กรมควบคุมโรค เตรียมทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมลงพื้นที่ถ้ำหลวง

กรมควบคุมโรค เตรียมทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมลงพื้นที่ถ้ำหลวง สนับสนุน-ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเก็บตัวอย่างและส่งตรวจให้รู้ผลเร็วที่สุด

วันนี้ (28 มิถุนายน 2561) นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเด็กนักฟุตบอลและผู้ฝึกสอน รวม 13 คน ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ในจังหวัดเชียงรายนั้น

กรมควบคุมโรค ได้ปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญ และเตรียมทีมผู้เชี่ยวชาญ ทีมจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรค ที่ 1 เชียงใหม่ พร้อมสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง และร่วมดำเนินสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และรพ.เชียงรายประชานุเคราะห์

นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องสุขภาพของเด็กๆ นั้น เนื่องจากติดอยู่ภายในถ้ำหลายวันสภาพร่างกายอาจอ่อนแรงบ้าง และอาจมีบาดแผลเล็กๆ ขีดข่วนตามแขนขา แต่เด็กทั้งหมดเป็นนักกีฬาจึงคาดว่าสภาพร่างกายจะสามารถปรับตัวและอดทนต่อเหตุการณ์ดังกล่าวได้ นอกจากนี้เด็กอาจจะป่วยด้วยโรคทั่วไปได้ เช่น โรคไข้หวัด โรคตาแดง โรคอุจจาระร่วง และโรคน้ำกัดเท้า เป็นต้น

ส่วนกรณีโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยเฉพาะค้างคาวที่มักอาศัยอยู่ในถ้ำ กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า แม้ว่าจะมีรายงานจากต่างประเทศเกี่ยวกับการติดเชื้อจากค้างคาวในบางประเทศ แต่ที่ผ่านมาในประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคติดต่ออันตรายจากค้างคาวแพร่ไปสู่คนแต่อย่างใด และหากพบเด็กๆ แล้ว เจ้าหน้าที่จะรีบดำเนินการเก็บตัวอย่างอุจจาระของค้างคาว ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อไวรัส รวมถึงเร่งดำเนินการให้รู้ผลโดยเร็วที่สุด

ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะญาติพี่น้องของเด็กๆ และทีมค้นหาที่ร่วมดำเนินการทั้งหมด โดยขอให้พบเด็กๆโดยเร็วและปลอดภัยทุกคน ทั้งนี้ ขอให้ญาติๆ และประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง เพราะหลังจากพบเด็กๆแล้ว จะเป็นหน้าที่ของทางทีมแพทย์ในการดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิดทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของทุกคน ต่อไป

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค

กฟผ.แม่เมาะ ส่งทีมงานพร้อมเครื่องปั่นไฟ หนุนปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิต สูญหายในถ้ำหลวง

กฟผ.แม่เมาะ ส่งทีมงานพร้อมเครื่องปั่นไฟ-เครื่องสกัดคอนกรีตหนุนปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิตสูญหายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

ปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิตที่สูญหายภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะพบกับอุปสรรคสำคัญโดยเฉพาะฝนที่ตกลงมา ทำให้การค้นหาไม่เป็นไปตามแผนที่ได้ วางไว้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการทำงานเป็นการเร่งด่วน ซึ่งทุกหน่วยงานต่างก็เร่งทำงานแข่งกับเวลา

ในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ ก็ยังคงสนับสนุนปฏิบัติการค้นหาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ทั้งการส่งบุคลากรรวมถึงอุปกรณ์

โดยในวันนี้ (28 มิถุนายน 2561) นายบรรพต ธีระวาส ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ (ชชม.) เปิดเผยว่า การสนับสนุนปฏิบัติการในวันนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

1. ทีมผู้ปฏิบัติงานแผนกเจาะระเบิดจำนวน 3 คน ไปประจำศูนย์อำนวยการประสานงานร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางและร่วมให้คำปรึกษาที่เหมาะสมกรณีที่ต้องเจาะโพรงถ้ำ

2. ทีมผู้ปฏิบัติงานแผนกซ่อมและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวมถึงทีมผู้ปฏิบัติงานแผนกบำรุงรักษาไฟฟ้าเครื่องจักรกล นำอุปกรณ์ไปสมทบเพิ่ม ประกอบด้วย เครื่องปั่นไฟขนาด 5 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง , เครื่องสกัดคอนกรีต (สกัดไฟฟ้า) ขนาด 1,510 วัตต์ จำนวน 2 เครื่อง , เครื่องเครื่องสกัดคอนกรีต (สกัดไฟฟ้า) ขนาด 900 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง , สายไฟชนิดกันน้ำ VCT 3 x 2.5 Sq.mm. พร้อมปลั๊กพ่วง ความยาว 500 เมตร และ เชือกมะนิลา ขนาด 6 มิลลิเมตร ความยาว 200 เมตร

“ปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายมีความยากลำบาก สถานการณ์เฉพาะหน้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องวางแผนการทำงานกันใหม่เป็นระยะ ตอนนี้การทำงานก็ได้ยกระดับมีความช่วยเหลือเป็นระดับนานาชาติ ต่างประเทศก็เข้ามาสมทบร่วมปฏิบัติการต่อเนื่อง

ซึ่ง กฟผ.แม่เมาะ ก็พร้อมสนับสนุนปฏิบัติการค้นทั้งอุปกรณ์และบุคลากรที่มีความชำนาญด้านต่างๆ ทั้งนี้ นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ก็ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำชับให้สนับสนุนปฏิบัติการค้นหาอย่างเต็มที่ในการค้นหาผู้สูญหาย”

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แม่เมาะ

ประกาศใช้แล้ว ลดหย่อนภาษีบุตร สูงสุด 60,000 บาทต่อปี

ลดหย่อนภาษีบุตร ประกาศใช้แล้ว นำค่าฝากครรภ์-ค่าคลอดบุตร ลดหย่อนภาษีสูงสุด 60,000 บาทต่อปี ให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ผู้ที่มีเงินได้หรือคู่สมรส สามารถนำค่าใช้จ่ายฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้สูงสุดไม่เกินปีละ 60,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริงสำหรับการตั้งครรภ์ในแต่ละครั้ง

ราชกิจจานุเบกษา, ลดหย่อนภาษี, ความสดวันนี้, ลดหย่อยภาษีบุตร
ราชกิจจานุเบกษา

โดยจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกับค่าใช้จ่ายที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป นอกจากนี้ หากเป็นกรณีค่าคลอดบุตรในการตั้งครรภ์ไม่ได้เกิดขึ้นในปีภาษีเดียวกัน จะได้รับสิทธิลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริงในปีที่ใช้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท