โมโหยกล้อใส่! หนุ่มขับกระบะชักปืนไฟแช็คข่มขู่ 2 หนุ่มบิ๊กไบค์

ความคืบหน้าหนุ่มกระบะซิ่งมือปืน เข้ามอบตัวกับตำรวจ เผยโมโหถูกยกล้อใส่ จึงชักปืนไฟแช็คข่มขู่ 2 หนุ่มบิ๊กไบค์

จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก  Chitsanupong Saejai  โพสต์คลิปวิดีโอชายขับกระบะแต่งซิ่งชักอาวุธปืนจ่อหัว 2หนุ่มบิ๊กไบค์ กลางถนนเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. ของวันเดียวกัน (3 มิ.ย.61) นายเถลิงศักดิ์ แน่ใหม่ อายุ 20 ปี พนักงานโรงแรม และนายฤทธิ์เกียรติ เข็มเพชร อายุ 23 ปี โปรแกรมเมอร์ (ผู้ถ่ายคลิป) เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา

สอบสวนผู้เสียหายให้การว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเวลาประมาณ 02.30 น. ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมพวกประมาน 7 คน ได้นัดรวมกลุ่มรถจยย.บิ๊กไบค์ ที่ชายหาดบางแสน จากนั้นได้แยกย้ายกันเดินทางกลับจนเหลือเพียงพวกตน 2 คัน เมื่อมาถึงบริเวณถนนสุขุมวิท-นาเกลือ ได้พบกับกระบะคู่กรณี

ลักษณะการขับซิ่งปาดไปปาดมา ก่อนจะมาจอดติดไฟแดงบริเวณแยกถนนสาย7 ตอน 5 แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามคลิปวิดีโอ โดยคนขับกระบะได้ใช้อาวุธปืนมาจ่อศรีษะ นายเถลิงศักดิ์ ก่อนจะนำมาจ่อที่หลังของ นายฤทธิ์เกียรติ แต่เมื่อคนขับกระบะดังกล่าวเห็นว่ามีการบันทึกภาพจากกล้องติดหมวก จึงรีบกลับขึ้นรถไป

ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน นายสมพร แสงศร อายุ 32 ปี คนขับกระบะ นำอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ เดินทางเข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้น รถกระบะเชฟโลเลต สีบอร์นทอง ไม่พบสิ่งผิดกฏหมายแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบอาวุธปืนพบว่าเป็นปืนไฟแช็ค ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นกระบอกเดียวกันกับในคลิปวิดีโอ

สอบสวน นายสมพร แสงศร คนขับกระบะ ให้การรับสารภาพว่า ถูกรถจยย. ยกล้อใส่จึงบันดาลโทสะ ใช้อาวุธปืนที่เก็บไว้ในรถออกมาข่มขู่กลุ่มผู้เสียหายดังกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เป็นการก่อเหตุที่อุกอาจใจกลางเมืองท่องเที่ยว ซึ่งถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง เบื้องต้น ได้แจ้งข้อกล่าวหา ข่มขู่ให้ผู้อื่นตกใจกลัวได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ส่วนความผิดด้านอาวุธปืน เนื่องจากเป็นปืนไฟแช็ค หรือสิ่งเทียมอาวุธปืน จึงต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายความใดบ้าง ก่อนจะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มและดำเนินคดีต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับนายฤทธิ์เกียรติ เข็มเพชร ผู้ขับขี่จยย.บิ๊กไบค์ ได้ขับจยย.ยกล้อบนท้องถนนถือว่ามีความผิดฐาน ขับขี่จยย.ประมาทหวาดเสียว จะต้องถูกดำเนินคดีเช่นกัน

รวบทันควัน 2 หนุ่มแดนภารตะ จับนักข่าวชาติเดียวกันแก้ผ้า ถ่ายคลิปข่มขู่

รวบทันควัน 2 หนุ่มแดนภารตะ จับนักข่าวชาติเดียวกันแก้ผ้าล่อนจ้อน ถ่ายคลิปข่มขู่แบล็คเมล์ตบทรัพย์

จากกรณี Mr.Arnirban Ghosh อายุ 40 ปี ผู้สื่อข่าวชาวอินเดีย เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.วัฒนา ประดิษฐ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ว่าถูกกลุ่มเพื่อนสัญชาติเดียวกัน ทำร้ายร่างกายแล้วจับแก้ผ้า เอาโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพและคลิปเก็บไว้แบล็คเมล์ ก่อนบังคับเอาเงินสดและเช็คธนาคารมูลค่าหลายแสนบาท เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 3 มิ.ย. ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ภายในซอยทัพพระยา 12 ถนนทัพพระยา บนเขาพระตำหนัก พัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตามที่รายงานแล้วนั้น

