ป.ป.ท.พบทุจริตจัดซื้อคุรุภัณฑ์ 23 โรงเรียนภาคอีสาน

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 3 จังหวัดนครราชสีมา สรุปผลการตรวจสอบการจัดซื้อคุรุภัณฑ์ พบความผิดปกติเข้าข่ายทุจริต 23 โรงเรียน ใน 2 จังหวัด ภาคอีสาน

พันตำรวจโท สามารถ ไชยณรงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เขต 3 เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการจัดซื้อคุรุภัณฑ์ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ของโรงเรียนหลายแห่งในจังหวัดนครราชสีมา ยโสธร บุรีรัมย์ และ ศรีสะเกษ พบว่า โรงเรียนที่เข้าข่ายทุจริตจัดซื้อคุรุภัณฑ์ในสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 28 คือ จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดยโสธร รวม 23 โรงเรียน

โดยเป็นการจัดซื้อคุรุภัณฑ์พัฒนาทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 24 รายการ งบประมาณ 600,200 บาท โดยใช้ระบบอีบิทดิ้ง (วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์) ในการประมูล

จากการตรวจสอบพบความผิดปกติ คือ บริษัทที่ชนะการประมูลเป็นบริษัทเดียวกัน และราคาคุรุภัณฑ์ยังสูงกว่าราคาในท้องตลาดกว่า 2 เท่า รวมถึงการจัดซื้อไม่ตรงตามความต้องการของโรงเรียนบางแห่ง

เบื้องต้น ป.ป.ท.เขต 3 เสนอให้ สพฐ.ระงับโครงการทั้งหมด พร้อมสอบสวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบบริษัทที่ชนะการประมูล ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งบริษัทอยู่ในกรุงเทพมหานคร และ จังหวัดสมุทรปราการ

ผู้ปกครองโวย อ้างครู ร.ร.กีฬา ทำงานไม่เต็มที่ ทำลูกไม่ได้ฝึกซ้อมเท่าที่ควร

ผู้ปกครองโวย อ้างครู ร.ร.กีฬา ทำงานไม่เต็มที่ ทำลูกไม่ได้ฝึกซ้อมเท่าที่ควร ขณะที่ศิษย์เก่าเข้ามาแสดงความคิดเห็น เผย รร.สอนตามแผนการฝึก มองหากให้เด็กซ้อมหนักอาจมีผลกับร่างกาย

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2561 เพจเฟซบุ๊ก Red Skull Phatthalung ได้โพสต์เรื่องราวของผู้ปกครองท่านหนึ่ง ที่ระบายความรู้สึกถึงกรณีที่ลูกสอบเข้าโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2561 แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด รู้สึกว่าครูบางคนทำงานไม่เต็มที่ ทำให้เด็กๆ ไม่ได้รับการฝึกซ้อมเท่าที่ควร โดยข้อความระบุว่า

ลูกสอบเข้าโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2561 ค่ะ ลูกสอบเข้า ชนิดกีฬาว่ายน้ำค่ะ ปี 2561 รับนักเรียนกีฬา ว่ายน้ำ รวม ชาย-หญิง รับ 8 คน ลูกผ่านการทดสอบทั้งหมดค่ะ สอบทักษะด้านกีฬาผ่าน สอบสมรรถภาพทางกายผ่าน สอบสัมภาษณ์ผ่าน

พอลูกสอบได้ วันเข้าพักหอพัก มีระดับ ผอ.โรงเรียนกีฬา มีผู้หลัก ผู้ใหญ่หลายๆท่าน มาพูดถึงนโยบายต่างๆ การบริหารจัดการ คือ ทุกอย่างคนเป็นพ่อแม่ได้ฟังแล้วอุ่นใจ ตัดสินใจไม่ผิด ที่ส่งลูกเข้ามาในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ แต่พอลูกได้เข้าไปอยู่แล้ว ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ทุกอย่างไม่ได้เป็นเหมือนที่ผู้บริหารพูด ทุกอย่างตรงข้ามหมดค่ะ

