ชาวสวนขายทุเรียน ‘หลินกระบี่’ ผ่านออนไลน์ ราคาดีกิโลละ 400 ยอดขายทะลุแสน

ชาวสวนปลูก ‘ทุเรียนหลินกระบี่’ มีลูกค้าเข้าซื้อถึงสวน รวมถึงสั่งซื้อผ่านทางสื่อออนไลน์ ขายได้กว่ากิโลกรัมละ 400 บาท ยอดขาย 1 เดือน ทะลุกว่า 1 แสนบาท

วันที่ 15 มิถุนายน 2561 ที่สวนดานีญา หมู่ที่ 1 ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ของนางดานีญา ผิวดำ อายุ 50 ปี เจ้าของสวนทุเรียนดานีญา กลางหุบเขาพื้นที่ 30 ไร่ เป็นที่รู้จักของชาวบ้านและผู้ที่ชอบกินทุกเรียน โดยเฉพาะทุเรียนหลินกระบี่ ซึ่งถือเป็นราชินีทุเรียนกระบี่ที่มีคุณสมบัติลูกโต เนื้อหนาแห้ง หวานมัน ไร้เมล็ด จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 400 บาท

โดยในปี 2558 ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านของจังหวัดกระบี่ หลังจากการประกวดแล้วได้รับความนิยมจากคนที่ชอบกินทุเรียนหลินอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่เป็นจำนวนมาก โดยมีลูกค้าเข้ามาซื้อถึงในสวนดานีญา และการสั่งผ่านทาง Social ซึ่งได้บรรจุลงกล่องส่งทางไปรษณีย์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มียอดขายกว่า 1 แสนบาท จากผลผลิตทุเรียนหลินกระบี่ จำนวน 90 ต้น ที่ให้ผลผลิตในปัจจุบัน โดยทุเรียนหลินกระบี่สามารถตัดออกจำหน่ายได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม ระยะเวลานานกว่า 3 เดือน และได้มีการปลูกเพิ่มทุกเรียนหลินกระบี่เพิ่มอีก 300 ต้น เนื่องจากผลผลิตที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แต่อย่างไรก็ตาม ภายในสวนยังมีทุเรียนพันธุ์ก้านยาว พันธุ์หมอนทอง พันธุ์ชะนี อีกกว่า 100 ต้น เพื่อที่จะให้สวนทุเรียนดานีญา มีทุเรียนให้ลูกค้าได้เลือกซื้อตามความต้องการ

นางดานีญา ผิวดำ กล่าวว่า สำหรับการส่งทุกเรียนหลินกระบี่ ตนได้อาศัย Social ทางเฟซบุ๊ก daneeya mint piwdam ในการติดต่อซื้อขายทุกเรียน โดยจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าทางไปรษณีย์ บรรจุใส่กล่องอย่างดี เพื่อที่จะให้สินค้าถึงมือลูกค้าอย่างมีคุณภาพ ไม่เสียหาย หากผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ คือ ดิบ หรืออ่อน ไม่สามารถกินได้ จะจ่ายเงินคืนทันที โดยทุเรียนหลินกระบี่จะใช้วิธีขึ้นไปตัดลูกทุเรียนที่แก่จัดลงมาจากต้น อีก 3 วัน ทุเรียนจะสุก แต่หากลูกค้ายังยืนยันต้องการสินค้าก็จะส่ง สินค้าใหม่ไปให้ ตามความพอใจของลูกค้า ที่ผ่านมาลูกประทับใจในการบริหารและการดูแลหลังการขายเป็นอย่างดี รวมทั้งรสชาติของทุกเรียนหลินกระบี่ที่ไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวัง

สนใจทุกเรียนหลินกระบี่ ติดต่อได้ที่ สวนดานีญา หมู่ที่ 1 ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ของนางดานีญา ผิวดำ เบอร์โทร 08-1970-3865 และสั่งซื้อได้ทางเฟซบุ๊ก daneeya mint piwdam และเพจสวนทุเรียนดานีญา

ที่มา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่

บัณฑิต ป.ตรี ยึดอาชีพเกษตรกร สร้างรายได้กว่า 3 หมื่นต่อเดือน

นักศึกษาปริญญาตรี ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพเกษตรกร มีรายได้เดือนละกว่า 3 หมื่นบาท

วันที่ 15 มิ.ย.2561 ที่ไร่พานทอง พอเพียง เลขที่ 43 หมู่ที่ 14 ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร นายสถิต ภูทิพย์ เกษตรจังหวัดกำแพงเพชร และคณะประกอบด้วย นายวิวัฒน์ บุษบง รักษาการเกษตรอำเภอปางศิลาทอง เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอปางศิลาทอง กลุ่มเกษตรรุ่นใหม่จังหวัดกำแพงเพชร Young Smart Farmer และสื่อมวลชนหลายแขนงของจังหวัดกำแพงเพชร ได้ร่วมกันเยี่ยมชมกิจการไร่พานทอง พอเพียง ของ ว่าที่ ร.ต.วรพล พานทอง อายุ 26 ปี Young Smart Farmer ผู้จบปริญญาตรีด้านการเกษตรจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้แพร่–เฉลิมพระเกียรติ

