Monthly Archives: June 2018
น่ารัก! คลิปเด็กน้อยอยากเจาะหู บอกไม่กลัวเจ็บ สุดท้ายร้องไห้จ้า
น่ารัก! คลิปเด็กน้อยอยากเจาะหู บอกไม่กลัวเจ็บ สุดท้ายร้องไห้จ้า
เรียกว่ากำลังเป็นคลิปที่ถูกพูดถึงอยู่ในขณะนี้เลยก็ว่าได้ หลังผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อว่า Satita Tonnoncheang ได้โพสต์คลิปลูกสาวที่กำลังจะเจาะหู โดยก่อนเจาะได้ถามแล้วว่า ไม่กลัวหรอ ซึ่งเจ้าตัวน้อยก็ยืนยันว่า ไม่กลัว ไม่ร้องไห้ แต่สุดท้ายพอเจาะเข้าจริงกับร้องไห้จ้ากันเลยทีเดียว
ทั้งนี้ หลังจากคลิปดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่ต่างเอ็นดูเด็กน้อย สงสารก็สงสาร ขำก็ขำ พร้อมกับปลอบใจ
เปิดเอกสารลับ ‘คอนสแตนติน ฟอลคอน’ เผย ทายาทยังมีชีวิตอยู่ในไทย
งานรักชาติ เฟสติวัล ครั้งที่ 3 รักเธอประเทศไทย เปิดเอกสารลับ ‘คอนสแตนติน ฟอลคอน’ เผย ทายาทยังคงมีชีวิตอยู่ในประเทศไทย
หลังจาก บุพเพสันนิวาส กลายเป็นละครไทยที่ประสบความสำเร็จ และสร้างปรากฏการณ์ต่างๆ มากมายให้กับสังคมไทย แม้ขณะนี้ละครจะจบลงแล้ว แต่หลังจากนั้นได้เกิดกระแสความนิยมต่าง ๆ ตามมามากมาย อาทิ กระแสความนิยมชุดประจำชาติไทย กระแสความนิยมอาหารโบราณ และอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันนั่นก็คือ กระแสการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากในละครเรื่องนี้มีตัวละครหลายตัวที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ไทย
วันที่ 8 มิถุนายน 2561 เวลา 10:00 น. ในงานรักชาติ เฟสติวัล ครั้งที่ 3 รักเธอประเทศไทยซึ่งจัดขึ้นที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ อาจารย์พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ นักเขียนนักค้นคว้า ที่คร่ำหวอดในวงการประวัติศาสตร์ไทย มีทั้งผลงานด้านวัฒนธรรมและผลงานทางด้านสื่อสารมวลชน ร่วมเสวนาในหัวข้อเปิดเอกสารลับ คอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางระดับสูงในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นตัวละครหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส และเป็นตัวละครที่โดดเด่นได้รับความสนใจ
ทั้งนี้ เนื้อหาในงานเสวนาดังกล่าว อาจารย์พลาดิศัย กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างคอนสแตนตินฟอร์คอนและพระเพทราชา โดยหลักฐานที่ระบุว่าเรื่องเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาจากจดหมายเหตุ ที่มีปรากฏมากที่สุดในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เนื่องจากในรัชสมัยนี้มีการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศอย่างมาก โดยชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตในไทยในสมัยนั้น จะมีการจดบันทึกและวาดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเอาไว้เป็นจำนวนมาก
อีกทั้งยังมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องยศบรรดาศักดิ์ของขุนนางในสมัยก่อน ที่ปัจจุบันผู้คนมักเรียกขานขุนนางในรัชสมัยพระนารายณ์กันอย่างติดปาก โดยเรียกยศของคอนสแตนตินฟอร์คอนอย่างเป็นทางการว่าเจ้าพยาวิชดยนทร์ โดยยศ ‘เจ้าพระยา’ ในสมัยนั้นยศถาบรรดาศักดิ์ไปตำแหน่งของรอนสแตนติน ฟอลคอน นั้นหากจะเรียกกันให้ถูก ต้องใช้คำว่า ‘ออกญา’ เนื่องจากยศ ‘เจ้าพระยา’ ในสมัยนั้นไม่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัด
อย่างไรก็ตาม อาจารย์พลาดิศัยได้กล่าวถึงประเด็นที่ทายาทของคอนสแตนติน ฟอลคอน ยังคงมีชีวิตอยู่โดยมีข้อมูลปรากฏใน Journal of the Siam Society เรื่อง An Early British Merchant in Bangkok (พ่อค้าอังกฤษคนแรกในกรุงรัตนโกสินทร์) โดย Adey R. Moore และเผยแพร่โดยกรมศิลปากรระบุว่า ครอบครัวของคอนสแตนตินฟอลคอนที่ได้สมรสกับท้าวทองกีบม้า ทั้งคู่มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน
และเมื่อบุตรชายท่านนี้เติบโตได้รับราชการในแผ่นดินสยามในตำแหน่งทูต และถูกส่งไปยังเมืองท่าของฝรั่งเศส คือเมืองปอนดิเชอรี เมืองชายฝั่งโคโรแมนเดล ประเทศอินเดีย บุตรชายท่านนี้ได้แต่งงานกับหญิงเชื้อสายโปรตุเกส และมีทายาทเป็นหญิงหลายคนและหนึ่งในนั้นเป็นชาย ชื่อ จอห์น