เด็กๆ ควรได้รับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ คือ ซ้อม 2 ช่วงค่ะ เช้า เย็น โดยโค้ชที่มีรายชื่อประจำที่สระ แต่ไม่มีการซ้อมตามแผน เช้าตื่นตี 5 ซ้อมจริง แต่เย็นไม่พาเด็กซ้อม ผู้ปกครองไปถามในไลน์กลุ่มคำตอบที่ได้ คือ เงียบค่ะ

ครูอยู่ในกลุ่มไลน์หลายคนไม่มีคำตอบใดๆ ผู้ปกครองเปลี่ยนกันถาม คำตอบแรกที่ตอบมา รอให้เด็กๆ ปรับตัว ปัญหานี้สะสมมานานจากรุ่นพี่ปีก่อนๆ เคยถามคนอื่นๆ ว่า เหตุใดไม่หาวิธีแก้ปัญหา คำตอบคือ ถ้าถามไปกลัวผลกระทบมาตกที่ลูก กลัวโค้ชไม่ผลักดันลูกของตัวเอง ปัญหาอื่นๆ พยายามขอให้ลูกปรับตัวแต่ปัญหาเรื่องการฝึกซ้อม เราในฐานะพ่อแม่รับไม่ได้ค่ะเฮีย

ครูผู้ฝึกสอนไม่ได้มองแบบอคตินะคะบนสระมีชื่อ ครูคนนี้เป็นผู้ฝึกสอน แต่พอเวลาซ้อม ไม่ใช่ครูท่านนี้ แต่เป็นนักเรียนเก่าที่เรียนจบไปแล้วกลับมาช่วยงานในนามจิตอาสา เราจะพยายามเน้นย้ำเรื่องฝึกซ้อมปัญหาอีกเยอะที่กองอยู่ เรามองข้ามไปค่ะ

หนึ่งเดือนผ่านไปยังวนเวียนอยู่จุดเดิมเคยคุยกันในครอบครัว ถ้าลูกไม่ได้รับการฝึกซ้อมต่อเนื่องแบบนี้สิ่งที่เราฝึกซ้อมมาหลายปี สูญเปล่าแน่นอนค่ะ เคยขอให้ลูกเปลี่ยนชนิดกีฬา แต่ลูกยืนยันไม่เปลี่ยน ลูกชอบกีฬาว่ายน้ำ ในเมื่อลูกชอบ เราก็หาสถานที่ที่ดี สถานที่ที่เราไว้ใจ ฝากลูกไว้กับรั้วโรงเรียนแห่งนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าเราส่งลูกเรามาเรียน มาเล่นใช้ชีวิตให้หมดไปวันๆ

คือด้วยความคิดของชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง เราจะดิ้นรนแบบไหนเพื่อให้ลูกได้ฝึกซ้อมตามสมควรที่นักกีฬาเขาควรได้ซ้อม ยืนยันจะเอาลูกออกมาหาสโมสรเอกชนเข้า สามารถทำได้ค่ะเฮีย แต่ในเมื่อลูกใช้ความสามารถสอบเข้าตรงนี้ได้เเล้ว เด็กๆ ที่สอบเข้ามาตรงนี้มาจากทั่วประเทศค่ะเฮีย

ถ้าการดิ้นรนของแม่ในครั้งนี้ไม่มีการขับเคลื่อน สุดท้ายแล้วก็คงต้องเอาลูกออกค่ะ 25-29 มิถุนายน 2561 มีแข่งที่กรมพละศึกษาเด็กๆ ไม่ได้ซ้อมเต็มที่แบบนี้ ครูผู้ฝึกสอนมาบ้าง ไม่มาบ้างแบบนี้ ถ้าผลงานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร เราจะทำอย่างใรดี

เราไม่ได้ดิ้นรนเพื่อกลั่นแกล้งใคร ดิ้นรนเพราะอนาคตของลูกค่ะ และดิ้นรนให้เด็กนักกีฬาที่มีฝีมืออีกหลายๆ คนในนั้น จากเด็กเก่งๆ สถิติดีๆ พอไม่ได้ฝึกซ้อมเต็มกำลังเป๋ค่ะเฮีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อความดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ออกไป ต่างมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห้นจำนวนมาก โดยบางส่วนเข้ามาตั้งข้อสังเกตุและต่อว่าถึงการทำหน้าที่ของครูผู้สอน ส่วนบางคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นอีกส่วน บอกว่า “ครูที่สอน ร.ร. กีฬา ทั้งตำแหน่งโค้ช/ผู้ฝึกสอน หรือครูพละ ที่พ่วงตำแหน่งผู้ฝึกสอน เวลาทำงานของคนเหล่านี้จริงๆ เริ่มตั้งแต่ 05.00 นะครับ

