ไทยรายแรกในอาเซียน รุกตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้า ดันโบรกทองไทยให้กว้างขึ้น

ประเทศไทย รุกตลาดอนุพันธ์ หรือ ตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก (CME GROUP) เพื่อเปิดตลาดลงทุนให้โบรกเกอร์ทองคำของไทยให้กว้างขึ้น ถือเป็นรายแรกของอาเซียน

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ MTS Gold กล่าวว่า บริษัท MTS Gold GROUP แม่ทองสุก และ CME GROUP ได้ทำความร่วมมือทางด้านอนุพันธ์ในการลงทุนตลาดอนุพันธ์ หรือ ตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก (CME GROUP) ถือเป็นการเชื่อมโลกการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับโลกให้เปิดกว้างขึ้น โดยเฉพาะตลาดทองคำ ทั้งเพิ่มโอกาส ลดความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนที่ดีด้านการลงทุนให้กับนักลงทุนไทย ด้วยการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานโบรกเกอร์ไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งระดับประเทศและสากล

ซึ่งไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นเป้าหมายสำคัญของภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันคนไทยสนใจการลงทุนในหลักทรัพย์ ตราสารอนุพันธ์ และผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยตลาดอนุพันธ์โลกที่ไทยเข้าร่วมนั้นมีการบริหารจัดการสินค้าหลากหลายและสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก เช่น ทองคำในตลาด COMEX น้ำมันในตลาด NYMEX การซื้อขายเงินสกุลต่างๆ FX และดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ ไทยจึงนับเป็นรายแรกที่ได้รับสิทธิ์ให้เป็นตัวแทนการซื้อขายสัญญาตราสารอนุพันธ์ต่างๆ ที่มีความคล่องสูงและซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท MTS Gold GROUP แม่ทองสุก กล่าวว่า MTS Gold ตั้งเป้าเป็นโบรกเกอร์ทองคำติด 1 ใน 3 ของอาเซียนให้ได้ ด้วยการขยายตลาดการซื้อขายทองคำสู่ระดับภูมิภาค ทั้งจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ จนได้รับการยอมรับจากนักลงทุนต่างชาติในนามกลุ่มแม่ทองสุก พร้อมทั้ง ยังตั้งเป้าบัญชีการซื้อขายในตลาดต่างประเทศประมาณ 30,000 บัญชี ภายใน 2 ปี

ขอบคุณที่มาจาก thainews.prd.go.th

เจ้าบ่าวขึ้นเกวียนควายเผือก ลากจูงขันหมาก สู่ขอสาวบ้านบึง

หนุ่มบ้านทุ่งเหียงพนัสนิคม ขึ้นเกวียนควายเผือก ลากจูงขันหมาก สู่ขอสาวบ้านบึง หลังจากคบหาดูใจกันมานานกว่า 8 ปี บรรยากาศมีญาติๆ และเพื่อนๆ ร่วมแจมพร้อมขบวนกันอย่างสุดเหวี่ยง

วันที่ 17 มิ.ย.61 บรรยากาศ การแห่ขบวนขันหมาก ของหนุ่มบ้านทุ่งเหียง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี หรือ ว่าที่เรือตรีวัชระ อินทมาพลอย อายุ 25 ปี ต้องบอกว่าขบวนแห่ขันหมากนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นขบวนแห่แบบใช้เกวียนที่มีควายเผือกรูปร่างสวยงาม สองตัว กำลังลากจูงขันหมาก ที่มีเงินจำนวน 244,444 บาท และ ทองคำ 8 บาท เป็นสินสอดทองหมั้น

มุ่งหน้าไปสู่ขอสาว หรือ คุณนิจสินี ทองคำ อายุ 24 ปี ในพื้นที่ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งขบวนขันหมากนี้ได้สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมขบวนแห่ และประชาชน ตลอดระยะทางเป็นอย่างมาก เพราะตามบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยเห็นและเห็นที่นี่เป็นที่แรก

จากการสอบถาม ว่าที่เรือตรีวัชระ หรือ เจ้าบ่าว ทราบว่า ตนและคุณนิจสินี หรือเจ้าสาว ได้คบหาดูใจกันมานานกว่า 8 ปีแล้ว จึงได้ตัดสินใจ แต่งงานกันตามประเพณี โดยมีพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งผู้นำชุมชน มาร่วมเป็นสักขีพยานรักในครั้งนี้ ส่วนสาเหตุที่จัดแห่ขบวนขันหมากด้วยการใช้ควายมาลากจูงในงานแต่งของตนเอง