โดยเริ่มทำงานด้านการเกษตร ในพื้นที่ 5 ไร่ ประกอบกิจกรรม แปลงต้นแบบ 1 ไร่ พอเพียง โดยทำกิจกรรมการเกษตรหลายอย่างในพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อการเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างพอเพียง,ปลูกมันหวานญี่ปุ่น,ปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวล หรือ มะละกอส้มตำ,เลี้ยงไส้เดือน เพื่อทำปุ๋ยไส้เดือน,เลี้ยงจิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ ทองแดง,ลี้ยงเป็ดไข่ ห่าน เลี้ยงไก่ไข่ในตะกร้า,เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรทฤษฏีใหม่ และเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านทำการเกษตร ทำให้จากกิจกรรมที่ทำในแต่ละเดือน มีรายได้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่ลงทุนทำกิจกรรมแล้ว จะคงเหลือ 20,000 – 30,000 บาท

ว่าที่ ร.ต.วรพล พานทอง เกษตรกรหนุ่มจากไร่ “พานทอง พอเพียง” อำเภอปางศิลาทออง จังหวัดกำแพงเพชร ให้เหตุผลที่เลือกมาทำการเกษตรหลังจากเรียนจบ ว่า ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่อยากเป็นมนุษย์เงินดิน,อยากที่จะพัฒนาบ้านเกิดในวัยที่ยังมีแรง มีไฟ และอยากกลับมาอยู่กลับครอบครับ ประกอบด้วย พ่อ แม่ และพี่สาว ของตน ซึ่งเป็นแนวคิดและหลักการปฏิบัติที่ได้จากการเป็น Young Smart Farmer ของสำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อปี 2560 ทำให้มีโอกาสเข้ารับการอบรมต่างๆทั้งในระดับ อำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ เกี่ยวกับด้านการทำการเกษตร เพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาอาชีพของตนเอง ตลอดจนมีบทบาทเป็นผู้นำในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ได้ประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง Young Smart Farmer ด้วยกันเอง ทำให้มีความรู้และเทคนิคใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้มีเครือข่ายที่เหนียวแน่น และทำให้มีตลาดและเครือข่ายในการจำหน่ายสินค้ากว้างขึ้น นับเป็น Young Smart Farmer ของจังหวัดกำแพงเพชร อีกคนหนึ่ง ที่ร่วมพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีขีดความสามารถด้านการเกษตร สามารถทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และร่วมสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดย จะต้องเป็นเกษตรกรผู้มีศักยภาพ สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตร สามารถเป็นผู้นำทางการเกษตร ในท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับได้เป็นอย่างดี

พระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนปลูกป่าโล่ใหญ่ชัยภูมิ

คณะสงฆ์จังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยภูมิ ระดมพระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนปลูกป่าโล่ใหญ่ชัยภูมิ

วันนี้ (15 มิ.ย. 61) คณะสงฆ์จังหวัดชัยภูมิ นำโดยพระราชชัยสิทธิสุนทร รองเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ เจ้าอาวาสวัดไพรีพินาศ ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยภูมิ ได้นำพระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนชัยจังหวัดชัยภูมิ ปลูกต้นไม้ที่ป่าโล่ใหญ่ ในเขตอุทยานแห่งชาติตาดโตน บ้านวังโพน ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ร่วมปลูกป่า ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ทางจังหวัดชัยภูมิดำเนินโครงการ “ป่ารักษ์น้ำโล่ใหญ่ชัยภูมิ” โดยการปลูกต้นไม้ พันธุ์ไม้หลากสี 5 สี ประกอบด้วย สีขาว สีแสด สีเหลือง สีม่วง และสีชมพู เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม โดยก่อนหน้านี้ได้สร้างฝายมีชีวิตเพื่อเก็บกักน้ำ สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าแล้วนั้น วันนี้คณะสงฆ์จังหวัดชัยภูมิ 16 อำเภอ ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยภูมิ ระดมพระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนปลูกป่าโล่ใหญ่ชัยภูมิ ปลูกต้นทองกวาวหรือต้นจานซึ่งให้ดอกสีแสดจำนวน 200 ไร่

ป่าโล่ใหญ่บ้านวังโพน ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมืองชัยภูมิ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตาดโตน เป็นป่าเสื่อมโทรมเนื้อที่ 13,000 ไร่ ที่ทางอุทยานแห่งชาติตาดโตนได้ขอคืนพื้นที่จากราษฎรที่เข้าไปครอบครองหลังจากหมดสัมปทานป่าไหม้ และในปีนี้ทางจังหวัดชัยภูมิได้ร่วมกันปลูกป่าโดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ แต่ใช้ความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนจิตอาสา ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมกันเพื่อคืนพื้นที่ป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิมโดยปลูกต้นไม้ที่ให้สีสัน 5 สี ประกอบด้วยสีขาว สีชมพู สีม่วงสีเหลือง และสีแสดเพื่อที่จะให้พื้นที่ 13,000 ไร่ เป็นแหล่งพื้นที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชาวชัยภูมิ และของประเทศไทยต่อไป