เตือนชาวไทยในญี่ปุ่นระวัง อาฟเตอร์ช็อก 18-25 มิ.ย.นี้

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่นยืนยัน ยังไม่มีรายงานคนไทยตายหรือบาดเจ็บจากแผ่นดินไหว แนะเตรียมพร้อมรับมืออาฟเตอร์ช็อก 18-25 มิ.ย. นี้ 

จากรณีที่ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.3 แมกนิจูดขึ้นที่ จ.โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น จนส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้นั้น

วันนี้ (18 มิ.ย. 61) เพจ Thai Students’ Association in Japan under the Royal Patronage ได้โพสต์ข้อความประกาศเตือนคนไทยในญี่ปุ่นให้ระวังภัยและเตรียมรับมืออาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว โดยเผยว่า ในวันที่ 18-25 มิถุนายนนี้ ขอให้คนไทยในประเทศญี่ปุ่นเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ เพื่อรับมือกับอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุแผ่นดินไหว โดยเฉพาะคนไทยที่อาศัยอยู่ในบริเวณโอซากาพื้นที่ที่เกิดเหตุ

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น, ข่าวแผ่นดินไหว, ข่าวสดวันนี้

ทั้งนี้ขอแนะนำว่าไม่ควรวางของหนักซ้อนไว้ที่สูง เตียงนอนไม่ควรอยู่ใกล้ชั้นวางของ เตรียมหาข้อมูลสถานที่หลบภัยบริเวณใกล้เคียงซึ่งสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์เมืองที่อาศัยอยู่ และเตรียมแพ็คน้ำ-อาหาร ของใช้ที่จำเป็น และเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประจำตัวต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอพยพออกจากสถานที่พักได้อย่างทันท่วงที

ขณะที่เดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ก็ได้เผยแพร่ข้อมูลระบุ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา แจ้งว่า ตามที่ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหว ณ ศูนย์กลาง ตอนเหนือของ จ.โอซากา จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่า มีคนไทยบาดเจ็บหรือ ได้รับผลกระทบรุนแรงจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้งนี้ ขอให้คนไทยที่อาศัยในเขตคันไซและใกล้เคียง รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยติดตามข่าวสารของกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นประกาศเตือนว่า ช่วง 1 สัปดาห์ต่อจากนี้ มีโอกาสที่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกแรงสั่นสะเทือน 6- จากระดับ 7 ในมาตรา shindo (มาตรวัดของญี่ปุ่น) ได้อีก โดยเฉพาะช่วง 2-3 วันจากนี้ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

รวมทั้งขอให้ระวังภาวะแผ่นดินถล่มจากเหตุฝนตกหนัก รวมทั้งให้อยู่ห่างจากอาคารที่ไม่ปลอดภัย ทั้งนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนสามารถติดต่อสถานกงสุลใหญ่ฯ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (+81) 090 -7488-5672 และ (+81) 090-1895-0987.

ทนาย ร้อง ผบ.ทบ.เปิดกล้องดูจุดเกิดเหตุยิง ‘ชัยภูมิ ป่าแส’

 ทนายความครอบครัว ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ ยื่นหนังสือร้องผู้บัญชาการทหารบกขอเปิดภาพกล้องวงจรปิดวันเกิดเหตุให้ครอบครัวและทนายความตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสาร เชื่อมั่นมีภาพจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุที่สามารถใช้งานได้

นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจาก นางนา ปอย ป่าแส มารดาของ นายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวล่าหู่ ที่เสียชีวิจจากการถูกเจ้าหน้าที่ทหารวิสามัญฆาตกรรม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 เดินทางเข้ายื่นหนังสือ ต่อ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ชั่น 1 อาคารสำนักงานเลขานุการ กองทัพบก โดยมี พล.ต.ปัณณทัต กาญจนะวสิต เลขานุการกองทัพบก เป็นผู้รับหนังสือ

นายรัษฎากล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ เพื่อขอให้ ผู้บัญชาการทหารบกมีคำสั่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดในวันที่เกิดเหตุ บริเวณด่านตรวจถาวรบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ให้กับครอบครัว 1 ชุด และทีมทนายความ 1 ชุด ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเกิดความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

เพราะเจ้าหน้าที่ให้เห็นผลว่าจำเป็นต้องทำไปเพราะป้องกันตัว ซึ่งภาพดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ทำไปเพราะป้องกันตัวจริงหรือไม่ โดยทนายความเชื่อว่าในจุดเกิดเหตุมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้ และสามารถใช้การและบันทึกภาพไว้ได้

เนื่องจากในชั้นสอบสวน มีคำให้การของนายทหารระดับผู้บังคับกองร้อย ว่าได้ดูภาพดังกล่าวแล้ว และได้ทำสำเนาภาพไว้แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือ ยังไม่ถูกนำไปยื่นต่อศาล มีเพียงส่งไปยังพนักงานสอบสวน แต่ก็ไม่สามารถเปิดไฟล์ภาพได้ และถึงแม้จะส่งไปยังกองพิสูจน์หลักฐาน ก็ยังไม่มีความชัดเจน