เนื่องจากครอบครัวของตนและเจ้าสาวนั้นมีการประกอบอาชีพเลี้ยงควายมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า เพื่อใช้ในการเกษตรและนำควายไปแข่งขันในประเพณีวิ่งควายของจังหวัดชลบุรี จึงทำให้ทั้งคู่นั้นได้มาพบเจอกันที่สนามการแข่งขันควาย จึงได้คบหาดูใจกันจนมาถึงวันนี้

ซึ่งตนและเจ้าสาว เลยต้องการจัดงานแต่งงานแบบแห่ขบวนขันหมากเกวียนควายนี้ขึ้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันที่ทั้งคู่ได้พบเจอกัน และยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ อีกทั้งต้องการเป็นส่วนหนึ่ง ที่ได้ประชาสัมพันธ์ประเพณีวิ่งควายของจังหวัดชลบุรี ที่ได้สืบทอดมายาวนานมากกว่า 100 ปี อีกด้วย

สดร. มอบกล้องโทรทรรศน์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สู่โรงเรียนรวมแล้วกว่า 360 แห่ง

สดร. มอบกล้องโทรทรรศน์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 กระจายโอกาสเรียนรู้ดาราศาสตร์สู่โรงเรียนรวมแล้วกว่า 360 แห่งทั่วประเทศ

16 มิถุนายน 2561  สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ พร้อมฝึกอบรมการใช้งานกล้องโทรทรรศน์ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561ส่งมอบเพิ่มเติม50 โรงเรียนจาก 26 จังหวัด เผยดำเนินการมา 4 ปีส่งมอบให้โรงเรียนทั่วประเทศ 360 แห่ง จาก 76 จังหวัดตอบสนองนโยบายรัฐสำหรับจัดกิจกรรมเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนตลอดจนสร้างโอกาสการเรียนรู้สู่ประชาชนในชุมชนใกล้เคียง

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ กล่าวว่า สดร. ดำเนินโครงการกระจายโอกาสเรียนรู้ดาราศาสตร์ “77 จังหวัด เปิดฟ้าส่องโลกดาราศาสตร์ เปิดโอกาสเรียนรู้ทั่วหล้า” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 มีเป้าหมายมอบกล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสงแบบดอบโซเนียน ขนาด 10 นิ้ว พร้อมสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ให้โรงเรียนที่ขาดแคลน นำไปใช้จัดการเรียนการสอนและกิจกรรมทางดาราศาสตร์ทั้งในและนอกห้องเรียน

ที่สำคัญยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และกระตุ้นความตื่นตัวทางดาราศาสตร์อย่างกว้างขวางผ่านโรงเรียนเครือข่ายไปยังชุมชนใกล้เคียง ช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์เกี่ยวกับดาราศาสตร์และร่วมเรียนรู้ไปกับ สดร. และโรงเรียนเครือข่ายทั้ง 360 โรงเรียนทั่วประเทศ

“เราไม่ได้ให้มอบกล้องโทรทรรศน์ให้เพียงแค่โรงเรียน แต่อยากให้ทุกโรงเรียนในโครงการเป็นจุดศูนย์กลางการจัดกิจกรรมสังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญตลอดทั้งปีร่วมกับสดร. และมุ่งหวังเป็นพิเศษให้เด็กและเยาวชนได้ใช้งานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดความใฝ่รู้ จินตนาการ แรงบันดาลใจ และท้ายที่สุดพวกเขาจะรู้ว่าวิทยาศาสตร์มีคำตอบที่สามารถใช้อธิบายทุกปรากฏการณ์ธรรมชาติได้” ดร.ศรัณย์ กล่าว

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สดร. ยังจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้งานกล้องโทรทรรศน์ ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะทางดาราศาสตร์ เพื่อให้ครูสามารถตั้งกล้องโทรทรรศน์เพื่อใช้งานได้เอง ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์ที่มอบให้โรงเรียนในโครงการฯ พัฒนาโดย สดร. และผู้ผลิตคนไทย ผลิตจากวัสดุน้ำหนักเบา ทนทาน ใช้งานง่าย และได้รับการพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การใช้งานเกิดประโยชน์สูงสุด