ความคืบหน้าคดีนี้เมื่อเวลา​ 11.30 น.วันนี้ ​(3 มิ.ย.) พ.ต.อ.อภิชัย​ กรอบเพชร​ ผกก.สภ.เมืองพัทยา​ พร้อมกำลังตำรวจชุดสืบสวน​ และตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา​ ควบคุมตัว​ Mr.Sumit Kayan อายุ​26ปี​ และ Mr.Rahul Wadhawah​ อายุ​ 32 ปี สองผู้ต้องหาชาวอินเดีย พร้อมของกลางเช็คเงินสด​ 3​ ฉบับ​ และบัตรเครดิตของผู้เสียหาย โดยมี Mr.Arnirban Ghosh เหยี่ยวข่าวชาวอินเดีย ชี้ตัวยืนยัน

พ.ต.อ.อภิชัย​ กรอบเพชร เปิดเผยว่า สำหรับพฤติกรรมแห่งคดีนี้ ทางผู้เสียหายได้ตกลงทำธุรกิจร่วมกันกับกลุ่มผู้ต้องหา ก่อนที่ผู้เสียหายจะเดินทางจากอินเดียมาดูหน้างานที่เมืองไทย โดยมี​ Mr.Sumit Kayan เป็นคนออกค่าใช้จ่ายและค่าตั๋วเครื่องบินให้ก่อน ส่วนผู้เสียหายก็การันตีว่า หากทีมงานโอนเงินจากผู้สนับสนุน(สปอนเซอร์) มาให้ จะดำเนินการคืนเงินทั้งหมดในทันที

แต่ภายหลังนักข่าวท้องถิ่นแดนภารตะรายนี้ไม่มีเงินมาคืนให้ตามที่สัญญาไว้ จึงเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ก่อนที่กลุ่มผู้ต้องหาจะกักขังผู้เสียหายไว้ในห้องพักมี Mr.Rahul Wadhawah (ลูกสมุน) เป็นคนเฝ้า ส่วน Mr.Sumit Kayan กลับไปนอนพักที่บ้าน ในเวลาต่อมา Mr.Rahul Wadhawah ได้ลงมือทำร้ายร่างกายและบังคับให้แก้ผ้าจนล่อนจ้อน ก่อนใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพและคลิปไว้แบล็คเมล์ พร้อมทั้งข่มขู่ให้เซ็นเช็คธนาคาร 3 ฉบับ มูลค่ากว่า 3 แสนบาท และบังคับให้โทรศัพท์ไปหาญาติเพื่อให้ญาติโอนเงินมาให้

แต่ผู้เสียหายอาศัยจังหวะนั้นแอบส่งขัอความไปขอความช่วยเหลือจากคนไทยที่รู้จักกัน กระทั่งคนร้ายรู้เรื่องและกลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่จับเลยรีบเผ่นหนี ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาไม่ทันข้ามวันตำรวจทราบเบาะแสของคนร้ายชาวอินเดียทั้ง 2 คน จึงติดตามไปจับกุมทั้งคู่ได้ดังกล่าว

บุกจับร้านคาราโอเกะกลางเมืองเชียงใหม่ เปิดเกินเวลา คิดค่าบริการสุดโหด

ตำรวจท่องเที่ยวบุกจับร้านคาราโอเกะกลางเมืองเชียงใหม่ เปิดเกินเวลา คิดค่าบริการสุดโหด

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ( 01.20 น.วันที่ 3 มิถุนายน ) ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ และ ตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ กว่า 20 นาย เข้าตรวจสอบร้านทูเก็ตเตอร์ (TOGETHER) เลขที่ 188/1 ถนนช้างคลาน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ หลังได้รับการร้องเรียนว่าร้านดังกล่าวเปิดเกินเวลาและคิดค่าบริการแพงเกินจริงหลายเท่า เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้าไปใช้บริการ

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภาย พบในร้านยังเปิดเพลงเสียงดังและภายห้องคาราโอเกะ ยังมีลูกค้าใช้บริการอยู่หลายห้อง ทั้งที่เกินเวลาที่กำหนด บางห้องพบเพิ่งมีการเช็คบิล หลังการตรวจสอบบิลค่าใช้บริการของทางร้านแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดหลักฐานคือสุราต่างประเทศ 1 ขวด ได้จากโต๊ะลูกค้าห้องคาราโอเกะ วี1 , ใบเสร็จรับเงินลูกค้าห้องวี 1 และ วี 2 จำนวน 7 ใบ เพื่อเป็นหลักฐาน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ตั้งสถานบริการ โดยมิได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 , ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดห้ามขาย ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์ ทรงไชยวรรณ อายุ 35ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี ที่แสดงตัวเป็นเจ้าของร้าน