เอาจริง!! จับปรับ จยย. วิ่งช่องด่วน-ไม่สวมหมวก-ย้อนศร ถ.วิภาวดี

ตำรวจ สน.วิภาวดี เอาจริงจับปรับรถจักรยานยนต์ วิ่งช่องด่วน-ไม่สวมหมวก-ย้อนศร ถ.วิภาวดี พร้อมยืนยันไม่รับค่าปรับ ณ จุดเกิดเหตุ

หลังจาก JS100 ได้เผยแพร่ภาพการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจ สน.วิภาวดี กวดขัดวินัยจราจรผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในช่องทางด่วนไปเมื่อช่วงเช้า มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่สนับสนุนการกวดขัดวินัยจราจร และมีบางส่วนที่มีความเห็นแตกต่างกันออกไป

พ.ต.ท.พันษา อมราพิทักษ์ รอง ผกก. ศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต สน.วิภาวดี เปิดเผยว่า จากภาพดังกล่าวเป็นการสุ่มลงพื้นที่กวดขันวินัยจราจรตามคำสั่ง บก.จร. เพื่อให้แต่ละพื้นที่ลดปัญหาและแก้ปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้น โดยข้อร้องเรียนจากประชาชนอันดับต้นๆในพื้นที่ของ สน.วิภาวดี คือ ปัญหาผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วิ่งช่องทางด่วน ไม่สวมหมวกนิรภัย และขับขี่ย้อนศร ซึ่งนำไปสู่สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรติดขัดตามมา

สน.วิภาวดี จึงแบ่งกำลังการอำนวยการจราจร และการกวดขัดวินัยจราจร เพื่อสุ่มจับปรับมาระยะหนึ่ง โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ตาม 3 ข้อหาหลักข้างต้น ได้ประมาณ 2,300 คน แต่เป็นที่น่าสนใจว่าสถิติมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อช่วงเช้าจับกุมได้ประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่อ้างว่าไม่ทราบว่าผิด ,เร่งรีบ ,เข้ามานิดเดียวเดี๋ยวออก ,และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับผิด ต่อว่าตำรวจ ยืนถ่ายคลิปจับผิดว่าเรียกกวดขันทุกคันหรือไม่

ทั้งนี้ยืนยันว่า ตำรวจเป็นเพียงผู้บังคับใช้กฎหมาย มิใช่ผู้กำหนดกฎหมาย ขอเพียงอย่าฝ่าฝืนกฎจราจร ก็จะไม่ถูกจับปรับ และสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุก็จะลดลงตาม ส่วนกรณีผู้ที่ถูกจับปรับจะมีโทษตาม พรบ.จราจรทางบกฯ ปรับ 500 – 1,000 บาท แต่ไม่สามารถจ่ายค่าปรับ ณ จุดเกิดเหตุได้ ตำรวจจราจรจะขอยึดใบขับขี่ และออกใบสั่ง ต้องไปจ่ายค่าปรับภายใน 7 วัน ที่ สน.วิภาวดี หรือไปรษณีย์ หรือธนาคารกรุงไทย ตามช่องทางต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาการติดสินบนตำรวจ ขณะเดียวกันหากตำรวจรับเงิน ณ จุดเกิดเหตุ ก็จะมีโทษเช่นกัน

“ผู้กระทำความผิดที่ถูกจับกุม มักย้อนถามว่าเป็นด่านลอยหรือไม่ ขอยืนยันเป็นการปฎิบัติตามคำสั่ง บก.จร. ถูกต้อง ซึ่งสาเหตุที่ต้องสุ่มลงพื้นที่และเวลาในการกวดขัน เนื่องจากต้องการจับปรับผู้ที่มีพฤติกรรมการขับขี่เช่นนั้นจริงๆ และขอฝากถึงประชาชนเคารพกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณ คนที่คุณรัก และผู้ใช้ทางร่วมกัน” พ.ต.ท.พันษา กล่าว

ขอบคุณ จส.100

อุทาหรณ์!! แผงวงจรไฟฟ้าเก่าทำบ้านไฟไหม้ โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต

แผงวงจรไฟฟ้าเก่าทำบ้านไฟไหม้ โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต เจ้าของบ้านเตือนควรหมั่นตรวจเช็ค

เมื่อเวลา 16.30 น วันที่ 7 มิย 61 นายธีรวุฒิ ประศาสตร์ศาสน์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน องหลังสวน จ.ชุมพร รับแจ้งเหตุไฟไหม้ ที่ ซอย เทศบาล ปากน้ำหลังสวน 13 ริม ถนน สายปากน้ำหลังสวน ไป หลังสวน พร้อมด้วยรถดับเพลิง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยปากน้ำหลังสวน รุดที่เกิดเหตุ

ที่บ้านเลขที่ 541/2 ซอยเทศบาลปากน้ำหลังสวน 13 พบว่า เป็น ห้องเช่า สามห้องติดกัน ที่ห้องที่2 ไฟกำลังโหมไหม้อย่างหนัก แต่ ไม่มีใครอยู่ในบ้าน จึงพังประตูเข้าไป พบว่า ภายในห้องนอน ไฟได้โหมไฟไหม้อย่างรุนแรง รถดับเพลิงพยายามฉีดน้ำดับเพลิง ใช้เวลา นาน 1 ชม . จึงสามารถควบคุมเพลิงได้ ห้องเช่าทั้งหลังถูกไฟไหม้ ภายในห้องจนหมด หลังคากลายเป็นตอตะโก ทรัพย์สิน เสียทั้งหมด ยังไม่สามารถประเมินราคาได้