ส่วนความคืบหน้าทางคดี ทนายความ ระบุว่า หลังจากศาลไต่สวน ศาลระบุว่านายชัยภูมิ เสียชีวิตจากการถูกทหารยิงจริง แต่ไม่ได้ระบุว่า เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ แต่ทั้งนี้ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิ์ผู้เสียหายในการฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา แต่เนื่องด้วยผู้ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา และใช้อาวุธปืนยิงเป็นทหาร

ดังนั้นสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีอาญาต่อศาลทหารนั้นไม่สามารถทำได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของกฎหมายที่จำกัดสิทธิ์ไว้ และผู้เสียหายก็จะเข้าไปเป็นโจทย์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ จึงอยากฝากไปยังผู้เกี่ยวข้องในด้านกฎหมายด้วย ว่ากฎหมายใดมีข้อบกพร่องและจำกัดสิทธิ์ของประชาชนในการเข้าถึงขบวนการยุติธรรมก็ควรแก้ไข

บิ๊กป้อม เชื่อไร้คลื่นใต้น้ำพระเคลื่อนไหว ปัดตอบวันหารือพรรคการเมือง

ประวิตร เชื่อเครือข่ายพระผู้ใหญ่เคลื่อนไหว 25 มิ.ย.นี้ ไม่มีคลื่นใต้น้ำ ยันจับอดีตพระพรหมเมธีเป็นไปตามขั้นตอน ชี้ตั้งรัฐบาลผสมให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติ เป็นเรื่องของรัฐบาลเลือกตั้ง

วันนี้ (18 มิ.ย. 2561) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายพระผู้ใหญ่เตรียมคว่ำบาตรรัฐบาล และพันตำรวจโทพงษ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งขาติ (พศ.) โดยเตรียมเคลื่อนไหวในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ว่า

ส่วนใหญ่มีการออกมาตามโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องธรรมดา แต่เชื่อว่าจะไม่มีการปลุกระดมและไม่มีคลื่นใต้น้ำ ซึ่งพระองค์ใดทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก

ทั้งนี้ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รายงานความคืบหน้าการจับตัวอดีตพระพรหมเมธี หรือนายจำนงค์ เอี่ยมอินทรา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหารหรือไม่นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า

ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนระยะเวลา 3 วันที่บอกว่าจะได้ตัวกลับมานั้น ต้องให้ทางเยอรมันเป็นผู้พิจารณา โดยไทยจะพยายามดำเนินการภายในระยะเวลา 3 วัน และได้ครบตามระยะเวลาที่กำหนดไว้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา และส่วนตัวไม่ทราบว่ามีประเด็นติดขัดในเรื่องใดบ้าง

ขณะเดียวกันยังไม่ทราบว่าจะสามารถนำ ตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมาได้หรือไม่ เพราะต้องให้ทางเยอรมันเป็นผู้พิจารณา อย่างไรก็ตามได้มีการประสานกับตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล ตามระเบียบขั้นตอนของกฏหมาย

อย่างไรก็ตาม หากนำตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมาไม่ได้ จะเป็นช่องทางหรือตัวอย่างให้กับพระสงฆ์ที่กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวหรือไม่นั้น ขออย่าไปคิดหรือคาดการณ์ไว้ก่อน ซึ่งสื่อชอบคาดการณ์ไปในทางที่เลวร้าย หากถามแบบนี้ ส่วนตัวก็ตอบไม่ได้

พร้อมกันนี้ พลเอกประวิตร ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติ พร้อมสนับสนุนการนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดองว่า

หากอยากทำก็ทำ เพราะควรจะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และจะเป็นเรื่องแปลกหรือไม่ที่ พรรค รปช. ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคฯ แต่กลับสนับสนุนแนวคิดการนิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทย นั้น ต้องไปถามนายเอนก เพราะตนเองไม่ได้อยู่พรรคเดียวกับนายเอนก

ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐบาลเลือกตั้งจะเป็นหนทางสู่การปรองดองและจะยุติความขัดแย้งหรือไม่ ส่วนตัวไม่ทราบ เป็นการคิดของสื่อและไม่ทราบว่าที่นายเอนกออกมาพูดในลักษณะนี้จะเป็นสัญญาณบวกหรือไม่ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

และไม่ทราบว่าการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติจะเป็นผลดีต่อสถานการณ์ในขณะนี้หรือไม่ และจะต้องไปดูว่าจะสามารถทำได้อย่างไร จึงจะต้องให้ทุกพรรคการเมืองร่วมมือกัน ซึ่งขณะนี้ประเทศเริ่มมีความปรองดองขึ้นแล้วและยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงคนคิดแตกแยกแค่ไม่กี่คนเท่านั้น

ส่วนความคืบหน้าการจัดการประชุมกับพรรคการเมืองว่า ยังไม่ขอตอบว่าจะจัดในวันใด ซึ่งส่วนตัวได้ตอบเรื่องนี้ทุกวันถือเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เพราะตอบไปแล้วว่าจะต้องคลายล็อคก่อนที่จะปลดล็อค และจะปลดล็อคให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้หลังกฏหมายลูกทั้งหมดประกาศใช้ และไม่จำเป็นต้องดูฤกษ์ยามในการกำหนดวันหารือกับพรรคการเมืองด้วย