จอห์น หลานของฟอลคอน ได้ถูกจับตัวกวาดต้อนเป็นเชลยไปยังพม่าด้วยเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่ว่าจอห์นได้หลบหนีกลับมาสยามได้อีกหลังจากนั้นใน 2-3 ปีต่อมา จอห์นได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถวย่านวัดซางตาครูสซึ่งเป็นเชื้อสายของแม่จอห์นนั่นเอง
นอกจากนี้หลานสาวคนหนึ่งของฟอลคอนตกเป็นเชลยพม่าเช่นเดียวกัน แต่ถูกนำตัวไปเมืองมะริด และได้พบรักกับ ฌอง ชี มีตำแหน่งยศร้อยเอกชาวโปรตุเกสรับราชการที่พม่า เป็นชาวคาทอลิกที่อพยพมาจากมาเก๊า และได้แต่งงานกันที่มะริด และมีทายาทเป็นบุตรสาวชื่อ “ฟิลิปปา” และแต่งงานกับ ตาเวียน และได้อพยพมาอยู่ย่านซางตาครูสในกรุงสยาม
ฟิลิปปาและตาเวียน ให้กำเนิดทายาท คือ แองเจลินา ทรัพย์ (เกิด พ.ศ. 2348) แต่งงานกับ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ (นายหันแตร) ใน พ.ศ. 2368 มีทายาท คือ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 2 ว่ากันว่าแองเจลินา ทรัพย์
โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 2ชื่อเดียวกับบิดาเกิดใน พ.ศ.2310 ถูกส่งไปเรียนต่อที่สกอตแลนด์และได้กลับมาทำงานในเมืองไทย โดยบิดาได้สร้างอาคารให้เขาริมคลองย่านซางตาครูส ซึ่งอยู่เหนือโรงสินค้าหน้าบ้านนางทรัพย์นั่นเอง โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 2 ได้แต่งงานกับนางสาวโรซา รีไบโร เดอ อัลแวร์การีอัส น้อย (เป็นบุตรสาวของพระยาวิเศษสงคราม เป็นคาทอลิก) เมื่อ พ.ศ. 2392 ในบันทึกของจอห์น คอรเฟิต บรรยายว่า
ในตอนบ่ายได้พบกับพระยาวิเศษสงคราม (ปาสกัลป์ รีไบโร เดอ อัลแวร์การีอัส) เป็นลูกหลานชาวคริสเตียนชาวโปรตุเกสในกัมพูชา ความสามารถของเขาโดดเด่น เนื่องจากไม่เพียงเขียนภาษาไทย เขมร และโปรตุเกสได้คล่องแล้ว ยังสามารถพูดและเขียนภาษาละตินได้อย่างถูกต้อง เขาได้แต่งงานกับลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากชาวอังกฤษที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2244 พระยาวิเศษสงครามเป็นลูกหลานของชาวเขมร จึงมีที่อยู่อาศัยอยู่ที่บ้านเขมรสามสิ
โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 2 เข้ารับราชการในสยามจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสุรสาคร” ซึ่งรับผิดชอบหน่วยงานด้านกรมท่า ในคราวท่านเซอร์ จอห์น บาวริ่ง นำเรือแรตเลอร์ เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 2 ได้ขึ้นไปบนเรือนี้ด้วย โดยท่านเซอร์บรรยายว่า “เท่าที่เห็น มิสเตอร์ฮันเตอร์ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ดูแลในการต้อนรับข้าพเจ้า”
โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 2 จดทะเบียนเป็นคนบังคับในสัญชาติอังกฤษเมื่อ 20 มิถุนายน 2399 และถึงแก่กรรมโดยกะทันหันด้วยวัยเพียง 38 เมื่อ 19 เมษายน 2408 ที่บ้านซางตาครูสใกล้บ้านมารดาของเขา โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 2 มีทายาท 2 คน คือ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 3 และจอห์น ทั้งคู่ไม่มีทายาท
โนรี น้องสาวต่างมารดาของ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ 3เป็นสาวงามอีกคนหนึ่งได้สมรสกับ เบนจามิน บิง มีลูกหลานสืบต่อกันมาและรับราชการในกองทัพบกด้วย โดยเบนจามิน บิงนั้นเป็นพี่น้องกับหลวงอัคนีนฤมิตร ผู้โดดเด่นในด้านการถ่ายภาพแรกของสยาม
ทว่าปัจจุบันนี้ ชุมชมย่านวัดซางตาครูส ในย่านกุฎีจีน เป็นย่านที่ความเก่าเเก่อย่างมากของกรุงเทพฯ โดยตั้งอยู่ริมฝั่งเเม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตก ส่วนอีกด้านจะอยู่ติดกับปากคลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวง โดยย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีมาตั้งเเต่สมัยอยุธยา และคาดว่ายังคงมีทายาทของคอนสแตนติน ฟอลคอน สืบเชื้อสายมาจนปัจจุบัน