เบื้องต้นพบว่า ที่แผงไฟฟ้า ในห้องนอน มีร่องรอย ไฟช็อต และ มีรอยสะเก็ดไฟลงไปที่ ที่นอนที่เป็น ผ้า แล้วลุกลาม เพื่อนบ้านสังเกตุเห็นควันไฟ จึงแจ้งดับเพลิง ต่อมา น.ส.ยุวดี ภักดีคล้ายอายุ 37 ปี เจ้าของห้องเช่า ได้เดินทางกลับมาที่บ้าน กล่าวว่า ช่วงก่อนสี่โมงเย็นได้ออกไปรับลูกสาวชั้น ม 2 ที่ รร.มัธยม เพื่อนบ้านโทรบอกว่า ไฟไหม้บ้านหมด แล้วจึงรีบกลับมา ก็พบเหตุดังกล่าว โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ในบ้าน จึงไม่มีคนได้รับอันตราย จนท.บอกว่า สาเหตุน่าจะมากจาก อุปกรณ์ไฟฟ้า โดยเฉพาะแผงไฟ น่าจะเก่าใช้มานานมาก ทำให้ชำรุด เกิดไฟลัดวงจร สะเก็ดไฟ กระเด็นไปโดนผ้าห่ม จึงเกิดไฟไหม้ จึงฝากเตือนให้ตรวจเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดไว้ตลอดเวลา

เปิดคลิป!! นาที พ.ต.ต. ขโมยรถเพื่อนก่อนถูกตำรวจจับ

เปิดภาพกล้องวงจรปิดขณะ ‘พ.ต.ต.’ สังกัด บก.น.4  ขโมยรถเพื่อนก่อนถูกหจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมตัวไว้ได้ 

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 มิ.ย.61 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ อาคารเคหะสถาน 11 หมู่ 9 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยหลังจากที่ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น.ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวกรณีที่มี พ.ต.ต.นายหนึ่งสังกัด บก.น.4 ถูกจับข้อหาลักรถ ซึ่งเหตุเกิดในพื้นที่ บช.ภ.1 ถ้าพบว่ามีความผิดดังกล่าวจริงจะให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย

สอบถามรายละเอียดกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว พ.ต.ต.ธนสินท์ บัวนวล สว.กลุ่มงานสอบสวน บก.น.4 บชน. พร้อมด้วย น.ส.ภัคจิรา มากคูณ ภรรยา ในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์หรือนับของโจร โดยก่อเหตุลักรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีดำ ทะเบียน ฆพ1713 กทม.ของนายกำพล เลิศศิริเภสัช อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 304 หมู่ 6 ต.ปักเป้า อ.วังสะพุง จ.เลย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 พ.ค.61 เวลา 10.00 น.ที่อาคารดังกล่าวโดยทีภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน

ภาพจากกล้องวงจรปิดอาคาร 9 ที่อยู่ติดกับที่เกิดเหตุพบรถยนต์แคมรี่สีดำกำลังขับมาตากด้านหลังอาคาร 11 เมื่อเวลา 10.09 น.จากนั้นได้ขับไปทางด้านหลังอาคาร 9 และเลี้ยวออกไปทางตลาดสหกรณ์3 ใช้เวลาไม่ถึงนาที

สืบเนื่องจากเมื่อเวชา 20.30 น.วันที่ 4 พ.ค.61 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ได้รับแจ้งเหตุจากนายกำพล เลิศศิริเภสัช ว่าถูกคนร้ายขโมยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีดำ ทะเบียน ฆพ1713 กทม.ที่จอดอยู่ที่ด้านหลังอาคารเคหะสถาน11 ไป ซึ่งผู้เสียหายจอดไว้เมื่อคืนวันที่ 3 พ.ค.61 และพบว่ารถหายเวลา 10.00 น.วันที่ 4 พ.ค.61 จึงได้เข้าแจ้งความโดยสงสัยเพื่อนคือ พ.ต.ต.ธนวินท์ บัวหลวง ซึ่งเป็นคนเดียวที่เคยมาขอยืมรถไปใช้ หลังจากรถหายก็ไม่สามารถติดต่อตำรวจคนนั้นได้อีก

จากการสอบถาม น.ส.ลักษณ์ (นามสมมุติ) เสมียนธุรการอาคารดังกล่าว ผู้เห็นเหตุกมรณ์วันเกิดเหตุ ทราบว่าวันที่ 4 พ.ค.61 เวลาประมาณ 10.00 น.ตนนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิซ ได้ยินเสียงสัญญาณรถดังขึ้นที่ด้านหลังอาคาร จึงได้เดินไปดูที่หน้าต่างบานเกล็ดออฟฟิศ พบว่ามีคนกำลังติดเครื่องรถยนต์คันเกิดเหตุ แต่ตนไม่เห็นว่าเป็นใครเนื่องจากฟิล์มกระจกมืด

จากนั้นรถก็ขับออกไป ตนคิดว่าเป็นเจ้าของขับออกไป ตนอยู่ที่นี่มา 20 ปี ไม่เคยมีรถหายครั้งนี้เป็นครั้งแรก ตนสงสัยว่าแฟนเจ้าของคงตะขับออกไปอาจจะทะเลาะกัน ผู้เสียหายได้โทรหาเพื่อนที่เป็นตำรวจที่สงสัยว่าจะเอารถไปแต่ไม่รับสาย ก่อนเกิดเหตุมีรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออสขับเข้ามาตรงที่รถคันเกิดเหตุก่อน จากนั้นรถคันนี้ก็หายไป

เบื้องต้นจากการสืบสวนจนได้พนานหลักฐานจนครบจึงได้ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดนนทบุรี เลขที่ 302-303/2561 ลงวันที่ 31 พ.ค 61 และสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ โดยส่งฝากขังที่ศาลจังหวัดนนทบุรีเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.61 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ต้องหาได้ขออนุมัติศาลปล่อยตัวชั่วคราว