เหมาะสำหรับสังเกตการณ์ดาวเคราะห์เนื่องจากมีกำลังขยายสูงสุดที่ 200 เท่า เช่น ศึกษาวงแหวนของดาวเสาร์ แถบเมฆบนดาวพฤหัสบดี ภูเขาและหลุมอุกกาบาตบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงกาแล็กซีเนบิวลา และกระจุกดาวต่าง ๆ เป็นต้น มีประโยชน์ต่อทำงานวิจัยดาราศาสตร์ระดับโรงเรียน นอกจากนี้ หากกล้องโทรทรรศน์ชำรุดหรือพบปัญหาสดร. ยินดีให้คำปรึกษาตลอดการใช้งานอีกด้วย

ในปี 2561 สดร. คัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 100 โรงเรียนเข้ารับมอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ณ อิมแพคฟอรัม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกรับมอบไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา จำนวน 50 โรงเรียน จาก 27 จังหวัดในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง มอบเพิ่มเติมอีก 50 โรงเรียน จาก 26 จังหวัด ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร สรุปผลการดำเนินการตลอด 4 ปี ส่งมอบให้โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและเอกชนทุกระดับชั้นรวมแล้ว 360 แห่งจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ

นางสาววนิดา ปิงสุแสน ครูชำนาญการ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รร.สันติคีรีวิทยาคม จ.เชียงรายกล่าวว่า โรงเรียนเปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษา มีนักเรียนมากกว่า 800 คน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยบนดอยแม่สลอง แม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ทางสื่ออนไลน์ ผ่านโครงการนักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์ในโรงเรียน

แต่นักเรียนยังไม่เคยสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตาของตนเอง กล้องโทรทรรศน์ที่ได้รับจะช่วยเปิดโลกทัศน์และกระตุ้นความสนใจได้ดียิ่งกว่า ทั้งยังสามารถขยายผลการใช้อุปกรณ์และสื่อดาราศาสตร์ยังโรงเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตพื้นที่บริการ รวมถึงชุมชนต่างๆบนดอยแม่สลอง โดยมีนักเรียนในโครงการนักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์เป็นผู้แนะนำการใช้งาน และให้ความรู้ทางดาราศาสตร์ที่ได้ศึกษามาด้วยตนเองต่อไป

นางสาวรัตนวจี ศรีพิทักษ์เที่ยงแท้ ครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รร.วัดพรหมวิหาร จ.ชัยนาท กล่าวว่า นักเรียนรร.พรหมวิหารประกอบด้วยนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น รวมประมาณ 150 คน เป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็กที่ใกล้ชิดชุมชน ที่ผ่านมาเคยจัดกิจกรรมสังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญด้วยอุปกรณ์ประยุกต์จากสิ่งของที่มีอยู่เดิมได้รับความสนใจ ทั้งจากนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมาก ครูเชื่อมั่นว่ากล้องโทรทรรศน์ที่ได้รับมอบจะกระตุ้นการเรียนรู้ดาราศาสตร์แก่นักเรียนได้ดีกว่าอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมและดีกว่าการอธิบายเฉพาะทฤษฎี ซึ่งไม่เห็นภาพจนอาจทำให้นักเรียนมองดาราศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว เมื่อนักเรียนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ดาราศาสตร์ ก็จะมีส่วนส่งต่อทัศนคติที่ดีไปยังผู้ปกครอง บุคคลใกล้ชิด และชุมชนต่อไปในอนาคต

ในพิธีมอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561 ดร.ศรัณย์ แสดงความยินดีกับโรงเรียน50 โรงเรียนที่ได้รับมอบพร้อมกล่าวว่าทุกโรงเรียนจะเป็นส่วนสำคัญในการขยายผลโครงการ และหวังว่าโรงเรียนจะนำกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชนต่อไป สำหรับโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ “77 จังหวัด

เปิดฟ้าส่องโลกดาราศาสตร์ เปิดโอกาสเรียนรู้ทั่วหล้า” เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในโอกาสเจริญพระชนมายุ 5 รอบ สานต่อแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดาร ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาและการพัฒนาที่เท่าเทียมกัน