เพราะต้องปลุกเด็กๆ มาเตรียมซ้อมในช่วงเช้า เสร็จจากการซ้อมก็มีคาบสอนในช่วงเวลาราชการปกติอีก ช่วงเย็นก็ซ้อม เอาจริงๆ กว่าจะเลิกก็ 18.00+ เสร็จภาระกิจซ้อมเย็น ก็ต้องมาคอยดูแลนักเรียนรับประทานอาหารเย็น คอยรวมเด็กๆ ปล่อยเด็กๆ พักผ่อน ภาระกิจตรงนี้กว่าจะเสร็จ ก็แถวๆ 22.00+ เอาจริงๆ เวลาส่วนตัวไม่ค่อยมีครับ

นี่ยังไม่รวมเวลาเจ็บป่วยที่ต้องคอยพาไปส่ง รพ. และคอยดูแลกันอีกครับ และครู/โค้ชหลายๆ ท่าน ก็ไม่ได้เป็นข้าราชการ อาจจะเป็นแค่ลูกจ้างรายชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งก็น่าคิดว่าคนที่อดทนมาซ้อมกีฬาและทำหน้าที่ตรงนี้ ความมั่นคงไปอยู่ไหน …นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุ ที่ทำให้เกิดช่องว่างในการไปหารายได้พิเศษครับ”

‘ฟ้า’ ฟ้อง ‘อัจฉริยะ’ โพสต์ยุยงให้คนเกลียดชังตน

‘ฟ้า’ ทีมครูปรีชา เดินหน้าฟ้อง ‘อัจฉริยะ’ โพสต์เฟซบุ๊กยุยงปลุกปั่นให้คนเกลียดชังตน

วันนี้ (14 มิ.ย. 61) เวลาประมาณ 10.30 น. มีรายงานว่า น.ส.กนกพรรณ หมวกไสว หรือฟ้า คนสนิท ครูปรีชา ใคร่ครวญ ในคดีหวย 30 ล้าน ได้เดินทางมาพร้อมทนายความ เพื่อยื่นฟ้องนง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในข้อหา “กลั่นแกล้งผู้อื่นจนรับโทษทางอาญา” ที่ ศาลอาญา รัชดา

ทั้งนี้ น.ส.กนกพรรณ เผยว่า วันนี้ตนพร้อมทนายความ เดินทางมาศาลอาญา เพื่อยื่นฟ้อง นายอัจฉริยะ ในข้อหากลั่นแกล้งผู้อื่นจนรับโทษทางอาญา จากกรณีที่นายอัจฉริยะ ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำราจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้ดำเนินคดีกับตน ซึ่งตามข้อเท็จจริง เหตุการณ์ดังกล่าวตนไม่ได้กระทำการแพร่เผยตามที่นายอัจฉริยะกล่าวหา

นอกจากนี้ นายอัจฉริยะ ยังพยายามปลุกปั่นให้คนเกลียดชังตนเอง โดยการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาเองให้แจ้งความเอาผิดตน โดยระบุว่า เปิดโหวตอย่างเป็นทางการกับท่านเห็นด้วยหรือไม่ ที่ประธานชมรมนางเอกเอ็มวี ฟ้องประธานชมรมที่ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมพวกรวม 18 คน กับผู้บัญาชาการสอบสวนกลาง

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ตนได้ถอนฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังคงฟ้อง นายอัจฉริยะ เหมือนเดิม เพราะไม่ได้เป็นข้าราชการ และศาลทุจริตก็มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากระบบ เพราะ นายอัจฉริยะ ไม่ได้เป็นข้าราชการ จึงมาดำเนินการฟ้อง นายอัจฉริยะ เอง เพราะมองว่า ยังไม่หยุดพฤติกรรมแพร่เผยและยุยงให้คนเกลียดชังตน ทั้งนี้ทางศาลได้นัดไตร่สวนมูลฟ้องเบื้องต้นแล้ว