างจากชายหาดประมาณ 500 เมตร ส่งผลให้ปะการังโขด ปะการังสมอง ปะการังเขากวาง ปะการังแผ่น ปะการังดอกไม้ทะเล รวมทั้งหอยมือเสือ หอยเม่น และปลิงทะเล โผล่พ้นน้ำ เป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร

นายเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม ได้แสดงความเป็นห่วงผลกระทบ เนื่องจากปรากฏการณ์น้ำทะเลลงต่ำสุดในปีนี้ มีระยะเวลา 3 วัน และนานหลายชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา ต่างจากทุกปีที่ผ่านมา ที่น้ำทะเลจะลดลงเพียง 1 วัน และไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม ได้บันทึกภาพและเก็บรวบรวมข้อมูล รายงานไปยังโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งได้แจ้งไปยัง นายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รับทราบแล้ว

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า เหตุการณ์ระดับน้ำทะเลลดต่ำลงตามเกาะต่างๆ ในอ่าวไทย ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เกิดจากปัจจัย 2 ประการ คือ ช่วงวันที่ 16 – 19 มิถุนายนนี้ เป็นช่วงน้ำทะเลลงต่ำสุดในรอบเดือน มักจะเกิดขึ้นตอนกลางวัน ประมาณ 12 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา
ประกอบกับลมมรสุม ขณะนี้กำลังพัดใส่อันดามันและข้ามมาทางอ่าวไทย ทำให้พัดน้ำในอ่าวออกจากฝั่ง ส่งผลระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยต่ำลง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับสึนามิ หรือ เหตุการณ์ผิดปกติ

ล่าสุดเลขามูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม เปิดเผยว่า จากการสำรวจเมื่อช่วงเย็นวานนี้พบว่า ระดับน้ำทะเลเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ ซึ่งตั้งแต่วันนี้ (19มิ.ย.) นักท่องเที่ยวสามารถดำน้ำชมปะการังได้เช่นเดิม

รายแรกในรอบ 9 ปี! ประหารชีวิตนักโทษ คดีฆ่าชิงทรัพย์ทารุณ

กรมราชทัณฑ์ ประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดคดีฆ่าชิงทรัพย์อย่างทารุณ นับเป็นรายแรกในรอบ 9 ปี ถูกฉีดยาให้ตาย

วันนี้(19 มิ.ย.) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2561 เวลา 15.00 – 18.00 น.กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชายธีรศักดิ์ อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์

โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2555 ที่จังหวัดตรัง นักโทษเด็ดขาดดังกล่าวได้ทำร้ายและบังคับให้เอาทรัพย์สิน คือ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งใช้มีดแทงผู้ตาย รวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้น พิพากษาประหารชีวิตศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาพิพากษายืนเป็นผลให้คดีถึงที่สุด การบังคับโทษประหารชีวิตครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี หลังจากการประหารชีวิตเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552

ทั้งนี้ การประหารชีวิตเป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ประกอบมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการด้วยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย นับเป็นผู้ต้องขังรายที่ 7 นับแต่มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 ซึ่งเปลี่ยนวิธีการบังคับโทษประหารชีวิตจากการยิงเสียให้ตายเป็นการฉีดสารพิษ

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 ถึงปัจจุบันมีการบังคับโทษประหารชีวิตมาแล้ว จำนวน 325 ราย โดยแยกเป็น การใช้อาวุธปืนยิงจำนวน 319 ราย (ยิงรายสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546) และ การฉีดยาสารพิษ จำนวน 6 ราย (ฉีดสารพิษครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552) การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษทางอาญาที่หนักที่สุดตามกฎหมายไทย ซึ่งมีโทษ 5 อย่าง คือ ปรับ ริบทรัพย์สิน กักขัง จำคุก และประหารชีวิต

เกษตรกรสิงห์บุรีปลูกกระท้อนขาย สร้างรายได้งาม

เกษตรกร ในตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี เร่งเก็บลูกกระท้อนจากสวน เพื่อนำออกสู่ตลาด สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000 บาท

ลุงเอนก จำปี เกษตรกรชาวจังหวัดสิงห์บุรี ใช้พื้นที่ 2 ไร่ ในการปลูกต้นกระท้อน กว่า 30 ต้น 3 สายพันธ์ แม้ปีนี้ลูกกระท้อนจะออกมาไม่มากนัก แต่ก็ได้ราคาดี เริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 30-40บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของลูก

ทั้งนี้ลุงอเนก บอกว่า ช่วงนี้เก็บกระท้อนออกขายทุกวัน รายได้จากการขายกระท้อน ตกวันละประมาณ 2,000 บาท

สำหรับกระท้อนพันธุ์ที่ลุงอเนกปลูก มีขนาดผลใหญ่ และหนักถึงผลละประมาณ 8-9 ขีด เนื้อฟูนุ่มหนา รสหวาน ส่วนวิธีดูว่ากระท้อนจะตัดได้หรือไม่ก็ให้ดูที่ใต้ผลกระท้อนว่าสีเขียวหมดไปแล้วหรือยัง หากตรวจดูแล้วไม่พบสีเขียวบนผิวกระท้อน ก็สามารถตัดขายได้ โดยกระท้อน 1ต้น ให้ผลได้มากถึง 100 -500 กิโลกรัมเลยทีเดียว